สัจธรรมที่ได้จากการทิ้งของ ภาค 1 และ 2

vodca

vodca

ดู Profile

 จริงๆเรื่องนี้ เราเขียนไว้ที่บล๊อกนะคะ

และพยายามจะหาทางทำทุกภาคให้จบภายในเร็ววันนะคะ

เลยเอามาลงที่นี่ด้วย

เป็นวิทยาทาน สำหรับสาวๆ พ.ศ. 2552 นี้ค่ะ



เมื่อก่อนทำงานออฟฟิศ หรือทำงานเป็นจ๊อบๆไป

สิ้นเดือน หรือเสร็จงานได้ตังค์เป็นเงินก้อนใหญ่

ก็ไม่รู้สึกอะไรหรอกได้ตังค์มา ดีใจ

ก็ใช้ซื้อความสุข ที่แท้แล้วเราไม่ได้ซื้อ “ความสุข”

...แต่เป็นการซื้อ “ความอยาก ณ ขณะนั้น”



บ้านเราเป็นบ้านชั้นเดียว พื้นที่ไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวาง

เมื่อนานๆไป ยังไงก็ต้องทิ้งของที่ซื้อเข้าบ้านมาทุกวันทุกวันแน่ๆ

เมื่อก่อน เราจะเคลียร์ของของเรา ปีละ 1 หน

ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงสิ้นปี ไม่ว่าที่บ้านจะยอมเคลียร์ด้วยหรือเปล่า

เราก็จะพยายามทิ้งของด้วยตัวเองนั่นแหละ



มาปีนี้ “ที่บ้าน”เคลียร์ของครั้งใหญ่มาก ในรอบหลายปี

เพราะว่า น้องสาวที่ไม่ได้อยู่เมืองไทย มา 3 ปี

กลับมาอยู่บ้านแล้ว

ฉะนั้น ของที่กองๆในห้องมัน มันจะใช้ห้อง ก็ต้องมาเคลียร์กัน ชิมิ?



ปรากฎว่า ต้องเคลียร์ของออกเยอะมาก



1. เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้ของเรากะของมัน ซึ่งรวบรวมเอาไปบริจาคเรียบร้อย

เรื่องเสื้อผ้าเราไม่ติดใจ เพราะว่า เราเป็นคนใส่เสื้อผ้าคุ้มมาก

มีอยู่ไม่กี่ชุด แล้วก็ใส่แล้วใส่อีก จนมันเปื่อยยุ่ย แล้วก็เบื่อ

หรือบางชุดที่มัน out ไปแล้ว มากๆ ก็จะไม่เสียดาย



2. หนังสือพ๊อคเกตบุค

เราแบ่งเป็น 3 อย่าง



- พวกที่ซื้อมาอ่านเล่นๆ ขำๆ ก็จะขายต่อไป หรือว่าเอาไปบริจาค

แนะนำว่า โดยเฉพาะ คนที่คิดว่าซื้อหนังสือมาอ่านเล่นๆขำๆ ขอให้ซื้อมาอ่าน

แล้วรีบขายไปซะตอนที่มันยังฮิตๆอยู่นั้น

สามารถขายต่อได้ที่ราคา 50-60% ของหน้าปกเลยทีเดียว

เพราะยังมี demand มากอยู่

ถ้าปล่อยเวลาผ่านไป ราคายิ่งลดลงค่ะ

- บางพวก เก็บไปให้น้าที่ตราด เพราะบ้านเค้ามีที่มากกว่าเยอะ

- พวกที่รักมากๆ ก็จะเก็บไว้เอง



3. แมกกาซีน

เมื่อก่อนเราจะเก็บแมกกาซีนทั้งแฟชั่น อาหาร ไลฟสไตล์ทิ้ง 2 ปี 1 หน

แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า ทิ้งทุก 6 เดือน เล่มไหนเก่ากว่า 6 เดือน

เรากวาดทิ้งหมด จนพ่อบ่นบ่อยๆ ให้เก็บไว้ขาย

แต่เราเป็นคนแบบว่า ถ้าตัดใจได้แล้วจะทิ้งเลยไม่ชอบเก็บไว้



แมกกาซีนดีไซน์ + เกี่ยวกะการออกแบบ

เราจะเก็บไว้ทุกเล่ม หรือเล่มที่เก่าๆ แล้วจะยอมตัดเก็บไว้



4. รองเท้า

พวกรองเท้า เราชอบมาากกกก มีหลายคู่ ตอนนี้ถ้านับรวมๆ

คงเกิน 20 คู่

แต่ก็ยังคงคิดว่าไม่พอกับชุดที่ชอบใส่

ทิ้งไว้ให้เดากันขำๆ ว่า เรื่องรองเท้าจะเป็นยังไงต่อไป

แต่อุบาทโคตๆ





ต่อจากภาคที่แล้ว

บอกไว้ก่อนว่า นิสัยของคนเขียนชอบซื้อของแบบว่าใช้คุ้มอ่ะค่ะ

เช่น มือถือ 8 พันบาท ใช้3 ปี ตกวันละ 7.30 บาท

(งกมะ) บางทีเรายังรู้สึกว่ามันไม่คุ้มเลยอ่ะค่ะ

ค่าโทรอีกเดือนละ 1 พันบาทแปลว่า ตกวันละ 33 บาท

อะโหววว ค่าเครื่องคิดเป็น 18% ของค่าเครื่อง+ค่าโทร





ทำไมเรื่องรองเท้าเราถึงต้องเีขียนเป็นพิเศษ ?



เพราะเราเป็นคนที่ชอบรองเท้ามาก

ชอบซื้อค่ะ และชอบดูที่มันสวยงาม แต่ไม่ชอบใส่ !!!

แต่วๆ แต่วๆๆๆๆ




คือ ปกติสมัยทำงานออฟฟิศก็จะมีรองเท้าแตะ แต่ส้นสูง

เป็นยี่ห้อที่ราคาแพงนิดหน่อย แต่ว่าใส่สบายมากๆ

เราใส่เป็นประจำค่ะ เรียกว่า คู่นึง 900-1200บาท เนี่ย ใส่

อาทิตย์ละ 5 วัน เป็นเวลา 1.5-2ปี นับว่าคุ้มทีเดียวใช่ไหมล่ะ



หารออกมา ตกวันละ 3 บาท ฮี่ๆๆๆ



ส่วนรองเท้าคู่อื่นๆ ที่เราและน้องสาวเพิ่งทิ้งไป 10 กว่าคู่

ด้วยหลายๆเหตุผลเนี่ย

ส่วนใหญ่รองเท้าอายุการใช้งานไม่ได้ยาวค่ะ

แล้วก็ไม่ได้ใส่ เก็บในกล่องนานๆ

แผ่นรองด้านในมีโอกาสร่อนสูงมาก

ฉะนั้นสาวๆจ๋า สาวคนใดมีรองเท้ามากมายอย่างอิชั้น

(จริงๆก็ไม่มากนะ ถ้าเทียบกะสาวอื่นๆ)

ควรใส่รองเท้าที่ซื้อมาทุกเดือนนะจ๊ะ

อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ก็ยังดี



อย่างเราเคยลองคำนวนว่าเรามีรองเ้ท้า 20 คู่

แปลว่า จะใส่ได้เดือนละหนนี่ ใน 1 เดือน

แทบต้ิองใส่รองเท้าไม่ซ้ำคู่เลย -*-

ต่อไปนี้ เราเลยคิดก่อนว่าเราอยากใส่รองเท้าคู่ไหน

แล้วค่อยเลือกชุด+กระเป๋า และเครื่องประดับตามมา

ส่วนสีที่ต้องแต่งเป็น point makeup เลือกหลังสุดเลย



แต่ๆๆ ประเด็นมันไม่อยู่ที่ตรงนั้นค่ะ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า

ไอ้ที่ซื้อมา 10 คู่ภายใน 2ปีเนี่ย แล้วใส่ๆไปแล้วต้องทิ้งอ่ะค่ะ

เราว่า คู่นึงเราใส่ไม่เกิน 20 หนแน่นอน



ฉะนั้นรองเท้าคู่ละ 1800 บาท (ค่าเฉลี่ย)

ใส่ทั้งหมด 20 หน (วัน)

กลายเป็นว่า ค่าใส่มันครั้งละ 90 บาท !!! เชียวนะคะ เหอๆ

กินข้าว ยุค 2009 ได้ 2 มื้อนะ

(ในขณะที่นักกินชูชกบางท่าน อาจจะบอกว่า 90 บาทยุคนี้

ข้าว 1 มื้อยังกินไม่ได้เล๊ย)



เรื่องนี้กลายมาเป็นอุทาหรณ์ให้เราเป็นอย่างดี ว่า

เวลาซื้อรองเท้า ซื้อสีที่มันใส่ได้ง่ายกับทุกชุดไปเลยดีกว่า

แม้ว่า มันจะคู่ละ 3000 บาท ก็ยังดีกว่า

ต้องซื้อคู่ละ 1800 x3 คู่= 5400 บาท

โอ้ววว ส่วนต่าง 2400 บาท เอาไปทำอย่างอื่นได้มากมาย

จะเอาไว้เก็บออมเป็นทุนไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็ยังได้

นี่นับแค่ทุนเริ่มต้นนะคะ



และอย่าถามว่าทำไม สนับสนุนให้ซื้อรองเท้าแพง 1 คู่มากกว่า

เพราะว่า....

ยังไม่ได้นับ ค่าจิปาถะต่างๆ ที่ต้องเสียนะคะ



1. ค่าบำรุงรักษารองเท้า

พวกส้นหักต้องเอาไปซ่อม หรือว่าต้องเช็ดถูให้สะอาด



2. ค่าจัดการรองเท้า

ล่าสุดป้าพริ้งซื้อกล่องแบบใส มาใส่รองเท้าเรียบร้อยแล้วค่ะ

สนนราคาค่ากล่องนั้น กล่องละ 80 บาทค่ะ

นี่ก็ซื้อมา 9 กล่อง ก็หมดไปอีก 720 บาทแล้วค่ะ

จริงๆ เราจำรองเท้าเราได้นะ แต่รองเท้าเรา

น้องสาวก็มาใส่ด้วยบางที แล้วมันจำกล่องรองเท้าเราไม่ได้

ต้องรื้อออกมาวุ่นวายมากค่ะ



3. ค่าบลาๆๆๆ บลาๆๆๆๆ



แล้วที่เราทิ้งไป 10 คู่ ต่อ 2 ปีเนี่ย

นับรวมเป็นเงิน 18000 บาท (อย่างน้อยๆ )

แปลว่าใช้ค่ารองเท้าไปปีละ 9000 บาท

หรือตกวันละ 25 บาท

เยอะไม่ใช่เล่นน่ะเนี่ย เหอๆ



คราวหน้ามาต่อดีกว่าค่ะ ว่า

จะจัดการบริหาร ทรัพย์สมบัติที่ไม่อาจเรียกได้ว่า

เป็น asset กันต่อไป 555




Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย