Cultural appropriation:คิดกันยังไงกับดราม่าผมเปีย ?

candy

candy

ดู Profile


การฉกฉวยทางวัฒนธรรมได้กลายมาเป็นประเด็นขัดแย้งสร้างเสียงถกเถียงในสังคมออนไลน์อย่างไม่รู้จบ   ทำให้เกิดการแบ่งฝักฝ่ายด้วยอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน   นั่นคือ
 
  • กลุ่มที่ต่อต้านไม่ให้มีการใช้วัฒนธรรมต่างเชื้อชาติ และเรียกร้องให้ทุกคนศึกษาถึงความเสียหายเมื่อเกิดการฉกฉวยทางวัฒนธรรม

  • กลุ่มที่ไม่เชื่อถือเรื่องการฉกฉวยทางวัฒนธรรม  และมั่นใจว่านี่คือกลไกทางสังคมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ไม่ใช่ปัญหาการแบ่งแยกทางเชื้อชาติและสีผิวแต่อย่างใด



เพราะอะไร จึงมีการต่อต้านการฉกฉวยทางวัฒนธรรม?

มีผู้ได้แสดงเหตุผลที่ไม่พอใจเมื่อคนเชื้อชาติอื่นหันมาถักผมเหมือนกับผู้ที่มีเชื้อสายผิวดำไว้ดังนี้

  • สังคมมักมีสองมาตรฐานในเรื่องการผมเปียของคนดำในรูปแบบ cornrows, box braids และ dreadlocks มักจะพบกับอคติของคนรอบข้างที่เชื่อว่า ผมของพวกเค้าสกปรก ดูไม่เป็นระเบียบ เกะกะสายตา  ดู low class  

  • ย่ำแย่ไปกว่านั้นเปียอาจจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต เช่น พนักงาน ในงานหมวดหมู่บริการได้รับคำสั่งให้เปลี่ยนทรงผม  และวิชาชีพอื่นที่หากทำผมเช่นนี้แล้วจะดูไม่professional หรือน่าเชื่อถือ

  • ในขณะที่คนเชื้อชาติอื่นเลียนแบบทรงผมแล้วกลายเป็นความโก้เก๋  ให้ความรู้สึกแตกต่างจนน่าดึงดูดใจ  ไม่ต้องถูกมองด้วยสายตาเหยียดหยาม

  • คนผิวดำต้องพบกับประสบการณ์ถูกคนเชื้อชาติอื่นbully เรื่องผมหยิกฟูมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ก็ยังมีดราม่าครูละเมิดเด็กด้วยการตัดผมอยู่  และยังมีโรงเรียนที่ไม่สนับสนุนทรงผมแบบคนดำจนไม่มีตัวเลือกมากนัก ทำให้ต้องรู้สึกกดดันมาโดยตลอด

  • คนเชื้อชาติอื่นสามารถสร้างประโยชน์จากทรงผมเหล่านี้  ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์เนอร์  นักร้อง นักแสดง   แต่พวกเค้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนดำ  จึงกล่าวหาว่าฉกฉวยไปแต่สิ่งดีๆ แล้วเมินเฉยต่อความทุกข์ของเจ้าของวัฒนธรรม
เมื่อZendaya ทำผม dreadlocks ไปร่วมงาน Oscar กลับถูกพิธีกร TV จิกว่า เห็นแล้วเหมือนจะได้กลิ่นกัญชาลอยมาจากตัวเธอ
"เมื่อZendaya ทำผม dreadlocks ไปร่วมงาน Oscar กลับถูกพิธีกร TV จิกว่า เห็นแล้วเหมือนจะได้กลิ่นกัญชาลอยมาจากตัวเธอ"


Amandla Stenberg นางเอกสาวจาก The Hunger Games ได้อธิบายไว้ว่า

" การฉกฉวยทางวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นและสื่อไปถึงแง่ที่เหยียดเชื้อชาติหรือเป็นการเหมารวมก็ต่อเมื่อกลุ่มอภิสิทธิ์ชนนำวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้อื่นมาใช้เพื่อแสดงความเป็นแฟชั่นชั้นสูง  ทันสมัย หรือดูตลกขบขัน"

"วัฒนธรรม Hip-hop ต่อยอดมาจากชีวิตที่ยากลำบาก แตกสาขาจากดนตรี Jazz และ Blue  อันเป็นดนตรีที่ชาวAfrican-Americanได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อคงความเป็นมนุษย์เอาไว้ด้วยบทเพลงถ่ายทอดความรู้สึกและเอาชีวิตรอดเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากที่ต้องตกเป็นทาส"



"แต่สำหรับกลุ่มคนผิวดำ ผมเปียและcornrowsไม่ใช่สไตล์ดูดีเท่านั้น แต่เป็นวิธีจัดการกับผมที่คนผิวดำจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ผมดูเข้าที่เข้าทาง"

เธอยังทิ้งคำถามไว้ว่า

"ประเทศ Americaจะเป็นอย่างไรนะ  ถ้าผู้คนหันมารักคนดำพอๆกับรักวัฒนธรรมของพวกเรา?"



Amandla Stenberg  เคย  call out Kylie Jenner ว่าลอกเลียนทรงผมคนดำ แต่ไม่ใช้สถานะคนดังมาช่วยให้สังคมรับรู้ปัญหาของผิวดำ อย่างการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจและปัญหาเหยียดสีผิว  พร้อมทั้งแฮชแทกประชดว่า white girls do better
"Amandla Stenberg เคย call out Kylie Jenner ว่าลอกเลียนทรงผมคนดำ แต่ไม่ใช้สถานะคนดังมาช่วยให้สังคมรับรู้ปัญหาของผิวดำ อย่างการกระทำเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจและปัญหาเหยียดสีผิว พร้อมทั้งแฮชแทกประชดว่า white girls do better"


ELLE   อีกหนึ่งสื่อเจาะลึกรากของผมเปียที่เป็นเอกลักษณ์ของคนดำและสาเหตุที่ทำให้เกิดการต่อต้านการฉกฉวยทางวัฒนธรรม

สารคดีของELLE ได้ชี้ถึงความสองมาตรฐานไว้ว่า

"ผู้หญิงผิวดำในAmericaถักเปียกันมาตั้งแต่ก้าวเข้ามาอาศัยในAmerica  แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้ววัฒนธรรมmain stream มักเยาะเย้ยถากถางหรือเมินเฉยทรงผมแบบนี้"

 "เมื่อผู้หญิงผิวขาวถักเปียแบบเดียวกัน กลับถูกยกให้เป็นผู้นำเทรนด์ที่ทำให้ทุกคนยอมรับสไตล์"




Ayana Byrd ผู้ประพันธ์หนังสือ  Hair Story: Untangling the Roots of Black Hair in America ได้บอกกับ ELLE ว่า    เมื่อหลายสิบปีก่อนที่สังคมจะยอมรับผมเปียได้เหมือนทุกวันนี้  ผู้หญิงผิวดำใน Americaจะถูกบีบให้รู้สึกต่ำต้อยกับผมแบบธรรมชาติ จนต้องพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการยืดผมหรือใส่วิกผมตรงเพื่อให้เข้ากับ  beauty standard ของAmerica
ในอดีค ศิลปินสาวผิวดำมักไม่เปิดเผยผมหยิกตามธรรมชาติหรือถักเปียเหมือนกับศิลปินยุคโมเดิร์น  เพราะถูกสังคมกำกับคงวามคิดไว้ว่า ผมตามธรรมชาติของพวกเธอไม่ใช่ลุคที่ดูสวยแพง
"ในอดีค ศิลปินสาวผิวดำมักไม่เปิดเผยผมหยิกตามธรรมชาติหรือถักเปียเหมือนกับศิลปินยุคโมเดิร์น เพราะถูกสังคมกำกับคงวามคิดไว้ว่า ผมตามธรรมชาติของพวกเธอไม่ใช่ลุคที่ดูสวยแพง"


ในปี 1979 Bo Derek คือผู้ที่ทำให้ผมเปียแบบคนดำกลายมาเป็นเทรนด์ฮ็อตฮิตจนสาวๆผิวขาวต้องจองคิวเข้าซาลอนเพื่อถักเปียที่ได้รับการตั้งชื่อตามผู้นำเทรนด์ จากภาพสาวบลอนด์ในชุดว่ายน้ำที่ทำทรงผมcornrows ประดับลูกปัดในหนังเรื่อง10 สร้างความนิยมระดับ mainstream โดยมีต้นแบบมาจากแดนเซอร์ของ Ann Margret เธอบอกในภายหลังว่าทำผมนี้ตามไอเดียของสามี ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง

Bo ได้เล่าถึงประสบการณ์หลังจากสร้างปรากฏการณ์ผมเปียว่า

"มีผู้หญิงAfrican American หลายคนเข้ามาบอกกับฉันว่า ต้องขอบคุณฉันเป็นอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ เจ้านายที่ธนาคารไม่อนุญาตให้ทำผมทรงนี้มาทำงาน แต่ตอนนี้ทำได้แล้ว"





ผ่านไปหลายทศวรรษ Bo Derek ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระแสโจมนขัดแย้งนี้ตีการฉกฉวยทางวัฒนธรรม เมื่อ Kim Kardashian ย้อมผมบลอนด์และถัก cornrows ตามมาด้วยการยกให้ Bo Braids เป็นต้นแบบของลุคนี้ หลายคนคงนึกภาพออกว่า social media แทบจะลุกเป็นไฟ ทั้งชาวเน็ทและสื่อบางเจ้าตำหนิ Kim ว่า นอกจากจะเลียนแบบวัฒนธรรมคนดำมาแล้วหลายครั้ง ก็ยังให้เครดิตกับผู้หญิงผิวขาว ทั้งๆที่ผู้หญิงผิวดำทำทรงผมนี้มาเนิ่นนานก่อนจะมีเทรนด์ ฺBo Braids นอกจากจะเรียกว่า cornrows ยังเป็นที่รู้จักในชื่อ Fulani braids ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานจากชาวเผ่า Fulani ที่ถูกขายมาเป็นทาส ทำให้มีอีกชื่อว่าเปียแบบชนเผ่า


เมื่อถูกไถ่ถามความเห็นต่อประเด็นขัดแย้งนี้  Bo Derek  ได้ออกตัวชัดเจนว่าไม่ข้องใจในเรื่องฉกฉวยวัฒนธรรม เพราะมันเป็นเพียงแค่ทรงผมเท่านั้น   เธอชี้ว่า Kim เลียนแบบทรงผมของเธอจากหนังเรื่อง 10   ส่วนเธอก็เลียนแบบมาจากแดนเซอร์    และทุกคนก็คงเลียนทรงผมของราชินี Ahmose-Nefertari แห่ง Egypt นับพันๆปีก่อน และทิ้งท้ายไว้ด้วยมุกตลกร้ายว่า "หวังว่าองค์ราชินีจะรู้สึกปลาบปลื้ม"  (ที่มีคนมากมายเลียนแบบทรงผม)




ผู้ไม่เห็นด้วยโต้ "คนดำสามารถทำผมแบบคนขาวได้โดยไม่ต้องถูกจับผิด"

ชาวเน็ทผู้หนึ่งวิจารณ์เรื่องการฉกฉวยทางวัฒนธรรมอย่างเผ็ดร้อนว่า

"ลองนึกภาพ Taylor Swift เขียนข้อความใต้ภาพ Beyonce ว่า  นี่เธอทำผมแบบผู้หญิงผิวขาวอยู่นะ ทำไมเธอไม่ให้ความสำคัญในเรื่องปัญหาความลำบากของคนผิวขาวบ้างล่ะ ถ้าเกิดขึ้นจริงรับรองดราม่ากันโกลาหลแน่ๆ"



นั่นยังรวมถึงคอมเมนท์จากคนหลากหลายเชื้อชาติ (รวมถึงคนผิวดำ)ที่เห็นพ้องต้องกันว่า  ในสังคมของเสรีชน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรือสีผิวใด  ก็เลือกทรงผมตามที่ต้องการได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องสร้างความขัดแย้งขึ้นมา     แต่การจ้องจับผิดกันต่างหากที่ยิ่งจะสร้างความแตกแยกจนกลายเป็นกำแพงอคติที่ยากจะก้าวข้ามไปได้


วงการบันเทิงเกาหลีกับการ call out  เรื่องการฉกฉวยทางวัฒนธรรม

ทรงผม box braids: สาเหตุที่Lisaถูกโจมตี
 วัฒนธรรม hip hop คือต้นแบบสำคัญของดนตรี K-Pop  ไม่ว่าจะเป็นดนตรี การแร็พ สไตลการเต้น และแฟชั่น    ไม่น่าแปลกใจที่จะมีนักเขียนเพลงและโพรดิวเซอร์เชื้อสายผิวดำร่วมอยู่ในทีมผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของศิลปิล K-Popด้วย


เหล่าไอดอลอาจแร็พเป็นไฟ โชว์ทักษะการเต้นแบบ hip hop จนแฟนๆทั่วโลกปลาบปลื้ม แต่เมื่อใดก็ตามที่โชว์ทรงผมที่ได้รับอิทธิพลมาจากAfrican American ดราม่าก็บังเกิด


Lisa เป็นหนึ่งในไอดอลที่ต้องพบกับข้อกล่าวหาเรื่องฉกฉวยทางวัฒนธรรม เนื่องมาจากทรงผม box braids ในวีดีโอเพลง Money 


ยืนยัน "ไม่มีเจตนาร้าย'' ตามด้วยคำขอโทษและรับปากจะศึกษาประเด็นcultural appropriation ให้เข้าใจ


เมื่อLisaได้รับรู้ถึงความวิตกกังกังวลจากแฟนคนหนึ่งที่ได้อ่านจดหมายชี้แจงประเด็นฉกฉวยวัฒนธรรมจากลุคผมเปียดังกล่าว เธอได้ขยายเวลาพูดคุยจากนาทีครึ่งไปเป็น 6 นาที เธอยืนยันว่าไม่รู้มาก่อน คิดแต่เพียงว่าทรงผมนี้ดูเจ๋งมากและไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ขออภัยกับผู้ที่เสียความรู้สึกจากเรื่องนี้

Lisa ยังได้รับปากว่าจะเพิ่มความระมัดระวังด้วยการตรวจตราทุกอย่างซ้ำให้แน่ใจ และขอบคุณแฟนที่บอกกล่าวให้เธอรู้ตัว และเราคาดว่า คงไม่ได้เห็นน้องตะลิซถักbox braid อีกแล้วล่ะ




แฟนๆจำนวนมากชื่นชมที่ Lisa ขอโทษอย่างความจริงใจและรับฟังแฟนๆเพื่อเปลี่ยนแปลง  แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังมีชาวเน็ทที่แสดงความกังขาต่อผู้รับผิดชอบเรื่องเสื้อผ้าทรงผมของไอดอล   เพราะผมเปียเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไอดอลถูกแฟนๆต่างชาติโจมตีซ้ำซาก นั่นยังรวมไปถึงเหล่าhaterที่รอซ้ำเติมอีกด้วย   ซึ่งสวนทางกับแนวทางของไอดอลที่ต้องวางตัวสมบูรณ์แบบเพื่อปราศจากความมัวหมอง  จนทำให้มีการตั้งข้อสงสัยว่า  แม้จะมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เมื่อใดก็ตามที่ไอดอลทรงผมสไตล์นี้ก็จะตกเป็นเป้าหมายโจมตี  ทั้งที่พวกเค้าอาจจะไม่ได้มีอำนาจการตัดสินใจเลือกทรงผมได้เอง  แต่เป็นทีมงานที่ดีไซน์ให้  แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายเบื้องหลังไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นฉกฉวยทางวัฒนธรรมแต่อย่างใด




ผู้สร้างซีรีส์เกาหลีชื่อดังเผชิญแรงกดดันจากข้อหา ลอกเลียน-ล้อเลียน-ไม่ให้เกียรติ-เหยียดเชื้อชาติ

Penthouse ถูกยกให้เป็นซีรีส์ที่มาพร้อมกับพล็อทหักมุมจนปวดตับจนทำให้รู้สึกว่า นักเขียนอาจจะรู้สึกฟินที่ทำให้ผู้ชมอึ้งกับความเหนือเมฆของบทและตัวละคร  และหนึ่งในนั้นคือบท Alex  ที่ปรากฏตัวใน season 3   ที่ถ้ามองแบบผ่านๆอาจจะคิดว่าเป็นแร็พเพอร์จาก America เข้าร่วมแสดงซีรีส์เกาหลี
พัค อึนซอก พระเอกที่รับบทนี้ย่อมเลี่ยงเสียงโจมตีไปไม่พ้น  เพราะมาแบบจัดเต็มจากหัวจรดเท้า ไม่ได้มีเพียงทรงผมเหมือนกับดราม่าไอดอล  และยังมีท่าทาง+สำเนียงทำให้ถูกกล่าวหาว่าจงใจใช้ stereotype ของAfrican American มาล้อเลียน   หนักไปกว่านั้น ผู้สร้างซีรีส์และพระเอกผู้นี้ถูกกล่าวหาว่าเหยียดผิวจนเขาต้องประกาศขออภัย และยืนยันว่า ไม่ได้จงใจล้อเลียนหรือดูหมิ่น black community  แต่เป็นความชื่นชมในวัฒนธรรม เขายอมรับว่า ควรจะตระหนักในประเด็นนี้ให้ดีกว่าที่เป็น  และขอโอกาสจากแฟนๆเพื่อจะเรียนรู้สร้างความเข้าใจในประเด็นฉกฉวยวัฒนธรรมให้ถ่องแท้


Rihanna ยังไม่รอด  เหตุจับคนดังnon-blackมาทำผมเปียใน Savage X Fenty show 


หากคิดว่ามีเพียงแต่คนเชื้อชาติอื่นที่ไม่ใช่คนผิวดำถูกโจมตีเพราะผมเปีย  มันก็ไม่ถูกต้องสักทีเดียว   เพราะแม้คุณจะเป็น icon ของสาวผิวดำแบบ Rihanna   แต่ถ้านำเสนอนางแบบที่ถักcornrows ขึ้นfashion show  ก็มีเสียงต่อว่ากระหึ่มโลก internet   เพราะนางแบบดังกล่าวไม่ได้มีเชื้อสายผิวดำนั่นเอง
 แม้ว่าตลอดช่วงเวลาที่ Rihanna ก่อตั้งธุรกิจจนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี เธอจะได้รับคำชื่นชมจากการสนับสนุนความหลากหลายทางเชื้อชาติและสร้างความมั่นใจเรื่องรูปร่าง   แต่ภาพของ Emily Ratajkowski และ Vanessa Hudgens  สองสาวคนดังเข้าร่วมเดินแบบให้กับ Savage X Fenty fashion show ได้กลายมาเป็นประเด็นร้อนถึงขั้นที่เจ้าของแบรนด์ถูกตราหน้าว่า  ถูกเงินเป็นพันล้านบังตาจนไม่สนความรู้สึกของ black community   


แม้จะเกิดดราม่ารายวัน  แต่ไม่ใช่ black community ทั้งหมดจะต่อต้านเรื่องนี้

Justin Bieber เป็น superstar อีกคนที่พบเจอกับแรงกดดันจากทรงผมมาแล้ว  เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เขาเปิดตัวผม dreadlocks แบบสั้น   ชาวเน็ทหลายคนตำหนิว่านี่เป็นการแสดงออกที่ดูหมิ่นเจ้าของวัฒนธรรม และเรียกร้องให้เขาเปลี่ยนทรงผมและขอโทษ black community ที่รู้สึกกระทบกระเทือนใจ

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนผิวดำชี้   ทรงผมdreadlocks ของ Justin Bieber ไม่ใช่สิ่งชวนขุ่นเคืองใจ
Tamika Mallory นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่โฟกัสกับการเรียกร้องสิทธิสตรีและBlack Lives Matter  ไม่ได้กล่าวหา Justin Bieber อย่างรุนแรง และแสดงความเห็นแบบกลางๆว่า  

"ฉันว่ามันไม่เป็นไรค่ะ ตราบใดที่Justin Bieberรับรู้ที่มาของ dreadlocksและประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งยาวนานของมัน"


"ฉันไม่คิดว่าเราควรไปบังคับคนอื่นเรื่องการแต่งกาย แต่ฉันว่า เราควรจะย้ำเตือนให้คนเหล่านั้นว่าไม่ควรแสดงออกเหมือนเค้าเป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาเอง เพราะdreadlocksมีความผูกพันกับวัฒนธรรมAfricanอันล้ำลึก"


แล้วหากเจ้าของวัฒนธรรมเต็มใจสนับสนุนให้คนต่างเชื้อชาติได้สัมผัสวัฒนธรรมล่ะ?


คุณผู้อ่านคงยังไม่ลืมดราม่าAdele ที่แต่งตัวเฉลิมฉลองเทศกาล Notting Hill Carnival* โดยเพื่อนๆเชื้อสาย Jamaicanของเธอช่วยเนรมิตทรงผม Bantu knots และประดับประดาขนนกแบบนักเต้น Carnival  จากลุคนี้ทำให้superstar ผู้ขึ้นชื่อว่าครองภาพลักษณ์อันดีงามมาโดยตลอดต้องถูกรุมโจมตีว่าลอกเลียนวัฒนธรรมอย่างหน้าไม่อาย

แต่แม้ว่า Adele จะถูกตราหน้าว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเสื่อมศรัทธา แต่ยังมีชาวเน็ทจากประเทศJamaica อีกหลายคนที่ชี้ว่า ไม่รู้สึกว่าทรงผมและชุดของAdele จะเป็นเรื่องย่ำแย่ และยังรู้สึกปลื้มใจที่คนดังระดับโลกชื่นชมวัฒนธรรมแบบ Caribbean รวมไปถึงเพื่อนร่วมวงการอย่าง Naomi Campbell ที่มีแม่เป็นนักเต้นชาวJamaican และ Alexandra Burke นักร้องสาว British เชื้อสายJamaicanที่ออกโรงปกป้องAdele ว่า เธอเติบโตขึ้นมาท่ามกลางวัฒนธรรมคนดำในย่าน Tottenham จึงไม่ใช่เรื่องต้องมาโจมตีกันแต่อย่างใด





* การเฉลิมฉลองของผู้คนที่สืบทอดเชื้อสายหมู่เกาะCaribbean ได้เข้าร่วมพาเหรดและเต้นรำแบบ Carnival ใน London (ลองนึกภาพ Rihanna ใน Carnival ที่ Barbados)   ซึ่งปีที่แล้ว ต้องยกเลิกงานไปเพราะเกิดวิกฤติโรค COVIDระบาด


Twitter user บางคนสันนิษฐานว่า ภาพชุดฉลอง carnival ของ Adeleได้ลุกลายกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงเพราะ ชาว woke จาก USA ที่ไม่เข้าใจถึงวัฒนธรรมอันหลากหลายใน London โดยเฉพาะย่านที่อยู่ที่ Adele เติบโตขึ้นมานั้นมีชุมชนชาว Jamaican ขนาดใหญ่รวมตัวอาศัยร่วมกับผู้คนเชื้อชาติอื่นๆ สำหรับ Notting Hill Carnival ก็ไม่ได้จำกัดให้แต่คนผิวดำเชื้อสาย Caribbean ให้มาสนุกกันในงาน แต่เปิดต้อนรับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองวัฒนธรรมของCaribbeanต่างหาก

 


Gwen Stefani ชี้  "เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนที่เกิดจากความชื่นชมในวัฒนธรรม"

เธอถูกยกให้เป็นfashion icon นับตั้งแต่ยุค90s แต่ออีกด้านหนึ่ง เธอก็มักจะถูกโยงกับเรื่องการลอกเลียนวัฒนธรรม    บางคนทุบหนักว่า  Gwen น่าจะถูก cancel ไปตั้งนานแล้ว  เพราะมั่นใจว่า เธอสร้างรายได้เข้ากระเป๋าตัวเองมากมายจากการใช้วัฒนธรรมของคนอื่นมาหากิน
เมื่อปี2003 การสร้างแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นจนทำให้อัลบั้ม Love. Angel. Music. Baby มียอดขายหลายล้านนั้นไม่ได้สร้างเสียงวิจารณ์ออกไปกว้างขวางนัก   อาจจะเป็นเพราะว่า social media ยังไม่ได้เป็นplatformทรงอิทธิพลต่อผู้คนในสังคม  แม้เธอจะถูกกล่าวหาว่า นำแดนเซอร์สาวญี่ปุ่นติดตามออกงานไปด้วยเพื่อโพรโมทงานดนตรีและแฟชั่นไลน์ราวกับว่าพวกเธอเป็นaccessory  แต่ก็ดูเหมือนว่าแฟนๆจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก  จนเมื่อปีหลังๆนี้เองที่มีผู้ขุดคุ้ยภาพในอดีตของ Gwen ที่แต่งหน้าด้วยBindiแบบIndia   ทำทรงผมเหมือนกับคนดำ   แต่งตัวแบบสไตล์Chola เหมือนคนMexican-American และยังเคยเลียนแบบสไตล์ของชนเผ่าพื้นเมืองใน America

เมื่อสองปีที่แล้ว เธอได้ให้สัมภาษณ์กับ Billboard ถึงประเด็นนี้ว่า

"ฉันจะรู้สึกต่อต้านหน่อยๆตอนที่มีคนบอกว่ามันเป็นการฉกฉวยทางวัฒนธรรม  เพราะถ้าเราไม่ยอมให้มีการแบ่งปันวัฒนธรรม  เราจะกลายไปเป็นอะไรไปล่ะ?"

"คุณสร้างความภูมิใจในวัฒนธรรมของตัวเองและมีขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ และคุณก็สามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา"






แต่ผ่านมาถึงปี 2021  Gwen ก็ยังต้องชี้แจงเรื่องประสบการณ์ที่ได้ใช้วัฒนธรรมอื่นเพื่อถ่ายทอดผลงานของตัวเอง  เธออธิบายกับ Paper magazine ว่า  ยิ่งขีดเส้นแบ่งไม่ให้แตะต้อง ก็ยิ่งสร้างความแตกแยก

"หากเราไม่ได้มีการซื้อขายและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ก็คงไม่มีสิ่งสวยๆงามๆแบบทุกวันนี้ รู้มั้ย   เราเรียนรู้จากกันและกันและแบ่งปันให้กันและกันและเติบโตไปด้วยกัน   กฎเกณฑ์เหล่านี้ยิ่งจะทำให้พวกเราถูกแบ่งแยก"

"ฉันได้เติบโตขึ้นมาช่วงเวลาที่เราไม่ได้มีฎอะไรมากมายนัก  เราไม่จำเป็นต้องคอยทำตัวตามแนวทางที่ social mediaกำกับไว้ พวกเรามีอิสระเสรีกว่าตอนนี้เยอะเลยค่ะ"





คุณเห็นด้วยกับ Gwen Stefani หรือเชื่อมั่นว่าเราควรจะต้องขีดเส้นแบ่งให้เห็นชัดเจนว่ามีสิ่งใดที่ไม่ควรไปแตะต้อง   ลองมาแชร์ความคิดกับเราสิคะ 

The End

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย