Review : ‘บ้านอีต่อง’ หมู่บ้านน่ารักๆ ที่มีหมอกตลอดปี


สวัสดีค่ะ กลับมาเจอกันอีกครั้งกับออนนีคนเดิม เพิ่มเติมคือวันนี้ไม่ได้มาเรื่องความสวยงาม แต่จะมาเรื่องการท่องเที่ยว ถ้าใครยที่มี facebook ของอีฟอยู่แล้วน่าจะพอรู้กันบ้างว่านอกจากอีฟจะชอบเรื่องแต่งหน้า เรื่องเครื่องสำอางแล้วอีฟยังชอบเที่ยวอีกด้วย ไหนๆก็ไหนแล้วช่วงนี้ไม่ค่อยมี How to แต่งหน้าหรือ review เครื่องสำอางอะไรอยู่แล้วก็เลยมา จะมาเล่าเรื่องของหมูบ้านน่ารักๆแห่งหนึ่งให้ฟัง เป็นหมู่บ้านในหมอกที่อากาศหนาวตลอดปี อยู่ใกล้แค่กาญจนบุรีนี่เองแกรรร ขับรถประมาณ 5 ชั่วโมง ผ่าน 399 โค้งก็ได้นอนฟินๆแบบไม่พึ่งแอร์คอนดิชั่นแล้วจ้า ซึ่งบ้านอีต่องเนี่ย (ใครคิดชื่อวะ น่ารักอ่ะ5555) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ - เล็กมาก ตั้งอยู่บนอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ใกล้ๆกับสังขละบุรี ชายแดนไทย พม่า นั่นแหละ ในหมู่บ้านส่วนใหญ่เลยเป็นชาวพม่า มีวัฒนธรรมแบบชาวพม่าค่ะ ผู้คนที่นั่นน่ารัก เด็กๆเยอะ น้องหมาก็เยอะ อากาศก็ดี คือเป็นสถานที่เที่ยวที่ชิวมากกกก เหมาะกับการไปพักผ่อนแบบ 'พัก' จริงๆอ่ะ ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรให้ทำไปเพื่อนั่งๆนอนๆ เดินเล่นสูดอากาศ สำหรับเราที่เคยไปแม่กำปองมาแล้ว คิดว่าที่นี่สามารถทดแทนได้นะ อากาศดีเหมือนกัน แถมใกล้และคนน้อยกว่าด้วยนะเอ้อออ

ตามที่เกริ่นไปข้างบน คือกว่าจะไปถึงเนี่ยเราต้องผ่านทั้งหมด 399 โค้ง (อันนี้ชั้นไม่ได้นับ มีคนนับไว้ให้ไม่รู้ถูกต้องมั๊ยใครอยากไปลองนั่งนับก็ได้ไม่ว่ากัน) ซึ่งถ้าถามเราที่เป็นคนนั่งบนรถเนี่ยก็ดีอ่ะ ชิวมาก เปิดกระจกรับลมสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ แต่คนขับนางแอบบ่นว่าไกล นางเมื่อยขา เข้าโค้งเยอะ เราเลยอยากให้ความรู้เพิ่มเติมจากที่ไปลองศึกษาด้วยตัวเองมาเนี่ย บ้านอีต่องเราไม่ต้องขับรถไปเองก็ได้นะ มีรถสาธารณะเข้าไปโดยการนั่งรถไปลงที่ บขส. กาญจนบุรี แล้วต่อรถไปอำเภอทองผาภูมิ แล้วค่อยต่อรถสองแถวขึ้นไปที่หมู่บ้านอีต่อง ซึ่งระยะเวลาการเดินทางก็จะนานกว่าขับรถไปเองพอสมควรเลย ใครเวลาเหลือๆ ไม่มีรถ  หรือขี้เกียดขับก็นั่งรถไปก็ได้เด้อออ

ก่อนจะถึงหมู่บ้านอีต่องจะมีจุดให้แวะพักด้วยนะ เป็นจุดรับสัญญาณโทรศัพท์ และจุดชมวิว เพราะตลอดระยะเวลาที่ขับเข้ามาจะไม่มีสัญญาณเลย เราแวะถ่ายรูปเล่นที่จุดชมวิวนี่พักใหญ่ๆเลยแหละ เพราะตอนนั้นคิดว่าจุดนี้คือว้าวมากกกก ไม่ต้องขึ้นเหนือก็เจอภูเขาได้ แต่จริงๆแล้วเทียบไม่ได้กับอีกวิวข้างบนเลย

เราขับรถต่อกันมาจนในที่สุดก็ถึงหมู่บ้านอีต่อง เย้ พอจอดรถ เข้าที่พักเสร็จเราก็ออกเดินสำรวจหมู่บ้านกัน ตอนไปถึงอากาศเย็นๆ กำลังดี หมอกไม่เยอะมากเพราะไปช่วงที่ไม่มีฝนพอดี แต่เคยอ่านรีวิวของคนอื่นที่ไปตอนฝนเพิ่งตกนี่หมอกปกคลุมทั่วหมู่บ้านเลย คือดี

ที่พักแทบทั้งหมดอยู่ใกล้ๆ กันตรงโซนแถวๆ ตลาดอีต่อง ของเราตอนจะไปค่อนข้างกระทันหัน เลยเหลือว่างให้เลือกไม่มากนัก เราได้พักที่ บ้านอีต่องโฮมสเตย์ค่ะ ห้องน่ารัก ราคาห้องละ 800 บาท รวมอาหารเช้านะคะ

ตัวห้องเป็นปูนเปลือย มีแต่พัดลม (ไม่ได้เปิดเลยเพราะอากาศเย็นมากอยู่แล้ว) ที่นั่นไฟฟ้ามีไม่มาก เครื่องทำน้ำอุ่นเลยเป็นระบบแก๊ส ไม่รู้คนอื่นเคยเจอมาก่อนมั๊ยแต่เราทึ่งมาก ครั้งแรกในชีวิตที่ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นด้วยความหวาดระแวง คือเราต้องเปิดเหมือนเปิดแก๊สหุงต้มอ่ะ แล้วได้กลิ่นแบบแก๊สหุงต้มเลย แต่ตัวเครื่องก็ดูทันสมัยเหมือนเครื่องทำน้ำอุ่นปกตินะ เราลืมถ่ายรูปมา คิดว่าที่พักอื่นๆก็น่าจะเป็นระบบเดียวกัน ไว้ใครไปตามรอยแล้วลองดูนะ แปลกดี

อันนี้วิวหน้าห้องนอน

กลับมาที่หมู่บ้านต่อ คือจะเม้าท์ว่าหมาเยอะ และหมาที่นั่นชิวมากกก ใช้ชีวิตกันสโลไลฟ์ตามสภาพอากาศจริงๆ นอนกลางถนน ไม่มีการหลบให้รถหรือคนใดๆ ทั้งนั้น แล้วเราคิดไปเองป่าวไม่รู้นะ แต่หมามันขี้เซาอ่ะ มันนอนกันทั้งวันเลย แต่ก้เข้าใจมันนะ อากาศมันดีจนอยากจะนอนทั้งวันจริงๆนั่นแหละ

มีตลาดไว้ขายของใช้ ของกิน แล้วก็พวกของฝากจากฝั่งพม่า

สมัยก่อนชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่ทำเหมืองแร่ค่ะ ตอนเราเดินเล่นรอบๆหมู่บ้านแอบเห็นเหมืองแร่อยู่ไกลๆ แต่เข้าไปไม่ได้

ร้านกาแฟน่ารักๆ ในหมู่บ้านมีอยู่หลายร้านเลย เพราะเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการนั่งเฉยๆ กินกาแฟ อ่านหนังสือเล่มโปรดสวยๆในร้าน อะไรประมาณ

ลืมบอกไปเลย เห็นรูปนี้แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ หมู่บ้านอีต่องตั้งอยู่ในตำบลปิล๊อกนะ แค่นี้แหละ

และนี่เป็นอีกอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าหมู่บ้านนี้มันน่ารักมากกกก เป็นป้ายไม้ค่ะ มีขายแผ่นละ 20 บาท ให้เราเขียนแล้วห้อยไว้ริ้มน้ำ เกาหลี๊เกาหลี เห็นแล้วต้องรีบควักแบงค์ 20 ไปซื้อมาทันที

เสร็จแล้วก็ห้อยกันเล้ยยยยยยย ความสุขเล็กๆของผู้หญิงอ่ะเนาะ

อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ เขาช้างเผือก หลายคนอาจจะรู้จักอยู่แล้ว คือบ้านอีต่องเนี่ย เป็นจุดเริ่มต้นของคนที่จะพิชิตเขาช้างเผือก ซึ่งตอนที่เราไปยังไม่เปิดให้เดินขึ้น อดจ้า (ถึงเปิดแกก็ไม่เดินย่ะ 8 กม.เลยนะ) แต่ชาวบ้านแถวนั้นทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าควรลองเดินขึ้นเขาช้างเผือกดู ข้างบนสวย

ในหมู่บ้านเด็กเยอะมากค่ะ แล้วเด็กๆน่ารักๆกันทั้งนั้น ไม่เขินกล้องกันเลย

เราเดินเข้าไปในตลาดอีต่อง ก็เจอกับน้องหมาตัวนึงที่ดึงดูดมากๆ นางนั่งอยู่ในร้าน เหมือนรอคอยใครซักคนเข้าไปเล่นด้วย แต่ตอนผ่านไปร้านปิด เลยไปทำอย่างอื่นก่อนแล้ววนกลับมาหามันอีกที

เราเดินเล่นไปเรื่อยๆจนเจอสะพานข้ามลำธานน้ำเล็กๆ สวยอย่างกับว่าตรงนี้ถูกจัดไว้เพื่อให้เราได้มาถ่ายรูปโดยเฉพาะเลย

เรานั่งเล่นกันอยู่ตรงนี้ซักพัก ก่อนจะออกเดินทางไปยังเนินช้างศึก จุดชมวิวอีกที่นึงที่ชาวบ้านแนะนำมา เค้าเครมว่าสวยไม่แพ้เขาช้างเผือกเลย ขับรถยนต์ขึ้นไปได้ไม่ไกลด้วย เราเลยแพลนว่าจะไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกกันตรงนั้น

ระหว่างทางที่ขับรถขึ้นไปเนินช้างศึก เราได้ตื่นเต้นกับวิวข้างทางตลอดเลย แต่หาจังหวะจอดรถไม่ได้

โชคดีมากที่ตอนไปถึงไม่มีใครเลยนอกจากพวกเรา ทุกวิวเป็นของชั้นนนน ไพรเวทสุดๆ

มองลงไปมีบางจุดที่เราจะเห็นหมู่บ้านอีต่องได้ชัดมาก จากตรงนั้นขึ้นมาถึงนี่ไม่น่าเชื่อว่าใช้เวลาแค่แปปเดียวเอง ไม่ถึง 10 นาที

พอใกล้ถึงเวลาที่พระอาทิตย์จะตกดิน ก็มีคนกรุ๊ปอื่นๆที่เพิ่งมาถึง เขามารอดูพระอาทิตย์ตกดินเหมือนกัน พวกเรานั่งรออยู่พักใหญ่ๆ เห็นว่าไม่ตกซักที เลยตัดสินใจกลับลงไปที่หมู่บ้านเพื่อให้คนอื่นๆ ได้ชมวิวในจุดที่เรายึดครองพื้นที่อยู่บ้าง

บรรยากาศในหมู่บ้านตอนใกล้ค่ำยิ่งเงียบลงกว่าเดิม ยิ่งพอมืดแล้วเหมือนทุกคนปิดบ้านเข้านอนกันหมด เงียบสงบมากๆจนเราไม่กล้าส่งเสียงดังเลย แต่ว่าขอบ่นหน่อย คือหมู่บ้านอีต่องเนี่ยกำลังเป็นที่นิยมในหมู่กลุ่มรถบิกไบค์ (รึเปล่า ไม่แน่ใจแต่จากที่เห็นน่าจะนิยมอยู่แหละ) เลยทำให้มีกลุ่มรถบิกไบค์ขี่รถเข้ามาเที่ยวที่หมู่บ้านกันเยอะ ซึ่งเราไม่ได้ติดใจอะไรเลย ตอนขับสวนกันผ่าน 399 โค้งเห็นพี่ๆเค้าเข้าโค้งมาท่าแบบวาเลนติโน่ รอสซี่ เรายังนึกชื่นชมว่าพวกพี่เค้าเท่ห์ดี แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า เราเจอรถบิกไบค์คันนึง(คันเดียวจากหลายๆคันที่มาเที่ยวกลุ่มเดียวกัน ไม่ได้เหมาะรวมนะจ๊ะ) ขี่เข้าไปในตัวหมู่บ้าน ในส่วนที่เป็นบ้านพักอาศัยของชาวบ้านแถวนั้นตอนเวลาดึกๆ ซึ่งรถพี่เสียงดังมากกกก แล้วในหมู่บ้านก็เงียบมากกกก แล้วระยะทางจากที่พักพี่กับตรงนั้นมันใกล้มากกกกก คือเราเห็นแล้วแบบ เดินเถอะค่ะพี่ เค้านอนกันหมดแล้ว! เราอยากฝากคนที่จะไปคือเราเข้าไปเที่ยวในที่ๆเป็นที่ของเค้าอ่ะค่ะ เค้าอยู่กันมาก่อน ซึ่งก็จริงที่เค้าเต็มใจเปิดให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว เราเที่ยวได้ค่ะ แต่อย่าไปทำลายให้สภาพแวดล้อมของเค้าแย่ลงเลย จบการบ่น

มาต่อกันที่เรื่องสำคัญอย่าง ของกิน คือในนั้นะมีร้านอาหารอยู่ประมาณ 3-4 ร้าน วันศุกร์ - เสาร์ น่าจะปิดดึกหน่อย แต่เราไปวันอาทิตย์ ครัวเลยปิดถึงแค่ 3 ทุ่ม แต่นั่งทานต่อได้เรื่อยๆ อาหารอร่อย ราคาไม่แพง มีอาหารทะเลจากทะเลอันดามันพม่าด้วยนะ แต่เราไม่มีหลักฐานมาเลย เพราะไม่ถนัดถ่ายรูปของกิน จะเน้นไปที่การยัดเข้าปากอย่างเดียวมากกว่า

เช้าวันต่อมาเลยละกัน อากาศดีมาก นอนไม่อยากจะตื่นทั้งที่แพลนกันไว้ว่าจะไปดูทะเลหมอกที่เนินช้างศึกกันแต่เช้า อากาศตอนเช้าหนาวๆ แบบนี้จะมีอะไรเหมาะไปกว่าหมูปิ้ง ข้าวเหนียวร้อนๆ โอ๊ยยยยย ฟินนนนน ระหว่างหาอะไรกินเราก็เก็บภาพบรรยากาศหมู่บ้านตอนเช้าไว้ด้วย วันนี้หมอกก็ยังไม่ลงเช่นเคย

เราขึ้นไปที่เนินช้างศึกกันอีกรอบ ลมตอนเช้าแรงมากกกกกกกกกกกกก แรงแบบโอ้โห แรงอะไรขนาดน้าน คือนึกออกแมะ ขนาดนี่อ้วนยังจะปลิวเลยอ่ะ55555 แล้วหนาวแบบถ้าไม่มีไขมันหนาๆช่วยไว้ต้องหนาวตายแน่ๆ ออนนีนางเลยไม่สามารถลงจากรถได้ เพราะเสื้อผ้าที่เตรียมมาไม่สามารถทนต่อความหนาวบนนั้นได้ แถมถ้าลงมาหุ่นบางๆอย่างนางปลิวแน่ๆ เหอะ นังพวกคนผอมก็อดดูวิวสวยๆไปค่ะ (#เบะปาก #ยิ้งแบบผู้ชนะ)

หลังจากยืนรับลมหนาวกันจนหน้าเริ่มชา เราก็เดินทางกลับกัน น่าเสียดายที่เราไม่รู้ก่อนว่าหมู่บ้านอีต่องมันจะดีขนาดนี้ จะได้อยู่หลายๆ วันหน่อย  สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วอยากลองไปสัมผัสความน่ารักของหมู่บ้านเหมือนเราบ้าง ก็ตามรอยกันได้ค่ะ ไปไม่ยาก ตามกูเกิลแมอย่างเดียวถึงแน่ๆ ใช้งบประมาณไม่เยอะด้วยนะ ของเราหารๆค่าน้ำมัน ค่าที่พักกัน หมดคนละไม่เกิน 2,000 ค่ะ เทียบกับวิว กับอากาศแล้วคุ้มมากจริงๆอ่ะ ไปเถอะ แล้วจะหลงรักเหมือนเรา

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย