ย้อนวัยผิว 20 ปี เป็นไปได้จริงหรือ?

10 2
ยิ่งอายุมากขึ้นปัญหาผิวต่างๆ ก็มักจะปรากฏออกมาให้เห็นเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพผิวที่เปลี่ยงแปลงไป ฝ้า กระ รวมไปถึงความหย่อนคล้อยและริ้วรอยบนใบหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาหลักของใครหลายๆ คน แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากเก็บมันไว้หรอกจริงไหมครับ แต่หากจะลด/กำจัดริ้วรอยบนใบหน้า สิ่งที่แรกเลยคุณควรจะเข้าใจก่อนว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

จากการศึกษาพบว่าการเกิดริ้วรอยเริ่มขึ้นที่ชั้นหนังแท้นี่เอง

ในชั้นหนังแท้มีองค์ประกอบเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของโปรตีนเส้นใยกลุ่ม คอลลาเจน(Collagen) และอิลาสติน (Elastin) เป็นองค์ประกอบหลัก อยู่ในลักษณะเส้นใยถักทอประสานกัน เพื่อพยุงโครงสร้างของชั้นผิวหนังกำพร้าไว้ ให้มีความยืดหยุ่น
ซึ่งตามปกติแล้วผิวหนังในส่วนที่ถูกทำลายจะมีกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง โดยการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทน แต่เมื่ออายุมากขึ้น การทำหน้าที่ของเซลล์ผิวหนังก็เริ่มเสื่อมสภาพ หรืออาจมีปัจจัยอื่นมาทำให้สมดุลในการซ่อมแซมดังกล่าวลดลง ส่งผลให้ร่างกายผลิต คอลลลาเจนได้น้อยลง ในขณะเดียวกันจะมีกระบวนการสร้างเอนไซม์ matrix metalloprotein ases (MMPS) ที่สามารถย่อยสลายคอลลาเจน เข้ามาแทนที่ ทำให้เส้นใยคอลลาเจนถูกตัดขาด ผิวหนังจึงขาดตัวช่วยพยุง ทำให้เสียความยืดหยุ่นและเกิดรอยเหี่ยวย่นขึ้นนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้สารเคมี ที่มีประสิทธิภาพการในการป้องกันและชะลอวัยให้กับผิวหนัง โดยกลุ่มตามกลไกของการป้องกันดังนี้
  • กลุ่มต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant agents) 
  • กลุ่มเปบไทด์ (peptides)
  • กลุ่มผลัดเซลล์ผิวหนัง (skin exfoliation) 
  • กลุ่มช่วยยับยั้งการเกิดกระบวนการไกลเคชัน (glycation inhibitors) 
  • กลุ่มเพิ่มความชุ่มชื้น (moisturizers) 

กระบวนการไกลเคลชั่น (Glycation) 

คือ ปฏิกริยาทางเคมีซึ่งเกิดจาก โมเลกลุของน้ำตาลที่เหลือใช้ในร่างกาย ทำปฏิกิริยาเป็นตัวเชื่อมขวางระหว่าง โมเลกลุของคอลลาเจน (cross-linked collagen) ทำให้เส้นใยคอลลาเจนแข็งตัวและขาดการเกี่ยวพันกับเส้นใยอิลาสติน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Advanced Glycation End-products (AGEs) ผิวหนังจึงขาดความยืดหยุ่น และเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยได้
ซึ่งทางแบรนก์ DTNA ได้ให้ความสนใจกับกลไล กลุ่มช่วยยับยั้งการเกิดกระบวนการไกลเคชัน (glycation inhibitors) และนำสาร Collrepair™ DG พร้อมสารสกัดอื่นๆ ที่น่าสนใจ ใส่ลงใน DTNA ADVANCE SERUM ซึ่งเคลมว่าสามารถช่วยย้อนวัยได้ถึง 20 ปี (โอ้ววว เคลมแรงส์!!!) แบบนี้มีหรือที่บูมจะพลาดไม่หยิบมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ.....

ส่วนผสมที่น่าสนใจ

1. Schizandra chinensis fruit extract : ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Schisandra chinensis จัดอยู่ในวงค์ Schisandraceae เป็นพืชสมุนไพรที่ รู้จักกันมาเป็นพันปีแล้ว โดยเฉพาะในแถบเอเชีย เป็นสมุนไพรที่ปลูกกันมากในทางตอนเหนือของประเทศจีน และบางส่วนของรัสเซีย ชิแซนดร้าเบอร์รี่(Schizandra Berry) ใช้ในตำรับยาสมุนไพรจีนมายาวนาน โดยคนจีนนำมาใช้เกี่ยวกับการสมานพลัง ชี่ ปรับหยินหยางให้เครื่องในของร่างกาย สารสำคัญที่สกัดได้จากพืชชนิดนี้ คือ schizandrin และ schizandrin C มีฤทธิ์เป็นสารปรับสมดุลในร่างกาย(phyto-adaptogen) ร่วมถึงงานวิจัยตีพิมพ์หลายแห้งในสหรัฐฯ บ่งชี้ว่า มีฤทธิ์ช่วยต้านมะเร็งได้

และมีผลในเรื่องของการปรับสมดุลในระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น หัวใจ ตับ ปอด ภูมิคุ้มกัน สมอง ลำไส้ ไต รวมถึง เป็นสารออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ(Antioxidant) ในตลาดอาหารเสริมเรานำมาใช้เป็นกลุ่มอาหารเสริมที่หวังผลเรื่อง ลดอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง จากภาวะต่อมหมวกไตล้า บำรุงร่างกาย ต่อสู้กับอนุมูลอิสระของร่างกาย ส่วนกรณีนำมาใช้ในเวชสำอางค์ จะหวังผลเรื่องลดการอักเสบของผิว และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระให้ผิว - คำวิเคราะห์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย


2. Collrepair™ DG : คือชื่อทางการค้าของสารที่ทาง BASF Care Creations สร้างขึ้นภายใต้ชื่อ INCI คือ Aqua (and) Niacin (and) Caprylyl Glycol (and) Hexylene Glycol (and) Xanthan Gum (and) Salvia Miltiorrhiza Leaf Extract

ทาง BASF Care Creations ทดลองสาร Collrepair™ DG ในอาสาสมัครเพศหญิงจำนวน 27 คน ช่วงอายุระหว่าง 45 - 60 ปี ในระยะเวลา 4 เดือน โดยให้อาสาสมัครเหล่านั้นทาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ในแต่ละด้านของหน้า คือ (1)ด้านแรกเป็น Emulsion อื่น และ (2)ด้านที่สองเป็น Emulsion ที่มีส่วนผสม Collrepair™ DG เข้มข้น 3% พบว่า

  • ด้านที่ (2) ค่า cross-linked collagen ลดลง 4% เทียบกับด้าน (1)
  • ด้านที่ (2) สีผิวกระจ่างใสขึ้น 5.8% เทียบกับด้าน (1) เมื่อวัดด้วย Chrometer และ 8.1% เมื่อวันด้วย image analysis
นอกจากนี้ยังมีการทดสอบกับอาสาสมัครเพศหญิงอีก จำนวน 39 คน ช่วงอายุระหว่าง 45 - 60 ปี ในระยะเวลา 1 เดือน โดยให้อาสาสมัครเหล่านั้นทาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ในแต่ละด้านของหน้า คือ (1)ด้านแรกเป็น Emulsion อื่น และ (2)ด้านที่สองเป็น Emulsion ที่มีส่วนผสม Collrepair™ DG เข้มข้น 5%
"พบว่า ผิวด้านที่(2) ที่ทา Collrepair™ DG เข้มข้น 5%  กระชับขึ้นถึง 6% ในระยะเวลา 1 เดือน"
จากข้อมูลข้างดังกล่าวทาง BASF Care Creations เคลมว่า Collrepair™ DG  สามารถช่วยในเรื่องการชะลอวัย ปรับสีผิวให้กระจ่างใส และสามารถย้อนกระบวนการ Glycation รวมถึงหยุดการเกิด Advance Glycation End Products (AGEs) ได้ ซึ่งจะช่วยให้ผิวกลับมายืดหยุ่น และทำทำอย่างอย่างปกติได้อีกครั้บ (แต่ว่านี่เป็นข้อมูลและการทดลองจากผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว ซึ่งบูมยังไม่สามารถหางานวิจัยที่อื่นที่มาสนับสนุนประสิทธิภาพของ Collrepair™ DG ได้ในขณะนี้ครับ)


ผลิตภัณฑ์อื่นที่มีส่วนช่วยในเรื่องลดความหย่อนคล้อย และเพิ่มความกระชับของผิว ตัวอย่างเช่น 

Hada Labo Retinol Lifting & Firming Essence (30g/1,250.) เซรั่มสัญาชาติญี่ปุ่น ที่เคลมในเรื่องเพิ่มความกระชับให้ผิว ด้วย Retinol (อนุพันธ์ของ วิตามิน เอ) จริงอยู่ว่าวิตามิน A หรือสารกลุ่ม Tretinoin (Retin-A, Renova), Isotretinoin (Isotrex), Tazarotene (Tazorac) และ Adapalene (Differin) คาดหวังผลในการกระตุ้นการสร้าง Collagen และ Elastin ได้ก็จริง แต่ก็มีความระคายผิวค่อนข้างสูง และไม่สามารถใส่ในเครื่องสำอางค์ได้

จึงมีการพัฒนาเป็นอนุพันธ์ของ วิตามินเอ เช่น Retinyl palmitate, Retinol, Retinaldehyde (Retinal) ซึ่งผิวไม่สามารถนำไปใช้ได้โดยตรง จะต้องผ่านกระบวนการแตกตัวเพื่อกลายเป็น Retinoic Acid (Tretinoin) เสียก่อน ผิวจึงจะนำไปใช้ได้

ดังนั้นถ้าเราทาเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Retinyl palmitate ลงไปบนผิว มันต้องแตกตัวถึง 3 ครั้งกว่าผิวจะนำไปใช้ได้ และไม่มีผลการทดสอบใดสามารถยืนยันได้ว่า Retinyl Palmitate จะมีประโยชน์กับผิวในด้านอื่นนอกจากเป็นสาร Antioxidant

Retinol กับ Retinaldehyde ต้องผ่านการแตกตัวแค่ 2 และ 1 ขั้นตอนตามลำดับ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า Retinyl palmitate นอกจากนี้ Retinol กับ Retinaldehyde ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถกระตุ้นการสร้างคอลาเจนได้จริง (ทดสอบโดยใช้ Retinol 1% และ Retinaldehyde 0.5%) แต่การทา “เครื่องสำอาง” ที่ผสม Retinol หรือ Retinaldehyde 0.5% ลงไปบนผิว กว่ามันจะแตกตัวจนกลายเป็น Tretinoin ที่ผิวนำไปใช้ได้ ก็คงเหลืออยู่ในปริมาณไม่มากนัก ซึ่งไม่มีทางเทียบกับการทา “ยา” Tretinoin 0.5% ลงไปบนผิวโดยตรงอย่างแน่นอน
3.  4-butyl-resorcinol : หรือชื่อทางการค้าว่า Activated Resorcinol™ ซึ่งผลิตโดย Beiersdorf AG(บริษัทผู้ผลิต Eucerin, La Prairie, Nivea) ออกฤทธิ์ เพื่อให้ผิวกระจ่างใสขึ้น ด้วยกระบวนการดังนี้ :

  • ลดการทำงานของ Tyrosinase ทำให้ไม่สามารถสร้างเม็ดสีได้ตามปกติ (inhibit tyrosinase, peroxidase)
  • จับกับ fatty acid ชั้นใต้ผิว เพื่อให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายเม็ดสีผิวไปอยู่ชั้นผิวได้

เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ Activated Resorcinol™ กับสาร Whitening ชนิดอื่นๆ พบว่ามีประสิทธิภาพในการลดกระบวนการสร้างเม็ดสี ได้ดีกว่า อย่างชัดเจน

และเมื่อเปรียบเทียบการทำงานกับ Kojic Acid และ Alpha Arbutin พบว่า Activated Resorcinol™ มีประสิทธิภาพในการลดการสร้างเม็ดสี จนทำให้กระบวนการสร้างเม็ดสี สร้างได้ในระดับต่ำมาก

**การใช้ Activated Resorcinol™ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4สัปดาห์ ติดต่อกัน จึงเริ่มเห็นผล**
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Activated Resorcinol™ ได้แก่

ซึ่งทั้ง 2 จากตัวอย่างแบรนด์ด้านบน นอกจากจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงแล้ว บูมมองว่าส่วนผสมยังไม่ครอบคลุมการทำงานมากเท่าไหร่นัก (เน้นดูแลปัญหาผิวเฉพาะจุดมากกว่าการดูแลผิวในองค์รวม)


4. Hydrolyzed collagen : ไฮโดรไลซ์ คอลลาเจน คือ คอลลาเจนเสริม ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับคอลลาเจนในชั้นผิว Hydrolyzed Collagen มักจะนิยมนำมารับประทานเป็นอาหารเสริม ในรูปเม็ดยาหรือแคปซูล ซึ่งจะทำให้ถูกดูดซึม เข้าสู่เซลล์ผิวชั้นลึกของร่างกายได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันมีการผลิตแบบผงออกมาด้วย ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น

ไฮโดรไลเซท คอลลาเจนช่วยให้เซลล์ผิวมีความยืดหยุ่น อุ้มน้ำ และผิวดูเต่งตึงเปล่งปลั่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เล็บที่เปราะบาง แข็งแรงขึ้น ทำให้ผมหนา และแข็งแรงขึ้น ซึ่งคาดหวังผลในเรื่อง เพิ่มความชุ่มชื้น (moisturizers) ได้

Ingredient: Schizandra chinensis fruit extract, Salviamiltiorrhiza extract, 4-butylresorcinol, Hydrolyzed collagen, Aqua. Xanthan gum, Disodium EDTA, Cetyl alcohol, Neacinamide. Hydrogenated castor oil, Menthylisothiazolinone,  Chlorphenesin, Perfume

Texture / pH / Watery & Oily on Skin

  • Texture : เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นเซรั่มเนื้อ Lotion มีความเหลวอยู่พอสมควร ทำให้เวลาทาลงบนผิว ซึมค่อนข้างง่าย และไม่ทิ้งความมัน และไม่เหนียว เหนอะผิว
  • pH : ค่า pH(ย่อมาจาก pons hydrogenii) คือค่าที่ใช้แสดงความเป็นกรดและด่างของสารเคมีที่ละลายอยู่ในน้ำ ใช้บอกความเป็นกรดหรือด่างของน้ำ ค่า pH จะอยู่ในช่วง 0 ถึง 14 โดยค่าที่ต่ำจะแสดงถึงความเป็น กรดส่วนค่าที่สูงจะแสดงถึงความเป็นด่าง และค่าในช่วงกลางแสดงภาวะความเป็นกลาง
    • บริเวณผิวหนังนั้นมีค่า pH เฉลี่ยอยู่ที่ 5.5 ซึ่งผิวหนังที่มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ นั้นจะมีหน้าที่ปกป้องผิวจากปัญหาต่างๆหลายประการ โดยเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าสภาพความเป็น กรดอ่อนๆ บนผิวจะช่วยควบคุมสมดุลการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ประจำถิ่น (microflora) และคอยป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อผิวเจริญเติบโตได้
    • ซึ่งค่า pH ที่บูมทดสอบด้วย Universal Test Paper อยู่ที่ประมาณ 5.5 เป็นค่าที่ Activated Resorcinol™ สามารถทำงานได้ดี และเหมาะสมกับการใช้บนผิวหน้านั่นเองครับ
Watery & Oily on Skin : วัดค่าความชุ่มชื้น

ผลลัพธ์หลังใช้ 

บูมได้ทดลองใช้ DTNA ADVANCE SERUM เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ แต่ต้องบอกก่อนว่าโดยส่วนตัวแล้วบูมยังไม่มีปัญหาเรื่องริ้วรอยมากเท่าไหร่ แต่มีรอยใต้ตารอยเล็กน้อย และมีสีผิวที่ไม่สม่ำเสมออยู่บ้าง ซึ่งหลังจากผ่านไป 3 สัปดาห์พบว่า :

  • ผิวดูละเอียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้นเล็กน้อย(ต้องขออภัยที่มีรอยแดงจากกดกดสิวเสี้ยนบริเวณจมูกเมื่อคืนครับ)
  • รูขุมขนดูตื้นขึ้นเล็กน้อย 
  • ในระหว่างที่ใช้ปัญหาผิวแห้ง ลอก บริเวณ U-Zone ค่อนๆ ดีขึ้นตามลำดับ


สรุป

โดยรวมบูมสรุปได้ว่า DTNA ADVANCE SERUM เป็นเซรั่มที่มีความน่าสนใจในเรื่องส่วนผสมแปลกใหม่ และมีงานวิจัยสนับสนุน รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้หลังใช้ 3 สัปดาห์ค่อนข้างน่าพอใจ ผิวโดยรวมดีขึ้น ผิวแข็งแรงขึ้น เรียบเนียนขึ้น สีผิวสม่ำเสมอขึ้น เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ซึมง่ายเหมาะกับมนุษย์ผิวผสมแบบบูมมากทีเดียวครับ

Sponsor Item : DTNA ADVANCE SERUM


Wanviset

Wanviset

✨ สวัสดีฮะ ชื่อบูม นะครับ ✨
สกินแคร์คือหนึ่งในความสุขเล็กๆ ของเราและด้วยความอยากรู้อยากลอง ชอบแชร์ทำให้เราลองเขียนบล็อกเล็กๆ ขึ้นมาฝากเพื่อนๆ ติดตามผลงานของเราด้วยน้า

FULL PROFILE