ประสบการณ์เลือกรองพื้นที่บูทีค Armani Beauty สาขา CENTRAL@centralwOrld

3rd

Charlotte Rak

Charlotte Rak

ดู Profile

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้เราจะพาทุกคนมาเยี่ยมชม Giorgio Armani Beauty ที่สาขา  CENTRAL@centralwOrld  กันนะคะ กิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้เพราะจีบันนั่นเองค่ะ

โดยได้รับข้อมูลความรู้จากแบรนด์ Giorgio Armani จากคุณแจ๊ค ซึ่งเป็น Trainer ให้กับแบรนด์นั่นเอง ได้ความรู้จากคุณแจ๊คมาเยอะเลย เพราะคุณแจ๊คเนี่ยได้เป็นตัวแทนไปเทรนที่อิตาลีทุกปีเลยนะคะ เลยจะมีข้อมูลเทรนการแต่งหน้ามาอัพเดทอยู่ตลอดเวลา แต่ปีนี้ก็งดไปค่ะ เพราะเจ้าไวรัส Covid-19 ที่ทำให้พวกเราเดือดร้อนไปตามๆ กัน จริงๆ อาจจะมีคนคุ้นหน้าคุณแจ๊คบ้างนะคะ เพราะเค้าเคยเป็นบล็อกเกอร์มาก่อนที่จะผันตัวมาทำงานตรงนี้
คุณแจ๊คแนะนำเบื้องต้นว่า Makeup Artist ที่หน้าร้านทุกคนจะถูกเรียกว่า Face Designer กันหมดเลย เปรียบเสมือนว่าเวลาที่ลูกค้าเดินเข้ามาใน Boutique ของ Armani Beauty เค้าอยากให้ลูกค้ามีความรู้สึกเหมือนกับว่าลูกค้าได้เดินเข้าไปใน Store ของเสื้อผ้า Armani ซึ่งจะได้รับประสบการณ์เหมือนเข้ามาตัดเย็บแบบ Made to order ให้กับตัวเอง คือเป็นการ Customized Personalized Makeup ฟังดูแล้วเก๋มากๆ เลยค่ะ กับไอเดียแบบนี้ ฟังแล้วเคลิ้มจัง
คุณแจ๊คบอกว่าเวลาที่ลูกค้าเข้ามา ทางแบรนด์จะมีเนื้อผ้าให้ลูกค้าเลือก เหมือนเวลาที่เราไปตัดชุด ลูกค้าอยากจะใส่ผ้าลักษณะไหน เค้าก็มี Mini Dress Code ไว้ให้ลูกค้าเลือกดู ซึ่ง

  • สีเบจ หมายถึงตัว Base Makeup ก็จะเปรียบเหมือนเนื้อในกลุ่มรองพื้นของ Armani ทั้งหมด 

  •  สีแดง เปรียบเหมือนรุ่นของลิปสติก

  •  สีน้ำเงิน เปรียบเหมือนงานตา

ถ้าลูกค้าเดินเข้ามาในร้านแล้วไม่มีไอเดีย ทางแบรนด์ทางแบรนด์ก็จะใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ให้ลูกค้าลองดูว่าชอบลักษณะไหน เช่น ลูกค้าบอกว่าอยากได้รองพื้นบางๆ ทางแบรนด์ก็จะให้จับเนื้อผ้าดูว่าบางแบบไหน หรืออยากได้ปกปิด ปกปิดแบบไหน ก็สามารถดูที่เนื้อผ้าได้

จากนั้นเค้าก็จะพยายามมิกซ์เนื้อผ้าให้เข้ากับปาก ตา และแก้ม เช่น ถ้าเราเลือกผ้าสีเบจที่เงาแล้ว ก็จะไม่เอาปากเงาอีก เพราะมันจะดูเงาไปหมด

มาถึงบูทีคทั้งที เราก็อยากให้ทุกคนรู้จักรองพื้นของ Armani ทั้งหมดไปเลย มองไปมันก็ดูคล้ายๆ กัน ละลานตาไปหมด แต่ไม่เป็นไรค่ะ เผื่อใครที่ยังไม่มีโอกาสได้ไป และคาดว่าคงไม่ได้ไปกันได้ในเร็วๆ นี้แน่นอน ดังนั้นเราจะพาทุกคนมารู้จักกับรองพื้นที่แบรนด์เค้าทำออกมาขาย เราจะพยายามถ่ายถอดข้อมูลที่เราได้รับมา อยากให้ทุกคนรู้สึกเหมือนได้ไปที่บูทีคเหมือนกับเราในวันนั้นเลย เริ่มจาก

  •  Power Fabric Foundation ตัวนี้ออกแบบมาเพื่อคนที่มีปัญหาผิวและอยากให้รองพื้นช่วยปกปิด มีเบสเป็นออยล์แต่ว่าไม่ทำให้รู้สึกมันที่ผิว และยังให้สัมผัสแบบเวลเว็ทแมตต์ไม่มันไม่แห้งตึง เป็นรองพื้นที่มีประสิทธิภาพเรื่องการกลบรอยได้แบบเนียนกริ๊บ แต่ยังเน้นบางเบาอยู่นะ ซึมเข้าผิวได้ดีมากและไม่ทิ้งรอยแตกระหว่างวันด้วย มี SPF 25 พร้อมกับทำให้ทุกริ้วรอยความไม่สมบูรณ์แบบนั้นดูเลือนราง บางเบาราวกับผ้าที่นุ่มนวลพลิ้วไหวที่สุดเสมือนไม่ได้มีเมคอัพอยู่บนหน้า
  •  Power Fabric Foundation Balm ตัวนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นตา แต่เค้าอัดแน่นด้วยเม็ดสีเคลือบผิวที่ช่วยในการปกปิดเช่นเดียวกับคอนซีลเลอร์ สูตรผสมซึ่งเปลี่ยนรูปจากบาล์มเป็นครีมและแป้ง มอบฟินิชที่เนียนละไมดุจกำมะหยี่ตลอดทั้งวัน ช่วยให้ผิวดูเนียนละไมดุจกำมะหยี่ การผสมผสานกันของแว็กซ์และน้ำมันในบาล์มสูตรนี้กับน้ำมันระเหยง่าย ทำให้ได้การแต่งแต้มที่นุ่มนวลและสบายผิว รวมถึงฟินิชที่ดูบางเฉียบและไม่มันเยิ้ม
ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่าด้านบนของรองพื้นทุกตัว เค้าจะติดเนื้อผ้าพร้อมบอกว่ารองพื้นตัวนั้นๆ เป็นเนื้อแบบไหน เพื่อให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น แบรนด์เค้าใส่ใจดีนะคะ ยิ่งดูยิ่งเพลินตาเลยค่ะ เรามาต่อกันที่รองพื้นตัวต่อไปกันเลยนะคะ

  •  Designer Lift Foundation เป็นทั้งรองพื้นที่ช่วยให้ผิวโกลว์และเรียบเนียน ช่วยยกกระชับผิว ริ้วรอยดูลดเลือนรางจากความเนียนละเมียดของเนื้อครีมรองพื้น ช่วยลิฟท์ให้ผิวรู้สึกเต่งตึง ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยเนื้อเม็ดมุกสีฟ้าปรัสเซียอันหายากยิ่ง ทำให้เกิดมิติอันเด่นชัดพร้อมกับเปล่งประกายแสงของผิวที่ฟื้นคืนแล้ว ช่วยปรับสีในจุดที่ไม่สม่ำเสมอให้เรียบเนียน ลดเลือนริ้วรอยแห่งความอ่อนล้า มอบจุดรวมสายตาไปที่ผิว ผิวดูสวยสมบูรณ์แบบ และมี SPF 20 ด้วยนะคะ 
  • Designer Cream Foundation ครีมรองพื้นปกปิดเข้ากับผิวได้ง่าย เบาสบายผิว สัมผัสแพรไหมที่ปกปิดเข้ากับผิวได้ง่าย พร้อมยังยกกระชับผิว และยังให้แสงตกกระทบบนผิวได้อย่างพอเหมาะพอควร มอบผิวเนียนเปล่งประกายสว่างสไวที่สวยที่สุด ด้วยแนวคิดจากแพรพรรณสูงค่าสู่เครื่องสำอาง จนกระทั่งได้รองพื้นที่เข้ารูปเข้าผิวอย่างดีเยี่ยมเสมือนผ้าแพรเนื้อเนียนละไมห่อหุ้มผิวได้อย่างหรูหรา
  •  Creama Nuda รองพื้นเนื้อครีมแบบโปร่งแสงที่ปกปิดเหมือนเคลือบไปกับผิวจริงๆ งานผิวบนผิว อัพความโกลว์ ให้ผิวดูเปล่งปลั่ง มีออร่าสุดๆ และมีส่วนผสมของกรด Hyaluronic Acid และ Mannose ช่วยเติมน้ำลึกไปถึงชั้นเซลล์ผิว เพิ่มสารสกัดของ Reviscentalis จากไม้ดอกในทะเลทรายไปอีกแรง ตัวครีมเลยช่วยเรื่องการฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ
มาดูรองพื้นตัวต่อไปกันเลยค่ะ

  • Maestro Fusion Foundation เป็นรองพื้นเนื้อเชียร์กึ่งแมตต์ไม่มันไม่ดูแห้งและบางเบา ถือว่าเป็นรองพื้นที่สมบูรณ์แบบที่สุดของแบรนด์ เรียบเนียน ผิวโกลว์สวย ให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสด้วยความโกลว์สวยธรรมชาติ ด้วยรองพื้น Maestro ถูกปฏิวัติให้อยู่ในสูตรเอกสิทธิ์ Fusion Technology ด้วยแนวคิดจากแพรพรรณสูงค่าสู่เครื่องสำอาง รองพื้นนี้แทบไม่ทิ้งน้ำหนักใดๆ เลยซึ่งรับแรงบันดาลใจมาจาก Super Organza ซึ่งก็คือเนื้อผ้าที่บางที่สุดในโลก ซึ่งเราว่ามันก็จริงนะคะ เรามีรองพื้นตัวนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน เดี๋ยวเอาไว้คราวหน้า จะมาลองให้ดู
  • Face Fabric Foundation เป็นรองพื้นเนื้อบางเบาไม่หนักหน้า ที่ปรับระดับการปกปิดได้ตามต้องการ เนื้อมูสแต่ให้สัมผัสแบบแมตต์หลังใช้ ช่วยลดรอยแดง ปกปิดรูขุมขน และปรับผิวที่หมองคล้ำสีผิวไม่สม่ำเสมอได้อย่างดีเยี่ยม สามารถเบลอรูขุมขนที่ทำให้ผิวไม่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่สัมผัสแรกที่ทา ด้วยสูตรนุ่มละมุนของมูสที่ลื่นสัมผัสผิวเมื่อแปรเปลี่ยนเป็นเนื้อแมตต์แป้ง รองพื้นรุ่นนี้ทำงานเสมือนเป็นผิวจริงเพราะแนบได้สนิทกับผิวด้วยเทคโนโลยียืดหยุ่นแบบ3D ให้พื้นผิวดูเรียบเนียนขึ้น 
  • Lasting Silk UV Foundation สัมผัสสบายผิว เปล่งประกาย แมตต์ยาวนานตลอดวัน ผิวสวยสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ ถูกรังสรรค์โดยผ่านแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีใหม่ชั้นสูงแบบเดียวกับการถักทอแพรไหมอันเลอเลิศ เนื้อรองพื้นที่มีเบสจากน้ำให้ความแมทท์ที่นุ่มละมุนและคงสัมผัสแบบเวลเว็ทแมทท์ที่ดูชุ่มชื้นไม่แห้งตึงยาวนาน 14 ชั่วโมง พร้อมด้วย SPF20 ทำให้ผิวหน้ารู้สึกสดชื่นเหมือนแต่งใหม่ตลอดวัน
มาดูในส่วนของ Cushion กันบ้างนะคะ ตอนนี้เค้ามีอยู่ 2 แบบ คือ

  • My Armani To Go Essence-In-Foundation Tone-Up Cushion SPF15 คุชชั่นสูตรใหม่ที่มอบการปกปิดพร้อมอัพความสว่างใส ให้ผิวดูโกลว์สวยในแบบที่ไม่ดูเนี้ยบจนเกินไป และรู้สึกสบายราวกับไม่ได้รองพื้น ด้วยสูตรผสมบำรุงผิว เป็นผลิตภัณฑ์ความงามที่มาพร้อมคุณประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น โดยรวมการบำรุงผิวและการแต่งผิวไว้ในหนึ่งเดียว ช่วยให้ผู้หญิงสามารถมีผิวดูโกลว์ ผิวดูสวยขึ้นทันตา คุณภาพผิวโดยรวมดูดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณประโยชน์หลักสามประการของผลิตภัณฑ์:
    • A Bright, Dewy Glow มอบความฉ่ำวาว ดูสว่างใส ด้วยโทนสีที่อ่อนกว่าเร้นจ์สีเดิม 
    • Anti-aging Benefits ไฮยาลูโรนิก แอซิด (hyaluronic acid) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการอุ้มน้ำ มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ แต่ลดลงเมื่อเราอายุมากขึ้น 
    • Anti-pollutions Actives สูตรปกป้องผิวซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับบิวตี้เลิฟเวอร์ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่โดยเฉพาะนี้รวมส่วนผสมบำรุงผิวหลายชนิดไว้ในเนื้อครีมบางเบาเร้าสัมผัส เพื่อความเบาสบายจนแทบไม่รู้สึกเลยว่ามีรองพื้นอยู่บนผิว ขณะเดียวกัน ส่วนผสมวิตามินซีจี (vitamin CG) ก็ช่วยให้ฟื้นบำรุงผิวให้ผิวดูสว่างกระจ่างใสขึ้นเป็นลำดับ ผิวที่ได้รับการอารักขาจากส่วนผสมป้องกันรังสียูวีในสูตรผสม และเติมความชุ่มชื้น 24 ชั่วโมง เรียบเนียนและชุ่มชื่นขึ้น พร้อมที่สุดสำหรับการลงเมคอัพ
  • Armani To Go Cushion ปกปิดสูงสุด สบายผิว ให้ผิวโกลว์เปล่งประกายระดับผ้าไหมสูงค่า ให้ความเงาโกลว์ระดับผ้าไหม พร้อมนำเอาคุณสมบัติทั้งหมดจากรองพื้นแบบขวดลงในตลับเดียวเพื่อการพกพาได้ง่าย ไม่ทิ้งน้ำหนักบนผิว เปล่งปลั่ง เลอค่าเฉกเช่นห้องเสื้ออาภรณ์ชั้นสูง ราวกับว่าผิวนั้นคือผิวจริงที่ดีที่สุดของแต่ละคน มี SPF23 มาในเฉดสีที่เข้ากับผิวได้ดีถึง 6 เฉด ตั้งแต่ผิวสีเบจเหลืองนวลจนถึงเบจอมชมพู ให้ความเนียนสู่ผิวได้พอดีที่สุด
และที่ขาดไม่ได้เลย คือ นางเอกของเราวันนี้ ซึ่งทำให้เราได้มีโอกาสได้มาสัมผัสและทำความรู้จักกับรองพื้นต่างๆ เหล่านี้ นั่นก็คือ

  •  Luminous Silk Foundation รองพื้นเนื้อผ่องประกาย เบา สบายผิวปรับระดับการปกปิดได้ตามต้องการ เผยแสงสว่างที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ ด้วยแรงบันดาลใจจากผ้าไหมแพรพรรณ หรือที่ถูกขนานนามว่าเป็น The Fabric of Emperors ผ้าสูงค่าที่ใช้กันในวงจักรพรรดิ ทำให้รองพื้นนี้เกลี่ยได้ง่ายและยังให้การเปล่งประกายสูงสุดจากเนื้อที่บางเบา ประหนึ่งว่าได้เผยผิวเปล่งประกายจากภายใน ด้วยเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของ Armani อย่าง Micro-fil technology ส่งเส้นใยเล็กถึงขีดสุดระดับไมโคร เข้ากระชับผิวหน้าและทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างกลมกลืน มีเฉดสีให้เลือกมากถึง 40 สีด้วยกันค่ะ
คุณแจ๊คได้บอกเล่ากับเรามาว่า ตัวรองพื้น Luminous Silk เนี่ยถ้าดูจากเนื้อผ้า ก็จะเป็น Silk ที่เงาๆ ซึ่ง Silk นั้นก็มีหลายเนื้อมาก จะมีความเงาหลายระดับ ให้ฟินิชลุคที่ Luminous ตามชื่อเลยค่ะ คือ เปล่งปลั่ง เปล่งประกาย แต่ไม่ใช่โกลวนะคะ

เปล่งปลั่ง เปล่างประกาย เป็นยังไง?? ให้นึกถึงแสงพระจันทร์ที่ตกกระทบลงบนผิวน้ำ มันจะให้ประกายแบบนั้นแหละค่ะ ซึ่งถ้าอยู่บนผิวหน้าเรา ก็จะเป็นลักษณะที่ผิวยังมีความชุ่มชื้นอยู่ มีความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิว และเป็นรองพื้นที่ใช้ได้ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสม

อีกคุณสมบัติหนึ่ง คือ เรื่องของความเบาสบายผิว เวลาที่ทาลงไปที่ผิว จะให้ความรู้สึกเบาสบาย เหมือนไม่ได้ลงรองพื้น เหมือนไม่ได้แต่งหน้า และยังสามารถบิวด์เพิ่มให้ได้ระดับการปกปิดที่ Medium Coverage หรือถ้าชอบแบบบางเบาก็ให้ลงแค่รอบเดียว ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อและ Coverage ที่เราลงทับซ้อนกันไป

พอเราเลือกรองพื้นได้แล้ว เราก็จะใช้ tool อีกตัวหนึ่งที่ช่วยให้เราเลือกสี คือ Shade Chart ซึ่งตารางนี้เองจะบอกรุ่นและสีของรองพื้นทั้งหมด จะสังเกตว่า Luminous Silk จะมีความละเอียดของสีมากที่สุด เนื่องจากเป็นรองพื้นที่ขายดีที่สุดทั่วโลก เค้าจึงทำสีที่ละเอียดมากขึ้นไปอีก


โดยตารางสีตัวนี้จะไล่ตั้งแต่ Fair สว่างที่สุด รองลงมาจะเป็น Light, Medium, Tan และ Deep ตามระดับความเข้มของเฉดสี ซึ่งแต่ละเฉดสีก็จะแบ่งตาม Undertone ของสีผิวอีกที เช่น Fair Cool คือผิวสว่างอมชมพู Fair Warm คือ ผิวสว่างอมเหลือง และ Fair Neutral คือ เป็นเฉดกลางระหว่างชมพูกับเหลือง

ส่วนใหญ่ผิวคนเอเชียและผิวคนไทย จะเป็น Warm และ Neutral มากกว่า ซึ่งอันเดอร์โทนชมพูก็มี แต่ว่าน้อยมากๆ ส่วนมากจะเป็นผิวฝรั่ง

ในการหาเฉดสี เราสามารถดูได้ด้วยสายตา แต่เพื่อให้ตรงกับความรู้สึกของลูกค้า ก็จะใช้ tool อีกตัวหนึ่งช่วย คือ Shade Measurement จะเป็นแถบสีของรองพื้นทั้งหมดเลย ให้เอามาเทียบกับบริเวณข้างแก้มหรือผิวที่คอก็ได้ เหมือนเวลาที่เราไปตัดผ้า เค้าก็จะมีสายวัด ซึ่งที่นี่ก็มี แต่เป็นสายวัดเฉดสีแทน ต้องบอกว่าทุกอย่างเราเหมือนได้รับประสบการณ์ในการเข้ารับบริการในร้านตัดเสื้อผ้าเลยค่ะ อารมณ์แบบนั้นเลยค่ะ


หลังจากที่ค้นหาเฉดสีรองพื้นที่เข้ากับสีผิวเรามากที่สุดแล้ว ทางแบรนด์ก็ให้เป็นรองพื้นขวดเล็กขนาดทดลอง มาให้เรากลับมาลองใช้ที่บ้านด้วยค่ะ ขวดเล็กแบบนี้แอบใช้ได้หลายครั้งเหมือนกันนะ สีที่ได้กลับมา คือ เบอร์ 4 ค่ะ

นอกจากนี้บ้านจีบันได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ Covid-19 อย่างใกล้ชิด และเป็นห่วงเม็มเบอร์ทุกคน จึงได้เตรียมหน้ากากอนามัยและสเปรย์แอลกอฮอล์ไว้ให้คนที่มาร่วมงานวันนี้ด้วย น่ารักที่สุดเลย ขอบคุณมากๆ ที่เป็นห่วงกัน รักนะถึงให้สองสิ่งนี้ ^_^

สำหรับคอนเทนท์ที่เราอยากจะทำในวันนี้ ก็คือ เปรียบเทียบการลงรองพื้นเพียงอย่างเดียวกับการลงรองพื้นและแป้ง เพื่อทดสอบการใช้งานรองพื้น Giorgio Armani Luminous Silk ที่เค้าว่ากันว่า รองพื้นที่ทำให้ผิวสวยกันค่ะ


** เราเป็นคนที่สภาพผิวมัน มีริ้วรอย รูขุมขนกว้าง สีผิวไม่สม่ำเสมอกัน มีรอยดำจากสิวนะคะ **


PART 1:

ในพาร์ทแรก เราจะลองใช้รองพื้น Luminous Silk แบบเดี่ยวๆ คือไม่ทาอะไรเลยก่อนลงรองพื้น ไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุง หรือไพรเมอร์ และหลังจากลงรองพื้น เราก็ไม่ได้ลงแป้งด้วยนะคะ เพราะความที่เราอยากรู้ว่า รองพื้นผิวสวยเนี่ยมันสวยยังไง มันดีจริงเหมือนที่เค้าบอกกันไหม

สำหรับเราถือว่า เนื้อรองพื้นบางเบา บางจนแทบไม่ปกปิดอะไรเลยค่ะ แต่ก็เรียบเนียนดี พอไม่ลงแป้งแล้วแต่งหน้าต่อ ก็รู้สึกแปลกๆ นิดนึง เลยไม่กล้าแต่งหน้าหนัก เพราะกลัวว่าหน้าจะมันเยิ้มค่ะ

ผลหลังจากลงรองพื้น Luminous Silk  หลังจากแต่งหน้าเสร็จใหม่ๆ ให้ฟินิชลุคที่ฉ่ำสวยกำลังดีเลยค่ะ

  • ใน 1 ชั่วโมงแรก ต้องบอกว่าผิวฉ่ำสวย บางเบาสบายๆ ผิวเลยค่ะ 
  • พอผ่านไป 3 ชั่วโมง หน้าเราจะเริ่มมีความเยิ้มๆ มันๆ เริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายผิวเท่าไรแล้ว 
  • และสุดท้ายเราปล่อยไปให้ผ่านไปได้แค่ 5 ชั่วโมง คือรองพื้นตัวนี้มันเอาไม่อยู่ค่ะ มันและเยิ้มมากๆ ผิวมันจนเห็นรูขุมขนขยายใหญ่มาก น่าเกลียดสุดๆ เลย

แล้วพอลองซับหน้าเท่านั้นแหละค่ะ รองพื้นหลุดออกไปประมาณ 50% เลย เราจึงจบการทดลองพาร์ทแรกไว้ที่ชั่วโมงที่ 5 เท่านั้นค่ะ เพราะมันไปต่อไม่ได้ ไม่รอดค่ะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเป็นคนผิวมันด้วย


** ผิวคนอื่นอาจจะรอดก็ได้นะคะ อันนี้เป็นแค่ผลการทดสอบเฉพาะของเราคนเดียว ไม่สามารถตัดสินได้ค่ะ

PART 2:

สำหรับพาร์ทที่ 2 เราจะไม่ลงครีมบำรุงและไพร์เมอร์ก่อนที่จะลงรองพื้นนะคะ แต่ในครั้งนี้เราขอลงแป้งฝุ่นเพิ่ม เนื่องจากคราวที่แล้วทดสอบด้วยการไม่ลงแป้ง สรุปคือไม่รอด รอบนี้เลยขอลงแป้งเพื่อเซ็ตรองพื้นสักหน่อยนะคะ

หลังจากลงรองพื้นก็ผิวเรียบเนียนดี เราลงเลเยอร์เพิ่มนิดหน่อย เพื่อให้การปกปิดที่ดีขึ้น หลังจากนั้นจึงตามด้วยแป้งฝุ่น ซึ่งก็ทำให้เรากล้าที่จะแต่งหน้ามากขึ้น เพราะรอบนี้รู้สึกมั่นใจว่าแต่งเสร็จหน้าจะไม่มันเยิ้มแน่นอนค่ะ แอบมาอวดลิป Maestro สี 505 ชมพูแจ่มๆ จากแบรนด์ Armani ไปด้วยเลยแล้วกันนะคะ

พาร์ทนี้เราประทับใจรองพื้น Luminous Silk มากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ

  • ผ่านไป 3 ชั่วโมง ผิวก็ยังสวยอยู่ หน้าดูฉ่ำขึ้นนิดหน่อย แต่ยังไม่ถึงกับมัน 
  • ผ่านไป 5 ชั่วโมง ผิวก็ยังโอเค มีความมันเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่ก็ยังพอรับได้ค่ะ
  • ผ่านไป 7 ชั่วโมง ผิวเริ่มมันมากขึ้น จริงๆ ควรจะซับหน้า แต่เราไม่ได้ซับ เพราะต้องการทดสอบต่อเนื่องค่ะ
  • ผ่านไป 9 ชั่วโมง ถือว่าทำได้ดีนะคะ ดูผิวมันประมาณนึง แต่ไม่ได้แบบมันเยิ้มเหมือนพาร์ทแรก ที่ไม่ได้ลงแป้ง
สำหรับพาร์ทนี้เราขอทดสอบแค่ 9 ชั่วโมง เนื่องจากว่าชีวิตประจำวันไม่ได้ทารองพื้นหลายชั่วโมงอยู่แล้ว บวกกับตัวนี้เค้าไม่ได้ทำออกมาแบบ long lasting ที่จะต้องติดทนยาวนาน เราค่อนข้างพึงพอใจกับผลลัพธ์ผิวสวยเวลาที่ทารองพื้นตัวนี้ ให้ฟินิชลุคที่ดูธรรมชาติ ผ่านไปหลายชั่วโมงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันดร็อป ยังรู้สึกว่าผิวสวยอยู่ เราไม่ได้คาดหวังว่ารองพื้นตัวนี้จะต้องติดทนนาน ถ้าจะเอาติดทนนานเราแนะนำให้ไปตัวอื่น ซึ่งแบรนด์เค้าทำออกมาหลากหลายตามข้างต้นที่ได้กล่าวไปแล้วนะคะ

เราเห็นด้วยในเรื่องที่รองพื้นตัวนี้เป็นรองพื้นที่ทำให้ผิวสวย ไม่ได้ให้ความรู้สึกปกปิดเลยยย คือยังเห็นรอยทุกอย่างบนหน้าค่อนข้างชัด ก็แน่ล่ะ เค้าเป็นรองพื้นงานผิวอ่ะเนอะ ไม่คุมมันเลยสำหรับเรา ติดทนพอประมาณถ้าเซ็ตตามด้วยแป้งฝุ่น

ปัญหาที่เราจะพบทุกครั้งที่ใช้รองพื้น คือ มันจะหลุดและเป็นคราบตรงร่องจมูก แต่ Luminous Silk ถือว่าน้อยมากค่ะ เราว่าเนื้อรองพื้นเค้าทำออกมายืดหยุ่นมาก มันเลยไม่แคร็กเหมือนปกติที่เราเคยเจอ หน้าก็ไม่ได้มันมากเท่าไร อาจเป็นเพราะแป้งฝุ่นเป็นตัวช่วย เห็นรูขุมขนบ้าง แต่ไม่มากเท่าตอนไม่ลงแป้ง ถือว่าพอใจเลยค่ะ

ขอปิดท้ายไปด้วยภาพถ่ายคู่กับรองพื้น Luminous Silk และบรรยากาศภายในบูทีคนะคะ ถ้ามีโอกาสหลังจากสถานการณ์ Covid-19 ดีขึ้น อยากให้ลองแวะไปดูกันนะคะ แบรนด์นี้เค้าทำผลิตภัณฑ์น่าใช้มากจริงๆ ค่ะ เห็นแล้วอยากได้ไปซะหมดเลยทุกอย่างเลย

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย