พาหนีร้อนไปเที่ยว New York-Day 1 แบบสวยๆ แนวผู้หญิ๊ง ผู้หญิง

BbyOnn

BbyOnn

ดู Profile

สวัสดีค่า

พึ่งกลับมาจาก New York หลังจากแอบหนีไปเที่ยวมา 4 วัน 3 คืน
การเดินทางของออนคือจาก LA ไป NYC นะคะ ไม่ได้เดินทางจากไทย

ซึ่งแพลนว่าจะไปเที่ยวไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปีแล้ว และจองช่วงเดือนกุมภา โดยวันที่
ตั้งใจจะไปคือ 25-30 มีนา เพราะช่วงนี้จะเริ่มเข้า Spring พวกหิมะจะหมดไป (หรือมีน้อยมาก)
แน่นอนว่าเพื่อความคุ้มค่า ก็ต้องจองผ่านเว็บ deal ท่องเที่ยวต่างๆ ในครั้งนี้เลือกจองผ่าน
www.priceline.com ค่ะ (คล้ายๆ agoda ที่คนไทยชอบใช้กัน) โดยเลือกดีลแบบ

ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ + ที่พัก 3 คืน

การไปเที่ยวของออน จะเป็นแนวนี้คือ

1. ไปเที่ยวแบบสบาย คือชีวิตดี ไม่เอาแบบไปทัวร์ 3 วัน แวะ 5 ประเทศ
เพราะเหนื่อย และไม่ได้ไปใช้เวลาในสถานที่จริงๆ แถมต้องกระเตงๆไปกับทัวร์
ไม่ได้ไปในที่ๆอยากไป ไม่ได้กินอะไรที่อยากกิน

2. ไปพักแบบสะดวก คือเลือกโรงแรมในตัวเมือง ไม่ต้องหรูหรา หรือห้องใหญ่ แต่ของให้
สะอาด ปลอดภัย และอยู่ในตัวเมือง สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก

3. ไปกินในสิ่งที่อยากกิน เนื่องจากออนเป็นคนให้ความสำคัญกับการกินมาก
ชอบล่าหาของกิน ร้านสวย ร้านดัง ร้านบรรยากาศดี ดังนั้นการไปกับทัวร์จึงตัดไปได้เลย
เพราะอย่างที่รู้ๆกันคือ ทัวร์จะให้อาหารไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ เพราะเป็นร้านที่มีดีลกับบริษัท
และเน้นรับทัวร์ คุณภาพ รสชาติอาหารจะไม่ค่อยเริ่ด

หลังจากรู้แล้วว่าชอบไปเที่ยวแบบไหน ก็เริ่ม search หาดีลที่ดี ที่คุ้มที่สุด
หาอยู่หลายวัน คิดกลับไปกลับมา ดูหลายเว็บไซต์เปรียบเทียบกัน หาข้อมูลเสริมต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น review ของโรงแรม หรือดีลที่ใกล้เคียงกัน และสรุปได้ว่า

จองที่ Night Hotel Times Square (โรงแรมระดับ 3.5-4 ดาว) ตั้งอยู่ใจกลาง
Times Square โดยจองห้องพัก 3 คืน (ที่นี่ไม่มีห้องอาหารเช้าแบบโรงแรมไทยนะคะ
ต้องหาทานข้างนอกเอง) และตั๋วเครื่องบินไป-กลับของ United Airline

ออนเดินทางวันที่ 25 มีนา ตอนกลางคืน ไฟลท์ออกประมาณห้าทุ่มครึ่ง ก็นอนหลับใน
เครื่องไป ไม่แต่งหน้า ไม่ใส่คอนแทค แต่พกเครื่องสำอางเตรียมไว้พร้อม ลงมาแต่งแล้ว
พร้อมเที่ยวได้เลย ส่วนผมม้วนค้างไว้เรียบร้อย พร้อมสุดๆ ถึงสนามบิน JFK ประมาณ
7 โมงเช้า ก็เข้าไปฝากกระเป๋า เพราะสามารถ check-in ได้ตอนบ่าย 3 โมงเย็น

ดังนั้นจึงเริ่มปฏิบัติตามแพลนที่วางไว้
ออนเป็นคนหาสถานที่ แพลนโน่นนี่ว่าวันไหนไปที่ไหน และควรไปที่ไหนก่อนที่ไหนหลัง
ส่วนเรื่องการเดินทาง พี่โต้เป็นคนจัดการด้วย Google map ที่บอกเส้นทางทุกอย่าง ไม่ว่าจะ
เดินเท้า หรือนั่งใต้ดิน

เดินจาก Night Hotel Times Square มาถึง Rockefeller Center ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
มาถึงตรงนี้เลยขอแวะถ่ายซะหน่อย เพราะด้านหลังมีธงชาติไทยด้วย ตึกนี้เป็นตึกที่ใครมา NYC
ก็จะมา เพื่อขึ้นมาชมวิวรอบเมืองนิวยอร์ค รวมถึงวิวของตึก Empire State ด้วย

ด้านข้างตึกจะมี Ice Rink ให้เล่นกันในช่วงหน้าหนาว

อากาศวันแรกที่ถึงคือประมาณ 1 องศา และหิมะพึ้งหยุดตกไป อากาศเลยเย็น
แทบจะแข็ง และลมแรงมาก

เสร็จแล้วก็เข้าไปในตัวตึก โดยจะมีคนคอยบอกทางเลย
ตั๋วขึ้นไปชมวิวคนละ $27 พอซื้อตั๋วเสร็จแล้ว ลิฟท์ก็จะพาขึ้นไปที่ชั้น 67 ค่ะ

มาถึงชั้นบนแล้ววววววววว จะเห็ยวิวทั่วเมืองเลย ตรงนี้เป็นวิวของ Central Park ค่ะ
ใหญ่มากกกกกกกกก ท้องฟ้าสดใส ไม่มีเมฆเท่าไหร่ วิวเลยสวย แต่ลมแรงมากกกกค่ะ
เรียกว่าลมดันตัวเลย แรงจนตัวปลิว

และนี่คืออีกหนึ่งวิวที่หลายๆคนไม่ขอพลาดคือ Empire State Building นั่นเอง
เหตุผลที่ออนเลือกขึ้น Rockefeller เพราะว่าใครๆก็อยากเห็นวิว หรือถ่ายรูปตึก Empire
ดังนั้นถ้าขึ้นตึก Empire ก็จะไม่เห็นวิวตึก Empire ดังนั้นเลยขึ้น Rockefeller ดีกว่า
เพื่อจะได้ถ่ายตึก Empire State ชัดๆ แถมเค้าบอกว่าราคาถูกกว่ากันเยอะ แถมคิวน้อย
กว่าอีกด้วย

ด้านบนเวลาขึ้นมา จะสามารถเดินบันไดขึ้นไปได้อีกประมาณ 2 ชั้น เพื่อดูวิว โดยมีกระจกใสๆ
กั้นไว้แบบนี้ค่ะ แต่เวลาถ่ายรูป ถ้าถ่ายเก่ง รู้มุม ก็จะถ่ายออกมาแบบไม่เห็นกระจกเลย ดูเหมือน
ถ่ายกับวิวสดๆ ไม่มีอะไรกั้น

วิวตึก Empire เย้
ลมแรงมาก แดดแรงมาก อากาศหนาวมาก 3-in-1 เลยทีเดียว

ระหว่างที่กำลังดูวิวอยู่ มีนักท่องเที่ยวฝรั่งคนนึง ขอให้ช่วยถ่ายรูปเดี่ยวให้เค้าหน่อย
ก็เลยจัดไปให้ พร้อมกับขอให้เค้าช่วยถ่ายรูปคู่ให้ด้วย เลยได้รูปคู่พร้อมวิวตึก Empire State
มาด้วย ดีใจจจจ

เสร็จแล้วก็เดินมากิน Shake Shack ใช้เวลาเดินจาก Rockefeller มาอีกประมาณ 10-15 นาที
มีพี่ที่รู้จักแนะนำว่าต้องกินร้านนี้ เบอเกอร์เค้าอร่อยมากกกกกกก มาถึงหน้าร้านตอน 10.55
ร้านเปิด 11.00 (โดยที่พนักงานอยู่เต็มร้าน นั่งเฉยๆ) ร้านที่นี่ก็จะไม่เปิดประตูให้เข้าไปค่ะ
คือ 1 นาทีก็ไม่เปิด เค้าจะเปิดเป๊ะมาก และการที่ยืนอยู่ในอากาศ 1 องศา พร้อมลมแรงๆหน้าร้าน
และเห็นพนักงานในร้านใส่เสื้อยืดสบายๆ นั่งเฉยๆ “แค่รอเวลาเปิด” นี่แบบโอ้ยยยย ถ้าไม่
อร่อยจริง จะไม่กินเลยยยยย

พอถึงเวลา 11.00 ตรง พนักงานก็เปิดประตูให้เข้าไป ออนมาเร็วก่อนร้านเปิด 5 นาที ยังได้คิว
เกือบคนที่ 10 เพราะมีคนมาต่อคิวเข้าแถวก่อนหน้าออน พี่โต้ก็สั่ง Cheeseburger ให้ออนกิน
และพี่โต้สั่ง Double burger มี Cheesy fries 2 ที่  และ Vanilla Milkshake 1 รวมถึง
น้ำเปล่าอีก 1 ขวด สนราคาที่ $30 (900 บาท) อุต๊ะะะะะะะะ เป็นเบอเกอร์ในร้าน Fast food
ธรรมด๊าาาาาาา ธรรมดาที่แพงมากกกกก ถ้าเป็นเบอเกอร์ในโรงแรม  5 ดาว แล้วราคานี้จะไม่
ว่าเลย

หลังจากที่เริ่มกิน .. สรุปได้ว่าเฉยๆ ไม่ได้อร่อยอะไรขนาดที่จะต้องมาทนรอในอากาศหนาวๆ
หน้าประตู และไม่ได้อร่อยพอสำหรับราคา $30 เบอเกอร์รสชาติแนวๆนี้ที่เมกามีตรึมเลย ในราคา
ที่ถุกกว่า ออนว่า In ‘N Out ยังอร่อยกว่าเลย

เสร็จแล้วก็ค่อยๆเดินกลับมาแถว Times Square เพื่อเดินเล่นไปเรื่อยๆ

ออนชอบ NYC มาก เห็นในหนังฝรั่งตั้งแต่เด็กๆ ไม่คิดว่าวันนึงจะได้มา บวกกับออนชอบ
ชีวิตในเมืองที่มีตึก มีคนเยอะๆ มีแสง สี เสียง เลยปลื้มมากกกกกกกก

คนที่นี่จะเดินกันทั้งวันทั้งคืน เต็มถนนไปหมด รถเยอะ บีบแตรกันปี๊บๆ
อารมณ์กรุงเทพมากกกก

มาแล้วก็ต้องถ่ายรูปกับ Times Square ไม่งั้นเดี๋ยวเหมือนมาไม่ถึง

หลังจากนั้นก็เดินกลับไปที่โรงแรม เพื่อรอ check-in ตรงนี้คือล๊อบบี้ด้านล่างโรงแรมค่ะ
พอ check-in เสร็จ ก็อาบน้ำ แต่งตัว แต่งหน้าใหม่เล็กน้อย ให้สดชื่น สบายตัว พร้อมกับนอน
พักกลิ้งไปกลิ้งมา จนกระทั่งช่วงเย็นๆประมาณทุ่มนึง ก็เตรียมตัวออกไปทานอาหารเย็น

ระหว่างทางก็แวะตึกที่เป็น Toy R Us ใหญ่ๆตรง Times Square ข้างในมีม้าหมุนของ Toy R Us
มีพวกร้านขายขนม Wonka (ร้านที่มาจากหนังเรื่อง Charlie and Chocolate Factory) รวมถึง
พวกคอเนอร์ที่ขายของเล่นทั้งผู้ชายผู้หญิง

ขนม Nerds ของ Wonka

เสร็จแล้วก็นั่ง subway ไปลงแถว Lexington Street ถ้าจำไม่ผิด เพื่อไปร้าน
Serendipity 3 ร้านนี้คือร้านอาหาร แต่ขนมหวานดัง (ซึ่งเค้าจะไม่อณุญาติให้ไปกินเฉพาะ
ขนมหวานอย่างเดียว) แนะนำว่าควรจองล่วงหน้าซัก 2-3 วัน เพราะที่จะเต็มมากค่ะ ร้านนี้
ออนดันลืมจอง มาโทรจอง 11 โมงเช้าของวันที่จะไป เลยได้โต๊ะตอน 3 ทุ่ม แต่ทางร้านบอกว่า
ถ้าจะมาก่อน ก็ให้ walk-in เข้ามา และรอคิวได้เลย

ออนมาถึงตอนทุ่มกว่าๆ รอคิว 45 นาที (แจ้งพนักงานว่าขอยกเลิกที่นัดไว้ 3 ทุ่ม
และขอรอคิวแทน) กว่าจะได้กินก็ประมาณสองทุ่มค่ะ ทางเข้าร้านแคบมาก คือคนเดินสวน
กันสองคนนี่ต้องเบียดกันเลย แต่ร้านตกแต่งแบบแปลกๆเท่ห์ๆ มีสไตล์ของตัวเองดี

ร้านนี้ดังเพราะเคยถ่าย Gossip Girl และมีดารา เซเล็ปมากินกันเยอะ พวกผู้หญิง
chick flick ทั้งหลาย รวมถึงออน เลยไม่พลาดที่จะต้องมากิน (และมายืนรอคิว)

ระหว่างรออาหารมาก็มาถ่ายรูปคู่กันซะหน่อย… 55555555555
คือถ่ายเองผ่านกระจก รุปคู่จริงๆ

ออนสั่ง Seafood Fettuccine ไป หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ
มีกุ้งตัวใหญ่ๆ 3-4 ตัว มี scallops มาให้หลายตัว รสชาติ creamy ตามสไตล์ที่
ออนชอบเลย แต่อาจจะจืดไปสำหรับคนชอบอาหารมีรส เพราะออนยังแอบโรยเกลือ
เพิ่มเข้าไปให้มีรสชาติมากขึ้น แอบผิดหวัง เพราะนึกว่า Seafood แล้วจะมีพวกหอย
อะไรมาให้ด้วย เทียบกับราคาที่จ่ายไป แต่ก็กินหมด เพราะชอบบบบบ

ส่วนอันนี้คือเมนูเด็ดของเค้าที่เป็น Signature เลย ใครมาก็ต้องสั่ง
นั่นก็คือ Frozen Hot Chocolate ตัวช็อกโกแลตจะคล้ายๆกับช็อกโกแลตปั่นบ้านเรา
แต่รสชาติเข้มข้นมาก และวิปครึมของเค้าเป็นวิปครีมทำเอง เพราะเนื้อแน่นและหนักเต็มที่
กิน 2 คนกำลังดี หมดเกลี้ยงเลย

หลังจากนั้นก็กลับมาเดินเล่นที่ Times Square กับ Broadway
ดูวิว เดินเล่นตอนกลางคืน ไฟเยอะ สวยยยยย

เดินไปเดินมา อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ .. นั่นมัน INGLOT ร้านเครื่องสำอางที่พี่แพร (PearyPie) เคยพูดถึง
และอัพรุปลง ร้านนี้อารมณ์เหมือน M.A.C เลย คือเน้นสีโทนดำ เครื่องสำอางมีสีสัน มีตัวเลือก
ให้เลือกเยอะมาก ที่ไทยหาซื้อไม่ได้ และยังไม่เคยเห็นใน LA เลยจัดมาลองนิดหน่อย

ซื้อมา 2 อย่างคือ

1. คอนซีลเลอร์สำหรับปกปิดแพนด้าใต้ตา เนื้อเป็นน้ำ แต่พอเกลี่ยๆไปจะ
ค่อยๆปกปิด ปกปิดได้ในระดับนึงเลย ให้ 3.5-4/5 เลย

2. บลัชออนเนื้อครีม ปกติไม่เคยใช้บลัชออนเนื้อครีม เพราะไม่ชอบที่เวลาทา
ไปกับหน้าแล้วจะเหนียวๆเหนอะๆ แต่ตัวนี้ลองทากับมือแล้วไม่เหนอะ สีสวยด้วย
เลยซื้อมาลอง 1 สีก่อน ถ้าดีจะสั่งซื้อออนไลน์เพิ่ม

ช็อปปิ้งเสร็จแล้วก็เดินกลับที่พักไปพักผ่อน เพราะว่านอนบนเครื่องไม่กี่ชั่วโมง
และเดินไปโน่นไปนี่ทั้งวัน พลังงานหมด เลยขอกลับห้องไปนอนพัก ชาร์จพลังตัวเอง
ก่อน วันที่ 2  จะได้เตรียมลุยต่อ

เดี๋ยวติดตามอ่านวันอื่นๆได้นะคะ
จะรีบลงเลยค่า

เจอกันใหม่นะคะ
สวัสดีค่า

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย