JO MALONE ขวดแรกสำหรับสาวหวาน กลิ่นไหนควรโดน มาดูกันค่ะซิส

suchihabee

suchihabee

ดู Profile

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในสาวๆ ที่ติดตาม Beauty Youtuber หรือ Beauty Blogger ทั้งไทยและต่างประเทศ บีมั่นใจ ว่าอย่างน้อยหนึ่งหรือสองครั้ง ต้องเคยได้ยินชื่อ Jo Malone London อยู่ในลิส My Favourite  Perfume อย่างแน่นอน คุณจะฟิน ถ้ากำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ Jo Malone อยู่ และกำลังลังเล ว่าถ้าอยากจะได้กลิ่นแรก ควรจะไปขอดมกลิ่นไหนดีนะ เพราะการที่เข้าไปขอดมน้ำหอม โดยที่ไม่มีเป้าหมาย มันจะทำให้เราเกิดอาการสติแตก อันนั้นก็ดี อันนี้ก็อยากได้แน่ๆ (ล่าสุดก็คือเพิ่งไปสติแตกมา)  และอีกอย่าง ถ้าเรามีความรู้เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้เราสามารถคุยกับพนักงานได้อย่างไม่เคอะเขินเลยค่ะ
อกลักษณ์เฉพาะตัวของ Jo Malone คือ เป็นน้ำหอมที่กลิ่นไม่ฉุน ไม่ทำร้ายคนรอบข้าง บางเบา ด้วยความที่เป็น Cologne ซึ่งจะมีส่วนผสมของหัวน้ำหอมไม่มากเท่ากับน้ำหอมประเภท Perfume, EDP, EDT จึงทำให้เค้าสามารถนำมาฉีดผสมกันได้ กี่เลเยอร์ก็แล้วแต่เรา ถ้าไม่เวียนหัวเองซะก่อน 5555 ภาษาของเค้าคือ Combine นั่นเองค่ะ เค้าจะลำดับกลิ่นของน้ำหอม จาก Fresh (สดชื่น) ไป Warm (อบอุ่น) โดยจะแบ่งหมวดหมู่ของน้ำหอมจากสดชื่นไปถึงอบอุ่น ดังนี้ค่ะ

ถ้าอยากได้ไอเดียในการ Combine น้ำหอม สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ของ Jo Malone London จะมีเมนู Fragrance Combining มีขั้นตอนง่ายๆ แค่ 2 ขั้นตอนเท่านั้น ขั้นตอนแรกก็เลือกน้ำหอมที่เราชอบ ที่จะนำมาฉีดเป็นเบส ตามชาร์จภาพด้านบน ขั้นตอนที่สอง ก็เลือกว่า จะนำไป Combine ให้ สดชื่นขึ้น หรือ อบอุ่นขึ้น ตามภาพด้านล่างนี้ค่ะ
ในภาพ บีเลือกกลิ่น English Pear & Freesia ที่บีชอบ แล้วอยากได้กลิ่นที่มาคอมไบน์กันแล้วอบอุ่นขึ้น เค้าก็จะมีกลิ่นที่แนะนำให้ก็คือ Peony & Blush Suede แล้วลองเลือกให้สดชื่นขึ้น เค้าก็มีกลิ่นที่แนะนำว่าถ้านำมาคอมไบน์กันแล้วจะเข้ากั๊นเข้ากัน คือ Wild Bluebell
พอเราได้รู้ถึงความพิเศษในข้อนี้ของเค้าแล้ว และได้ลองใช้เอง ทำให้เราตกหลุมรัก Jo Malone จริงๆนะ บีมีน้ำหอมค่อนข้างเยอะ ใช้หมดแล้วซื้อซ้ำ ใช้ไม่หมดก็มี ไม่ได้ใช้เลยก็มีเหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่ใช้บ่อยๆจะซื้อขวดใหญ่ทั้งนั้น เพราะว่าไซส์ใหญ่ยังไงก็คุ้มกว่า อย่าง Jo Malone เนี่ย เดินผ่านเคาเตอร์ไปๆมาๆ หลายหน ไม่อินอะ ไม่เคยแวะไปเลย ไม่เคยสนใจใดๆทั้งสิ้น รู้สึกว่าโอ้ย แพง น้อยก็น้อย แต่พอได้ลองฟัง Youtuber ต่างชาติหลายๆคนเข้า ทำให้เราเริ่มแบบ เฮ้ย อยากเทส อยากไปดมจัง ว่ามันจะเด็ดสมกับที่เค้าเคลมไว้มั้ย การตัดสินใจซื้อ Jo Malone ในครั้งแรก มันยากมากจริงๆ แต่พอมีขวดที่ 1 , 2 เท่านั้นแหละค๊าาา สามสี่ห้าหกเจ็ดแปด อะไรไม่รู้ ออกลูกออกหลานภายในเวลาเดือนเดียว เวียนไปแวะไป จนเดือนแรกได้มาทั้งหมด 5 ขวด!! ในราคาปกติ และถ้าได้ผ่านอีก ก็คือแวะทุกครั้ง เข้าเรื่อยๆ จนจะหมดตัวแล้ว ตอนนี้คือเลิกซื้อน้ำหอมแบรนด์อื่นไปแล้วนะ เพราะเงินหมด!! ความสุขอีกอย่างนึงก็คือ มันสามารถนำมาผสมกับกลิ่นใหม่ๆ ผสมไปเรื่อยๆตามอารมณ์และคาแรคเตอร์ของเราในวันนั้น อย่างบีถ้าวันไหนใส่แค่เสื้อยืดกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบ ก็จะใช้กลิ่นที่ค่อนข้างจะทะมัดทะแมง สะอาดๆหน่อย ถ้าวันไหนแต่งลุคที่โตขึ้นมาเป็นทางการ ก็จะฉีดอีกกลิ่นนึง เป็นคนขี้เบื่อ ซึ่งถือว่า Jo Malone ตอบโจทย์ชีวิตมากๆ

Jo Malone ขวดแรกสำหรับสาวหวาน กลิ่นไหนดีน๊าาา?

สำหรับสาวๆที่อยากจะลองดี ลองเสียเงินขำๆ ท้าทายอำนาจของเจ้าป้าด้วยรอยยิ้มมุมปากแบบที่ทางเราเคยทำ พร้อมพึมพำในใจว่า มันจะซักแค่ไหนกั๊นห๊ะ กับอีแค่น้ำหอมสีใสๆ หน้าตาเหมือนกันไปหมด ขวดเล็กนิดเดียว ราคาโคตรแพง ทางเราก็มีลิส Top 3 ที่เราคิดว่าควรค่าแก่การเสียทรัพย์ในครั้งแรกเป็นอย่างยิ่งมาป้ายยาต่อกันเป็นทอดๆไปดังนี้ ถ้าไม่อยากเสียเงิน แนะนำว่าให้เลิกอ่านนะจ้ะ 55

Jo Malone English Pear & Freesia

กลิ่นนี้บีมั่นใจ ว่าสาวๆเกิน 70% ถ้าได้ลองดมจะต้องบอกว่า หอมมาก! เพราะฉีดกลิ่นนี้ไปทำงานทีไร เพื่อนที่ออฟฟิศทักตลอด ถ้าหลับตาแล้วนึก จะเห็นเป็นผู้หญิงผมยาวสีน้ำตาลอ่อน ในมือมีช่อดอกฟรีเชียกำลังเดินช้าๆ เนิบๆ ใส่ชุดสีขาว ผมปลิวสะบัดตามแรงลมที่พัดหอบเอากลิ่นหอมของลูกแพร์ที่เพิ่งตัดสดๆจากต้น โอ้ยพอก่อน กลิ่นนี้เนี่ยเป็นกลิ่นแรกที่เราซื้อเลย
Top Note คือ กลิ่นของลูกแพร์ มันเป็นกลิ่นหอมหวาน ไม่หวานไปทางสดชื่นแบบพวก ส้ม อะไรเทือกๆนั้น แต่สำหรับบีมันให้ความหวานแบบอบอุ่น หอมหวานแบบผู้ยิ้งงผู้หญิงค่ะ
Heart Note คือ กลิ่นของดอกฟรีเชีย จะเริ่มชัดขึ้นประมาณ 20 นาทีหลังจากฉีดลงบนผิว จะเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้สีขาว ให้ความรู้สึกหอมแบบบางเบา สบายๆ แต่ก็ยังมีความหวานอยู่
Base Note คือ แพทชูลี่ หรือ พิมเสนนั่นเอง
สำหรับบีแล้ว กลิ่น English Pear & Freesia เป็นกลิ่นที่ติดทนมากให้ 9/10 เลย ฉีดใส่ผม On Top กับกลิ่นอื่น ไปทำงานกลับถึงบ้าน ก็ยังได้กลิ่นนี้อยู่ เป็นกลิ่นดอกฟรีเชียผสมกับพิมเสน คือดมแล้วรู้เลยว่าผมข้างนี้ เป็นกลิ่นนี้ คือมันมีเอกลักษณ์มาก ในบรรดาน้ำหอม Jo Malone ที่มี กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ติดตัวเราจนถึงบ้าน บ่อยที่สุด เพราะปกติกลิ่นอื่น ก่อนเลิกงานต้องจัดซัก 1 ฟื้ด ก่อนกลับบ้าน แต่ถ้าวันไหนฉีดกลิ่นนี้ ไม่ต้องเลยจ้า เพราะกลิ่นยังอยู่ แต่อยากจะให้สาวๆไปลองกัน  เพราะกลิ่นที่ดมจากขวดหรือสเปรย์บนกระดาษเทสเตอร์จากเคาเตอร์ กับกลิ่นที่ฉีดตอนสเปรย์บนผิว ไม่เหมือนกันเลยค่ะ
ถ้าใครที่ชอบน้ำหอมแนวหอมหวาน แต่ไม่หวานแบบขนม เป็นความหวานจากผลไม้และดอกไม้ผสมกัน ควรค่าแก่การไปลองดมมากค่ะ กลิ่นนี้ บีชอบเอามา Combine กับกลิ่น Wood Sage & Sea Salt จะให้ความรู้สึกที่เหมาะกับวันหยุดอะ ผ่อนคลาย เหมือนเดินเล่นอยู่ชายหาด พร้อมกับสายลมเอื่อยๆที่พัดมาจากทุ่งดอกฟรีเชีย พอเอามา Combine กันนะแม่เอ้ยยย ดูสวย ดูแพง ดูเป็นลูกคุณมากกกกก กลิ่นนี้ทาง Jo Malone แนะนำว่า ถ้านำมา Combine กับ Peony & Blush Suede จะอบอุ่นขึ้น ขอคอนเฟิร์มว่าจริง แต่เราไม่ชอบ เพราะมันหวานเกินคาแรคเตอร์ของเรา นึกออกมั้ย ดอกไม้ + ดอกไม้ + ผลไม้ที่กลิ่นหอมหวาน มันกลายเป็นกลิ่นที่โคตรหวาน คือมันหอมมันดีนะ แต่มันไม่เข้ากับลุคของเรา ก็เลยไม่ค่อยได้ฉีดผสมกันเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่เคยลองเอาไปฉีดกับกลิ่นอะไรที่สดชื่นขึ้นเหมือนกันค่ะ

Jo Malone Peony & Blush Suede

กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่โรแมนติกมากจริงๆ เป็นกลิ่นที่ไปลองดมที่เคาเตอร์แล้วรู้สึกว่าก็หอมดี หวานเจี๊ยบเชียว เลยสเปรย์ใส่กระดาษกลับบ้านมาเอาออกมาวางหัวเตียง เข้าไปอาบน้ำออกมาดม แล้วร้องกรี้ดคือหลังจากที่ฉีดซักพัก พอกลิ่นเริ่มเบาลง เฮ้ย มันคือความหอมหวานแบบมีสเน่ห์มากๆ ไม่หวานเลี่ยน เพราะมีกลิ่นของหนังมาตัด กลิ่นที่อยู่บนผิวหลังจากกลิ่นสดชื่นของแอปเปิ้ลจางลง มันคือกลิ่นของดอกพีโอนีใสๆกับกลิ่นจางๆของหนัง ตื่นเช้ามา รีบบึ่งไปเซ็นทรัลชิดลมเลยจ้า อยากได้ต้องได้
Top Note คือ กลิ่นของแอปเปิ้ลสดสีแดง คอนเฟิร์มว่าโคตรแอปเปิ้ลแดง ในช่วง 5-10 นาทีแรกจะชัดมาก เป็นกลิ่นเวลาที่เรากัดแอปเปิ้ลแล้วเราจะได้กลิ่นอะ มันคือความหอมหวานสดชื่นใสๆ แบบแอปเปิ้ลจริงๆ
Heart Note คือ กลิ่นของดอกพีโอนี จะเริ่มออกมาชัดขึ้นหลังจากที่กลิ่นแอปเปิ้ลจางลง ความหวานเจี๊ยบที่ได้กลิ่นในช่วงแรกจะเริ่มจางลง แต่จะเป็นความหอมแบบไม่ฉุน  หอมเรื่อยๆ สุภาพ ไม่ฉูดฉาด
Base Note คือ กลิ่นหนัง กลิ่นของหนังเป็นยังไงอธิบายไม่ถูก มันคือกลิ่นของเครื่องหนังอะ นึกออกมะเวลาเราซื้อกระเป๋าหรือเข็มขัดหนังแท้มา แล้วมันจะมีกลิ่นหนังๆออกมา มันไม่ใช่กลิ่นสาบฉุนแบบหนังทั่วไปที่รุนแรงเหมือนดมกระเป๋าโดยตรงนะ มันเป็นกลิ่นที่แทรกออกมาผสมกับกลิ่นของดอกพีโอนีได้ลงตัวมาก
กลิ่นนี้ดี ดีแบบดีมาก หอมหวาน ไม่ฉุน ไม่หวานขนม เป็นหอมหวานที่ไม่สดใสไปซะทีเดียว เป็นหวานแบบเรียบๆนิ่งๆ มีมาด น่าจะเป็นเพราะมีกลิ่นของหนังมาเบรกความหวานเจี๊ยบในตอนแรก กลิ่นนี้โรแมนติกด้วยนะดมแล้วรู้สึกว่าเป็นกลิ่นของความรัก ถ้าให้ให้คะแนน ความชอบให้ 10/10 แต่ความติดทนบนผิวของบี ไม่ทนเลย คืออยู่แปบเดียวเท่านั้น ซักครึ่งวันนี่แทบไม่ได้กลิ่นแล้ว ต้องเติมตลอด หมดไวแน่นอน แต่ถ้าหมด ก็จะซื้ออีกแน่ๆค่ะ
บีชอบเอามาฉีดผสมกับ Nactarine Blossom & Honey จะให้ความรู้สึกสดชื่นมากขึ้นหอมหวานชุ่มฉ่ำมากขึ้น แต่ที่ชอบมากที่สุด คือผสมกับ Blackberry & Bay จะให้ความรู้สึกทะมัดทะแมงสดชื่นมากขึ้น กลิ่นชัดขึ้นทนขึ้น เพราะมีความเปรี้ยวของ Blackberry มาตัด บวกกับกลิ่นของใบ Bay ที่ให้ความรู้สึกสะอาดๆ ฟินมากกกก

Jo Malone Nectarine Blossom & Honey

กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่บีชอบที่สุด ในบรรดา Top3 ที่นำมาเขียนในวันนี้ มันเป็นกลิ่นหอมหวาน ที่ค่อนไปทางสดชื่น คือชอบมาก อันนี้เป็นกลิ่นที่บีฉีดบ่อยที่สุด ในบรรดา 3 ขวดนี้ เป็นกลิ่นที่น่ากินมาก ด้วยความที่มีความเปรี้ยว ความหอมหวานของน้ำผึ้ง และกลิ่นลูกพีช มารวมกันแล้วเป็นอะไรที่หอมหวานลงตัวมาก
Top Note คือ กลิ่นของผล Black current เป็นกลิ่นเปรี้ยวอมหวานแบบสดชื่น แต่จะแอบฉุนนิดนึงนะ ในตอนแรก บางคนไม่ชอบ แต่เราทนได้ เพราะโน้ตต่อๆไป มันดีมากก
Heart Note คือ กลิ่นน้ำผึ้งหอมหวานน่าทานมากๆ
Base Note คือ กลิ่นลูกพีชชุ่มฉ่ำ หอมสดชื่นสะอาด ไม่เลี่ยน
กลิ่นนี้ บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ เพราะฉุนเกินไป ฉีดแล้วเวียนหัว แต่สำหรับเรา เป็นกลิ่นที่ระหว่างวัน ดมไปตรงที่ฉีดแล้วสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เป็นความหอมหวานสะอาดสดชื่นที่มันลงตัวมากๆอะ บางคนบอกว่าฉุนไป เพราะโน้ตแรกมันค่อนข้างจะแรง ถ้าใครที่คิดว่าฉุนไป บีคิดว่าเอาไว้ฉีด On Top กับกลิ่นที่เราชอบ ก็จะช่วยส่งให้กลิ่นเบสที่ตัวเราหอมขึ้น สดชื่นขึ้น สะอาดขึ้น มันดีงามจริงๆนะ
เป็นกลิ่นที่ยิ่งดมยิ่งหลง ยิ่งดมยิ่งหอม ไม่รู้ทำไม เป็นกลิ่นที่มีสเน่ห์มากๆ กลิ่นนี้เราชอบตั้งแต่ Top Note ไปยัน Base Note เลย ฟินมากๆถ้าเอามาผสมกับ Blackberry & Bay คุณเอ้ยยยย ให้ความรู้สึกเป็นผู้หญิงกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ฉีดเดี่ยวๆให้ลุคแบบสาวขี้เล่นสดใส ใส่เอี๊ยมยีนส์กับเสื้อเปิดไหล่ลายดอก ถักเปีย ผ้าใบคอนเวิร์ส เล่นสเก็ตบอร์ดอยู่ เห็นภาพมะ 5555 คือมันคือความสดใสขี้เล่น น่ารักน่าหยิก แต่มีคนทักว่า ฉีดอะไรอะ กลิ่นแปลกๆ แต่หอมดี น้ำหอม Jo Malone นะเป็นอะไรที่เฉพาะตัวมากๆ ด้วยกลิ่นที่เอกลักษณ์ ใสๆสบายๆ ไม่ซับซ้อน มันทำให้กลิ่นนั้นๆไม่แย่งซีนกัน แต่เป็นการส่งเสริมกันให้เด่นยิ่งขึ้น แถมกลิ่นนี้บนตัวบีก็ติดทนมากๆ ให้ 10/10 คะแนนเลย เรื่องของความฟุ้งคงไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าใครๆก็ได้กลิ่น 55555
เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ TOP 3 สามอันดับน้ำหอม Jo Malone ที่สาวหวานคู่ควร จริงๆแล้วไม่หวานก็ฉีดได้นะ อย่างบี จะเป็นลุคทะมัดทะแมง กระฉับกระเฉง ซะส่วนใหญ่ ก็ยังชอบฉีดผสมกับกลิ่นที่สดชื่นมากๆให้วอร์มลงมา เพื่อให้มีความอ่อนหวานยิ่งขึ้น สเน่ห์ของน้ำหอม Jo Malone คือความสนุกสนาน ให้การผสมกลิ่น เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามอารมณ์และการแต่งตัวในแต่ละวัน หรือผสมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอกลิ่นที่ใช่ มีน้ำหอม 3 ขวด ก็สามารถผสมกลิ่นใหม่ได้อีก 3 กลิ่น ไม่ซ้ำกัน ในความเรียบง่ายของแพคเกจจิ้ง มีความใส่ใจในการที่จะมอบผลิตภัณฑ์ทุกตัวให้ผู้รับ ราวกับเป็นของขวัญ เราเป็นลูกค้า เรารับรู้ได้ถึงความใส่ใจนี้นะ และก็ชอบมากๆด้วย

ถ้าให้จัดอันดับ จากคำชมของคนรอบข้าง คงหนีไม่พ้น

English Pear & Freesia มาเป็นอันดับที่ 1
Peony & Blush Suede อันดับที่ 2
และ Nectarine Blossom & Honey มาเป็นอันดับที่ 3
ส่วนตัวแล้วชอบ Nectarine Blossom & Honey มากที่สุดในบรรดา 3 กลิ่นนี้ เพราะเป็นคนชอบน้ำหอมแนวสดชื่นๆอยู่แล้วค่ะ ถ้าอยากจะซื้อ 2 ขวดมา Combine กันล่ะก็ Peony & Blush Suede + Nectarine Blossom & Honey เป็นกลิ่นที่เพอร์เฟคมาก หอมหวาน เย้ายวน ขี้เล่น อื้มมมมมมม เห็นภาพเป็นแม่การะเกด ลอยมาเลย 555
จบแล้วนะคะ สำหรับกระทู้นี้ ข้อความและคำอธิบายบรรยายข้างต้น เป็นเพียงความรู้สึกส่วนบุคคลเท่านั้น การรับรู้กลิ่นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชอบแตกต่างกันไป การซื้อน้ำหอมถ้าไม่ได้สะสมหรือว่าอยากมีครบทุกกลิ่น การซื้อแบบไม่ได้ดมเป็นอะไรที่ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง ถ้าใครที่บ้านไม่ได้อยู่ในกรุงเทพ และไม่ค่อยมีโอกาสเข้ามา บีแนะนำว่าให้ลองซื้อแบบทดลองหรือแบ่งขาย ตามร้านในไอจีดูก่อน ฉีดลงบนผิว อย่าดมจากขวด เพราะกลิ่นมันไม่เหมือนกันจริงๆค่ะ เคมีของผิวเราอีก รอให้น้ำหอมเปิดกลิ่นออกมาให้ครบทุกโน้ต แล้วค่อยตัดสินว่าชอบมั้ย อย่างบีที่ตอนนี้คลั่งไคล้กลิ่น Blackberry & Bay มากๆ ตอนแรกไปดม ไม่ได้ซื้อมา แต่ให้ SA ฉีดลงบนกระดาษผสมกับ Peony & Blush Suede ดมตอนแรกก็เฉยๆ เลยเดินออกจากร้าน ไปนั่งทานข้าวกับเพื่อนๆ พอจะจ่ายเงิน หยิบกระดาษขึ้นมาดมอีกที โอ้โห้ ตายไปเลย รีบวิ่งกลับไปซื้อก่อนห้างปิดแทบไม่ทัน และก็ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ วันนี้ต้องลาไปก่อนนะคะ ไว้บล็อกหน้า จะหยิบกลิ่นที่เหมาะกับสาวสไตล์อื่นๆมาเล่าให้ฟังกันนะคะ สวัสดีค่ะ ^^

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย