Beaty Arrival

เปิด 6 สุดยอดฟีเจอร์เด็ดบน Vivo Y31 สมาร์ตโฟนน้องใหม่ ในราคาไม่ถึงหมื่น!

ในยุคปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาร์ตโฟนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในแทบทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่สมาร์ตโฟนเหมือนเป็นผู้ช่วยสุดพิเศษที่ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้อย่างราบรื่น หรือจะเป็นเพื่อนคู่ใจในช่วงเวลาพักผ่อนระหว่างทริปท่องเที่ยว สามารถเก็บภาพถ่ายสุดประทับใจ รวมทั้งใช้เป็นเพื่อนคลายเหงาเล่นเกมสนุกๆ และรับชมวิดีโอสุดโปรดในยามว่างได้อย่างลงตัว วันนี้จะพามาส่อง 6 ฟีเจอร์สุดปังบนสมาร์ตโฟนน้องใหม่ Vivo Y31 กับความสามารถที่เติมเต็มทุกประสบการณ์การใช้งาน ท้าพิสูจน์ให้เห็นกันไปเลยว่าสมาร์ตโฟนโดนๆ ไม่ได้มาพร้อมกับราคาที่แพงเสมอไป

1. โดดเด่นด้วยกล้อง AI พร้อมเก็บภาพความประทับใจ
Vivo Y31 มาพร้อมกับกล้องหลัง AI คุณภาพถึง 3 ตัว ทั้งเลนส์กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซล และ กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ให้ภาพเซลฟีสวยเป็นธรรมชาติ รวมทั้งกล้องเลนส์โบเก้ (Bokeh) และกล้องเลนส์ Super Macro ที่พร้อมให้คุณเลือกเก็บความทรงจำได้ในหลายรูปแบบ มอบโอกาสให้คุณสามารถเลือกถ่ายภาพได้ในแบบที่ถูกใจ ไม่ว่าจะเป็นการถ่าย Portrait เก๋ๆ มีโบเก้ประดับ ถ่ายวิวสวยๆ อวดเพื่อนในโซเชียล หรือถ่ายภาพกลางคืนด้วย Super Night Mode ที่อัลกอริธึมสามารถประมวลผลภาพให้คมชัดยิ่งขึ้น และยังมีฟิลเตอร์ Stylish Night ที่มาพร้อมตัวเลือกถึง 4 แบบ เรียกได้ว่างานนี้ไม่ว่าจะออกไปเที่ยวที่ไหน ก็สามารถเก็บทั้งรูปภาพและวิดีโอเป็นความประทับใจได้แบบไม่มีลืม

2. แบตเตอรี่สุดอึด พร้อมให้ใช้งานได้ตลอดวัน
เคยไหมกับการที่ออกไปทำงานนอกสถานที่แล้วแบตเตอรี่มือถือหมดกระทันหัน หรือระหว่างที่กำลังเล่นเกมมันส์ๆ แต่แบตเตอรี่ลดฮวบจนทำให้หงุดหงิด แต่ใน Vivo Y31 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุถึง 5000 mAh รองรับการชาร์จไว 18W พร้อมมอบประสบการณ์ให้คุณประทับใจได้อย่างไม่มีสะดุด จะออกไปเที่ยวที่ไหน ก็ไม่ต้องพกสายชาร์จแล้ว

3. จอใหญ่สะใจ พร้อมเติมเต็มทุกความบันเทิง
Vivo Y31 จัดเต็มกับหน้าจอ Halo FullView™ Display ขนาด 6.58 นิ้ว พร้อมความละเอียดระดับ FHD+ 1080P มอบประสบการณ์การทำงานอย่างเต็มรูปแบบ จัดการทุกงานได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เพลิดเพลินไปกับคอนเทนต์สุดโปรด ทั้งเล่นเกมและรับชมวิดีโอ และยังช่วยกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ให้คุณเต็มที่กับทุกความบันเทิงได้อย่างสบายใจ

4. สไตล์เก๋ไม่ซ้ำใคร ด้วยสีสันแบบสามมิติ
กดถ่ายภาพ Mirror Selfie กันได้แบบปังๆ เพราะตัวเครื่องของ Vivo Y31 นั้นออกแบบมาด้วยดีไซน์บางเฉียบ พร้อมสีสันสามมิติ (Dazzling 3D color) ทั้งสี Racing Black ที่มากับความเรียบหรูไร้ที่ติ และสี Ocean Blue ที่มีแรงบันดาลใจจากมหาสมุทรริมชายหาด กับระบบสแกนลายนิ้วมือด้านข้างตัวเครื่อง มอบความสะดวกให้กับการปลดล็อค

5. เร็วและแรง ด้วยชิปเซ็ตทรงพลัง
เล่นเกมได้อย่างไม่สะดุด แถมยังรับชมวิดีโอได้อย่างไม่มีกระตุก ด้วยชิปเซ็ตทรงพลัง Qualcomm® Snapdragon™ 6 Series Mobile Platform พร้อม RAM 8GB เสริมความเร็วและแรงเติมเต็มประสบการณ์การทำงานและกิจกรรมสุดมันส์บนสมาร์ตโฟนได้อย่างเต็มที่ พร้อมฟีเจอร์ Multi Turbo 4.0 เล่นทุกเกมได้ลื่นไหลกว่าที่เคย

6. Funtouch OS ระบบปฏิบัติการที่เหมาะสำหรับทุกการใช้งาน
Vivo Y31 รองรับระบบปฏิบัติการ Android11 พร้อม Funtouch OS11 ที่ใช้ง่ายสำหรับผู้ใช้ทุกวัย และมาพร้อมกับฟีเจอร์ AI Album ในเทมเพลต Vlog ให้คุณสามารถแชร์วิดิโอเก๋ๆ บนโซเชียลมีเดียได้อย่างโดดเด่นและมีสไตล์ อีกทั้งยังมอบผู้ช่วยสุดพิเศษอย่าง iManager ฟีเจอร์ที่พร้อมเป็นผู้ช่วยให้กับผู้ใช้งาน ในการตั้งค่าดูแลระบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดไฟล์ขยะ หรือสแกนปัญหาในเวลากลางคืน เรียกได้ว่านอกจากความจุ 128GB กับความสามารถในการอัพเกรดพื้นที่เก็บข้อมูลได้มากถึง 1TB แล้ว สมาร์ตโฟนของคุณยังจะสามารถมีพื้นที่หน่วยความจำเหลือว่าง ลดปัญหาเครื่องช้า และยืดอายุแบตเตอร์รี่ด้วยฟีเจอร์ที่มาพร้อมกันกับตัวเครื่องอีกด้วย


Vivo Y31 ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์เด็ด ๆ อีกมากมาย พร้อมจำหน่ายแล้วในราคาเพียง 7,499 บาท ที่ Vivo Brand Shop ทุกสาขา ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ Vivo Official Online Store

ห้างเซ็นทรัลจับมือสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) จัดงาน “Dolce Italia” รวบรวมสินค้าแบรนด์แฟชั่นสุดฮอตส่งตรงจากประเทศอิตาลี

ฯพณฯ ลอเรนโซ กาลานติ เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย และ จูเซปเป ลามัคเคีย ข้าหลวงพาณิชย์ ประจำสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) จับมือ นิโคโล กาลันเต้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เตรียมจัดงาน “Dolce Italia” รวบรวมสินค้าแบรนด์แฟชั่นสุดฮอตส่งตรงจากประเทศอิตาลี อาทิ TOD’S, Furla, Moschino, Emporio Armani, Coccinelle, M BRC, Brunos, Alviero Martini และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย มาให้นักช้อปชาวไทยได้อัปเดตเทรนด์แฟชั่นแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม ที่เดียวในประเทศไทย พร้อมการแสดงชุดพิเศษจากนักร้องและศิลปินวาดภาพชื่อดัง ที่จะเติมเต็มความสุขท่ามกลางกลิ่นอายความเป็นอิตาลี โดยงานแถลงข่าวกำหนดจัดขึ้นที่ห้องแพลตตินัม เลาจน์ ชั้น 7 (เวลา 10.30 – 12.00 น.) และมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ ที่บริเวณล็อบบี้ เลาจน์ ชั้น 1 (เวลา 18.00 – 19.00) ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2564

Under Armour เดินหน้าสนับสนุนนักกีฬาและสาวกชาวไทยผ่านช่วงเวลาอันท้าท้ายไปด้วยกัน

Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ผู้นำแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา เผยกลยุทธ์ทำตลาดเอาใจผู้บริโภคชาวไทย เดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนนักกีฬาและผู้บริโภค ด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้ผู้ใช้ก้าวสู่การพัฒนาทางด้านร่างกายและจิตใจที่ดียิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำความเป็นแบรนด์ Human Performance ที่มุ่งมั่นพัฒนาและคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของนักกีฬาอย่างต่อเนื่อง ทั้งช่วงฝึกซ้อม (Train) ช่วงการแข่งขัน (Compete) และช่วงการฟื้นฟูพละกำลัง (Recover) เพื่อเตรียมพร้อมสู่การฝึกซ้อมครั้งต่อไปสำหรับการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

โดยในปี 2021 นี้ Under Armour ต่อยอดแคมเปญ Through This Together แคมเปญระดับโลกจากปีที่แล้ว ที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของแรงผลักดันที่ช่วยให้นักกีฬามุ่งมั่นจะพัฒนาตนเองเพื่อก้าวผ่านขีดจำกัด ด้วยแคมเปญ Through The Mind และ Mental Strength พร้อมเปิดตัว UA Performance Academy แพลตฟอร์มดิจิทัลที่รวบรวมเทคโนโลยีและความรู้เพื่อการพัฒนาความแข็งแกร่งทางจิตใจไปพร้อมๆ กับความแข็งแกร่งทางร่างกาย ซึ่ง Under Armour เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงความรู้ แบบฝึกหัด เครื่องมือ และเทคนิกสุดล้ำที่นักกีฬาชั้นนำระดับโลกใช้ Under Armour ยังได้วางแผนร่วมมือกับนักกีฬาชื่อดังอย่างไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps) นักว่ายน้ำชื่อดังชาวอเมริกันผู้คว้าเหรียญรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์, จู ถิง (Zhu Ting) นักวอลเลย์บอลผู้คว้าเหรียญทองโอลิมปิกโอลิมปิก และแชมป์วอลเลย์บอลเวิลด์คัพ 2 สมัย และแอนโทนี โจชัว (Anthony Joshua) แชมป์โลก IBF รุ่นเฮฟวี่เวทจากสหราชอาณาจักร เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกปี 2012 มาแบ่งปันเรื่องราวเส้นทางการเอาชนะอุปสรรคภายในจิตใจผ่านทางแพลตฟอร์มดิจิทัลนี้

Under Armour ยังได้เผยโฉมผลิตภัณฑ์นวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำจากคอลเลกชัน Spring / Summer 2021 ที่จะช่วยสนับสนุนนักกีฬาและคนทั่วไปที่แสวงหาความเปลี่ยนแปลงเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่ง รวมไปถึง

● รองเท้าวิ่ง (Running Footwear)
- UA Flow Velociti Wind รองเท้าวิ่งใหม่ล่าสุดซึ่งเป็นไฮไลต์สำหรับปีนี้ เป็นรองเท้าวิ่งรุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยีพื้นรองเท้า Flow ต่อยอดจากรองเท้าบาสเกตบอล Curry 8 Flow มาพร้อมคุณสมบัติคืนแรงส่ง ยึดเกาะถนนได้ดี และยังมีซัพพอร์ทที่เกิดจากพื้นชั้นกลางที่ทำจากโฟมชนิดใหม่ แหวกกรอบเดิมๆ กับรองเท้าวิ่งที่ไม่ต้องใช้ยางเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ทำให้มีน้ำหนักเบาแต่ยังให้ประสิทธิภาพสูงแก่นักวิ่งผู้สวมใส่ที่รักการวิ่งด้วยความเร็วสูง สามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันMapMyRun ที่พัฒนาโดย Under Armour ได้
- UA HOVR Suite รองเท้าวิ่งจากซีรีส์ HOVR ที่ยังคงเทคโนโลยีรองรับแรงกระแทก HOVR ที่ทั้งนุ่มและยังคืนแรงส่งได้ดี กลับมาอีกครั้งกับการอัพเกรดใหม่ที่ประกอบไปด้วย HOVR Machina 2, HOVR Infinite 3, HOVR Sonic 4 ซึ่งทุกรุ่นสามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน MapMyRun ที่พัฒนาโดย Under Armour ได้

● ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง (Women Product)
Under Armour ไม่หยุดคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยเฉพาะเพื่อผู้หญิง ด้วยการนำเสนอ สปอรต์บราและเลกกิ้งที่ถูกออกแบบด้วยนวัตกรรมผ้าที่ล้ำสมัย รองรับและกระชับทุกสรีระของผู้หญิง เพื่อสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้นให้กับสาวๆ ที่มีไลฟ์สไตล์แบบแอคทีฟ ช่วยให้การออกกำลังกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันผู้หญิงสู่เป้าหมายที่ท้าทายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
- ARMOUR MID CROSSBACK Bra ที่เก็บทรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สวมใส่ง่าย มาพร้อมกับรองรับหน้าอกขณะเคลื่อนไหวได้ดียิ่งขึ้น
- UA Infinity Bra สร้างด้วยนวัตกรรมผ้าของ Under Armour ที่ลํ้าหน้าที่สุด ทำให้บรานี้มีนํ้าหนักเบา ไร้รอยต่อ และแห้งเร็วที่สุดในบรรดาสปอร์ตบราของ Under Armour ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
- UA Rush Bra บราดีไซน์มินิมอล ที่สามารถปรับความกระชับได้ดียิ่งขึ้น
- UA No-slip Waistband เลกกิ้งที่มาพร้อมลายปริ้นท์ซิลิโคนสองชั้นตรงช่วงเอว เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและขจัดปัญหาขอบกางเกงม้วนตัวระหว่างออกกำลังกาย แต่ยังคงความสบายทุกครั้งที่สวมใส่

● Curry Brand
- สินค้าภายใต้แบรนด์ Curry จาก สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ (Stephen Curry) นักกีฬาบาสเกตบอลชื่อดังระดับโลก ที่มีทั้งรองเท้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์อื่นๆ ที่สร้างสรรค์จากนวัตกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพจาก Under Armour ที่มาพร้อมเรือธงอย่าง Curry 8 FLOW รองเท้าบาสเกตบอลคู่แรกที่ไม่ใช้ยางเป็นส่วนประกอบ แต่ยังคงสามารถยึดเกาะพื้นสนามได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับตอบสนองด้วยแรงส่งจากโฟมชนิดใหม่ล่าสุด กลายเป็นรองเท้าบาสเกตบอลที่เปลี่ยนเกมไปตลอดกาล

● ผลิตภัณฑ์เพื่อการฝึกซ้อม (Training)
- Rush คอลเลกชันเสื้อผ้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตนักกีฬาระหว่างการฝึกซ้อม ด้วยเทคโนโลยีเนื้อผ้าที่มีแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบ ช่วยสะท้อนพลังงานที่ร่างกายปล่อยออกมาระหว่างการออกกำลังกายกลับคืนสู่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้นักกีฬาออกกำลังกายได้มากขึ้นและยาวนานยิ่งขึ้น
- Project Rock คอลเลกชันเสื้อผ้าและอุปกรณ์ออกกำลังกาย จาก ดเวย์น 'เดอะ ร็อค' จอห์นสัน ที่เป็นไลน์ซิกเนเจอร์ของ Under Armour ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เราฝ่าฟันความยากลำบากต่างๆ และบรรลุทุกความสำเร็จไปให้ได้ ผ่านคติการฝึกฝนและทำงานหนัก หรือ Through The Work

● ผลิตภัณฑ์เพื่อการฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลังกาย (Recover)
UA Recover คอลเลกชันเสื้อผ้าที่มีเทคโนโลยีอินฟราเรดคืนพลังงานกลับสู่ร่างกายเพื่อลดความล้าของกล้ามเนื้อ พร้อมให้ความรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่


ในปีนี้ Under Armour ยังได้ร่วมมือกับนักกีฬา แอมบาสเดอร์ และอินฟลูเอนเซอร์สายแอคทีฟไลฟ์สไตล์ชาวไทยหลายท่าน เช่น ซาร่า นุศรา ต้อมคำ นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทย และ เอ็ม วุฒิชัย มาสุข นักมวยสากลสมัครเล่นเจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ปี 2014 ที่จะมาแบ่งปันเรื่องราวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภคชาวไทย ให้ก้าวผ่านทุกขีดจำกัดและมุ่งสู่เป้าหมายไปด้วยกัน

สามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ Under Armour และโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครได้ที่ช่องทางต่อไปนี้
- เว็บไซต์ www.underarmour.co.th
- Line Official Account @underarmourth
- ร้านค้าทางการของ Under Armour บน Lazada
- ร้านค้าทางการของ Under Armour บน Shopee

‘Momoko’ เปิดตัวลักชัวรีช้อป ที่แรกในเมืองไทย @ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

ครั้งแรกในเมืองไทย กับมิติใหม่แห่งการสปากระเป๋าและรองเท้าแบรนด์เนม ‘โมโมโกะ แบค แอนด์ ชูส์ สปา’ (Momoko Bag & Shoes Spa) เปิดตัวลักชัวรีช้อป สปา กลางศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว พิเศษสุดกับการฉลองเปิดอย่างเป็นทางการ มอบของขวัญสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้าใช้บริการตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์

นายวัชรินทร์ เตมีซิว ผู้จัดการการตลาด บริษัท โมโมโกะ แบค แอนด์ ชูส์ สปา เปิดเผยว่า “วิถีชีวิตในยุค Next Normal ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ความปลอดภัยและสุขอนามัยกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การใช้แอลกอฮอล์ล้างมือ การเว้นระยะห่างทางสังคม และการลดสัมผัสพื้นที่ที่ผู้คนหนาแน่น สู่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตวิถีใหม่ ทาง โมโมโกะ แบค แอนด์ ชูส์ สปา จึงต้องการเพิ่มระดับการดูแลลูกค้า ที่เข้ามาใช้บริการสปารองเท้าหรือกระเป๋าแบรนด์เนมให้ดียิ่งขึ้น โดยมอบประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟ กับการรีโนเวทลักชัวรีช้อป สปา กลางศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ให้เป็นสาขานำร่องยกระดับการให้บริการ ในรูปแบบลักชัวรีช้อป ภายใต้แนวคิด Executive lounge ชูความหรูหรา ดีไซน์โดดเด่นทันสมัย และยังคงบริการครบวงจรทั้งสำหรับการดูแลกระเป๋าและรองเท้า มากไปกว่านั้นคือการคำนึงถึงความสะดวกสบายของลูกค้า โดยจัดสรรพื้นที่จุดบริการรับรอง พร้อมเครื่องดื่ม และจุดให้บริการชาร์จไฟฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่รอมารับส่ง กระเป๋าและรองเท้า สามารถนั่งพักได้ โดยตั้งเป้าให้ โมโมโกะ แบค แอนด์ ชูส์ สปา เป็นศูนย์กลางจุดนัดพบของคนรักกระเป๋าและรองเท้าแบรนด์เนม ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ พร้อมยกระดับนิวนอร์มอลให้สอดรับกับลักชัวรีไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดี”

ฉลองปรับโฉมร้านใหม่ ‘โมโมโกะ แบค แอนด์ ชูส์ สปา’ มอบสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการ เพียงลงทะเบียนออนไลน์ผ่าน www.momokobagspa.com สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียน 100 ท่านแรก รับบัตรกำนัล เคลือบกันแดดกระเป๋า (UV Protection) มูลค่า 4,500 บาท นอกจากนี้ยังมีของขวัญสุดพิเศษ ด้วยแพ็กเกจโปรโมชั่น 1 แถม 1 ไม่ว่าจะเป็น แพ็กเกจพื้นคืนชีพกระเป๋าและรองเท้า มูลค่า 6,500 บาท แพ็กเกจเคลือบ 4 in 1 ทั้งกระเป๋าใหญ่ 5,000 บาท, Wallet on chain 3,500 บาท และรองเท้า 3,500 บาท และแพ็กเกจ Prefect Heels (ฟื้นคืนชีพรองเท้า) มูลค่า 4,500 บาท นอกจากนี้ยังลุ้นรับส่วนลดสุดพิเศษ สำหรับครั้งต่อไป สูงสุด 50 % ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2564 เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 063-191-9777 หรือติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook, Instagram momokobagspa และ Line Official : @momokok.care1

ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก (ราชประสงค์) ร่วมกับ ร้าน Hinoya Curry จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ

ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก (ราชประสงค์) ร่วมกับ ร้าน Hinoya Curry ข้าวแกงกระหรี่ดีกรีแชมป์ จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ!!! เพียงรับทานอาหารในร้านครบ 300 บาท ได้รับสิทธิ์เปิดซองแดงรับคำอวยพร และลุ้นทันที!!! รับฟรี จัสท์ ดริ้งค์ (Just Drink) นมพลาสเจอร์ไรส์ รสชานม ต้นตำรับจากไต้หวัน 1 ขวด จำนวนจำกัด ณ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเดอะ มาร์เก็ต แบงคอก (ราชประสงค์) ทั้งนี้เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ตั้งเเต่วันนี้ - วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB Page : TheMarketBangkok

มูลนิธิรามาธิบดีฯ x Aristotle ชวนคนไทยส่งต่อ ‘ดอกกุหลาบไร้หนาม’ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย

วันแห่งความรักปีนี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯ รวมพลังสร้างสรรค์กับ Aristotle (อริสโตเติ้ล) แบรนด์กระเป๋าชื่อดังสัญชาติไทย แบ่งปันความงามที่สัมผัสได้และอีกความหมายที่ลึกซึ้งของ ดอกกุหลาบ ผ่านผลงานการออกแบบบนแรงบันดาลใจจาก คำว่าให้ … ไม่สิ้นสุด พร้อมชวนคนไทยส่งต่อของที่ระลึกคอลเลคชั่นดอกกุหลาบไร้หนาม ให้ความสุขผลิบานและงอกงามในสังคมไทย

● อีกแง่งามของศิลปะและแฟชั่น
Aristotle แบรนด์กระเป๋าที่เกิดจากความตั้งใจและการปลุกปั้นของสองหัวเรือใหญ่ เติ้ล-ภณ รักสกุลนิตย์ และ โตโต้-อัฏฐนัน หงส์มณี ที่ผลิดอกอวดโฉมและสร้างความโดดเด่นในแวดวงแฟชั่นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 นอกจาก
ความงดงามของลวดลายดอกกุหลาบและเทคนิคเย็บนูนอันเป็นเอกลักษณ์ ยังมีอีกแง่งามที่ Aristotle ยึดถือและซึมซับ จนเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของแบรนด์ อย่าง “การเป็นผู้ให้” ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือและแบ่งปันความสุขตอบแทนกลับคืนสู่สังคมในหลากหลายรูปแบบเสมอมา

“เติ้ล” ภณ รักสกุลนิตย์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง พร้อมด้วย “พล” ภูไท อสิพงษ์ ดีไซเนอร์คนเก่งของแบรนด์ เล่าให้ฟังถึงโปรเจคการกุศลล่าสุดของ Aristotle ร่วมกับ มูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นครั้งแรก และอีกบทบาทในฐานะศิลปินจิตอาสาของทั้งคู่ว่า “วัฒนธรรมแห่งการให้ เป็นสิ่งที่พวกเราปลูกฝังในครอบคร้ว Aristotle เสมอมา เราเองเชื่อในพลังของความร่วมมือและต้องการมีส่วนช่วยสนับสนุนพันธกิจของมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข และช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงการรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพให้กับคนไทยทุกคนในทุกระดับชั้น ซึ่งทีมงานทุกคนรู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีที่ได้นำงานศิลปะและความรู้เรื่องแฟชั่นที่เราทำอยู่มาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม ในครั้งนี้เป็นอย่างมาก”

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ Aristotle มีส่วนในการออกแบบกระเป๋าที่ระลึกการกุศลจำนวน 6 แบบ ผ่านการนำศิลปะและลายเส้นดอกกุหลาบสีแดงมาร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่าที่มีความหมาย โดยรายได้จากการจัดจำหน่ายจะนำไปสมทบทุนกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในหลากหลายภารกิจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การแก้ปัญหาความขาดแคลนของเครื่องมือแพทย์ การสร้างโอกาสในการรักษาให้กับผู้ป่วยยากไร้ที่ไม่สามารถรับภาระค่ารักษาได้ ไปจนถึงการช่วยเตรียมความพร้อมทางด้านบุคลากร และงานวิจัยเพื่อการรับมือต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เป็นต้น

● ดอกกุหลาบไร้หนาม กับบางเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ในส่วนของแรงบันดาลใจในการออกแบบคอลเล็กชั่นกระเป๋าที่ระลึกการกุศลครั้งนี้สองศิลปินจิตอาสาบอกว่า “มีที่มาจากปณิธานของมูลนิธิรามาธิบดีฯ หรือคำว่าให้… ไม่สิ้นสุด เราเลือกลายเส้นเป็นดอกกุหลาบ เพราะดอกกุหลาบสีแดงเป็นสัญลักษณ์สากลที่แสดงถึงความรัก ทั้งยังเป็นลวดลายที่แสดงถึงตัวตนของ Aristotle และสอดคล้องกับสีแดงจากหัวใจอินฟินิตี้ สัญลักษณ์ของที่ระลึกของมูลนิธิ ที่สื่อถึงการให้ที่มอบความสุขใจทั้งต่อผู้ให้และผู้รับอย่างไม่สิ้นสุด”

“เราเชื่อว่า ทุกๆการให้ จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ และสร้างคุณาประโยชน์ได้อีกมากมาย
ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาที่ว่าทำไมเราถึงออกแบบลวดลายให้มีลักษณะพันเกี่ยวกันไปมา ก็เพราะว่าต้องการสื่อถึงอีกความหมายของดอกกุหลาบที่งอกงามมาจากเมล็ดพันธุ์แห่งการให้นี้ว่า ‘ความสุขจากการแบ่งปัน’ เป็นดอกกุหลาบพันธุ์เลื้อยที่แตกกิ่งก้านต่อไปได้เรื่อยๆ มอบความอิ่มเอิบใจต่อผู้ที่พบเห็นได้ตลอดเส้นทาง ที่แม้บางเส้นทางนั้นอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบก็ตาม” คุณพล หนึ่งในศิลปินจิตอาสา ผู้มีแพชชั่นด้านศิลปะและการออกแบบ กล่าวเสริมได้อย่างเห็นภาพ

“สังเกตไหมว่า ดอกกุหลาบบนกระเป๋าทุกใบนั้นไม่มีหนาม?” คุณเติ้ล อีกศิลปินจิตอาสา กล่าวถามชวนให้คิดตาม ก่อนอธิบายปิดท้ายพร้อมรอยยิ้มและดวงตาที่เป็นประกายว่า “ด้วยเพราะเราปรารถนาให้ผู้ใช้กระเป๋ามีความสุข และผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการต่างๆ หรือได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิรามาธิบดีฯ พ้นจากอุปสรรคขวากหนามที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ อีกความงดงามที่อยากให้เป็นรูปธรรมและจับต้องได้นี้ จึงถูกนำมาสื่อสารไว้บนกระเป๋าดอกกุหลาบไร้หนามของผู้มีจิตศรัทธาทุกคน ในโอกาสวันแห่งความรักปีนี้”

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมส่งต่อดอกกุหลาบไร้หนาม สร้างความสุขให้ผลิบานในสังคมไทย เติมเต็มความหวัง และสร้างโอกาสในการรักษาให้กับผู้ป่วยยากไร้ทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุนกระเป๋าที่ระลึกคอลเลคชั่นมูลนิธิรามาธิบดีฯ x Aristotle ทั้ง 6 แบบ ราคาเริ่มต้น 229 – 329 บาท ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป โดยสามารถสั่งซื้อสินค้าหรือร่วมสมทบทุนบริจาคได้ที่ มูลนิธิรามาธิบดีฯ หรือทุกช่องทางของมูลนิธิรามาธิบดีฯ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION และ www.ramafoundation.or.th หรือโทร 02 201 2222

Watsons #สวยครบจบที่วันบาท โปรโมชั่นยืนหนึ่งตลอดกาล

กลับมาอีกครั้งกับโปรโมชั่นสุดคุ้ม!! #สวยครบจบที่วันบาท
โปรโมชั่นยืนหนึ่งตลอดกาลที่ไม่ควรพลาดแม้แต่นาทีเดียว

กลับมาไวเหมือนติดสปีด! วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย ส่งโปรปังต้อนรับปีวัวด้วย “Watsons 1 Baht” ซื้อชิ้นที่ 2 ในราคาบาทเดียว เอาใจนักช็อปช่วงกักตัวที่ต้องเน้นกักตุนแบบจัดหนัก ทั้งของใช้ส่วนตัว สกินแคร์ เครื่องสำอาง และสินค้าเสริมสุขภาพ เสิร์ฟความสุขให้คุณได้สวยยิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน

พบกับโปรโมชันความสวยยืนหนึ่งตลอดกาลได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ถึง 24 มีนาคม 2564 ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศไทย หรือช้อปออนไลน์ผ่านวัตสันออนไลน์ และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วัตสันทุกสาขา, Line Official @WatsonsTH เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือแอปพลิเคชัน WatsonsTH ทั้ง PlayStore และ AppStore

#ชิ้นที่สอง 1 บาท รีบช้อปเลยที่เว็บไซต์ Watsons!

รวมรายการสินค้าร่วมรายการที่น่าสนใจ เช่น
- การ์นิเย่มาสก์ 1ชิ้น ทุกสูตร ราคาปกติ 69-79บาท ชิ้นที่สอง 1 บาท
- เมย์เบลลีน เดอะ ครีมมี่ แมท ลิป เรด รีมิกซ์ ราคาปกติ 179บาท ชิ้นที่สอง 1 บาท
- วัตสันทรีทเมนท์แว็กซ์ 500 มล. ราคาปกติ 129 บาท ชิ้นที่สอง 1 บาท
- น้ำยาบ้วนปากลิสเตอรีน 500มล ราคาปกติ 129-136 บาท ชิ้นที่สอง 1 บาท
- คอลลี่ ไลโคพีน 6,500มก. ราคาปกติ 494 บาท ชิ้นที่สอง 1 บาท
- มิซึมิ สมูธ คลีนซิ่ง วอเตอร์ 500มล. ราคาปกติ 490 บาท ชิ้นที่สอง 1 บาท
- มีส์ซองแซน ฮัลโลบับเบิ้ล คัลเลอร์ (ทุกสี) ราคาปกติ 399 บาท ชิ้นที่สอง 1 บาท

ลอรีอัล ประเทศไทยส่งลิปสติกแบบซองแบรนด์ เมย์เบลลีน นิวยอร์ก ปลุกตลาดเครื่องสำอางช่องทางร้านสะดวกซื้อ

ลอรีอัล ประเทศไทย เดินหน้าปลุกตลาดความงาม ส่งลิปสติกจิ้มจุ่มแบบซอง จากเมย์เบลลีน นิวยอร์ก แบรนด์เครื่องสำอางอันดับ 1 ของโลก เพิ่มทางเลือกแก่ผู้บริโภคไทยผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อและไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ



ด้วยสถานการณ์โควิดที่มีผลกระทบต่อสุขภาพจิตและกำลังใจของคนไทย ผลสำรวจจากอิปซอสส์รายงานว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามได้รับผลกระทบดังกล่าว และรายงานจากกูเกิ้ลยังพบว่าคนไทยมีการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้ามากขึ้นถึง +37% นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังพบว่าเครื่องสำอางเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้บริโภคใช้เสริมแต่งเพื่อสร้างอารมณ์และความรู้สึกเชิงบวก



แบรนด์เมย์เบลลีน นิวยอร์ก เป็นแบรนด์เมคอัพตัวท๊อปที่ประสบความสำเร็จและครองใจสาวไทย ด้วยราคาที่เข้าถึงได้และคุณภาพมาตรฐานระดับโลก โดยมีผลิตภัณฑ์เรือธงยอดขายอันดับ 1 หลากหลายผลิตภัณฑ์ อาทิ รองพื้นฟิตมี ลิปสติกจิ้มจุ่มขายดีหลากหลายรุ่น และ มาสคาร่าไฮเปอร์เคิร์ลยอดขายอันดับ 1 ตลอดกาล



“เมย์เบลลีน นิวยอร์ก เซนเซชั่นแนล ลิควิด แมท เป็นลิปสติกแบบจิ้มจุ่ม ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในประเทศไทย โดยเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคไทยได้มากขึ้น เราได้ขยายรูปแบบผลิตภัณฑ์ แบบแท่งสู่แบบซองเป็นครั้งแรก โดยมีดีไซน์บรรจุภัณฑ์แตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นในตลาด เราต้องการทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและเพลิดเพลินกับผลิตภัณฑ์ที่สีสันสวยงามและคุ้มค่าได้อย่างสะดวกสบาย” นางอินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล ประเทศไทย กล่าว



“อุตสาหกรรมความงามในประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ก่อนสถานการณ์โควิดย้อนไปตั้งแต่ปี 2556 อุตสาหกรรมความงามไทยเติบโตโดยเฉลี่ยประมาณกว่า 7% ทุกปี แม้ในปี 2563 จะเป็นปีที่ท้าทายที่อุตสาหกรรมความงามได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องสำอางและมีผู้เล่นแข่งขันในตลาดมากมาย แต่ ลอรีอัล ประเทศไทย ยังสามารถครองตำแหน่งบริษัทยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและเครื่องสำอางในประเทศไทยในปัจจุบัน และเรามั่นใจว่าด้วยนวัตกรรม คุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของเรา รวมถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จะสามารถทำให้เราก้าวสู่ตำแหน่งบริษัทบิวตี้เทคอันดับหนึ่งในประเทศไทย” นางอินเนส คาลไดรา กล่าวเสริม



เมย์เบลลีน นิวยอร์ก เซนเซชั่นแนล ลิควิด แมท แบบซอง มาพร้อม 4 เฉดสี เนื้อแมทสีแน่น สดชัด เกลี่ยลื่น ไม่แห้ง ไม่หนักปาก สีสวยเหมาะอินเทรนด์ กับทุกลุค มีจัดจำหน่ายแล้ว ในราคาขายแนะนำ 59 บาท ที่โลตัส โลตัสเอ็กซ์เพรส มินิบิ๊กซี ซีเจ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และ ร้านค้าเครื่องสำอางทั่วไป

“แฟนต้า” เปิดตัวครั้งแรก “แฟนต้า ไม่มีน้ำตาล” กลิ่นส้มและสตรอเบอร์รี่ 2 รสชาติทางเลือกใหม่ สนุกซ่า กลิ่นผลไม้ อร่อย ต้องลอง

‘แฟนต้า’ โดย กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย อันประกอบไปด้วย บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวแฟนต้า สูตรไม่มีน้ำตาลเป็นครั้งแรก กับ 2 รสชาติ แฟนต้า กลิ่นส้ม และแฟนต้า กลิ่นสตรอเบอร์รี่ ที่พกความสนุก ซ่า พร้อมความอร่อยของกลิ่นผลไม้ แต่ปราศจากน้ำตาล การันตีด้วยสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice)[1] ตอกย้ำความเป็นในผู้นำตลาดน้ำสี ที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค เพื่อก้าวสู่การเป็นบริษัทเครื่องดื่มเต็มรูปแบบ

นางสาวมัณฑนา หล่อไกรเลิศ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมื่อเทรนด์เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลยังคงมาแรงต่อเนื่อง ‘แฟนต้า’ ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มอัดลมกลิ่นผลไม้ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาด 67.1%[2] จึงได้คิดค้นและพัฒนาทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล และยังคงต้องการเติมสีสัน ความสนุกซ่าให้ชีวิต ตอบโจทย์ด้วยแฟนต้า ไม่มีน้ำตาล กลิ่นส้ม และกลิ่นสตรอเบอร์รี่ ความอร่อย มันส์ ซ่า ที่ต้องลอง เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทที่จะก้าวสู่การเป็นบริษัทเครื่องดื่มเต็มรูปแบบ ที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ แฟนต้ายังได้จัดเตรียมกิจกรรมทางการตลาด ทั้งโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล สื่อนอกบ้าน การสื่อสาร ณ จุดขายและในร้านค้า ไปจนถึงการร่วมมือกับเพจชื่อดังด้านการรีวิวขนมอย่างเพจ ‘กินหนม’ พร้อมสร้างคอนเทนต์มันส์ๆ และกิจกรรมสนุกซ่าตลอดทั้งแคมเปญ เพื่อตอกย้ำความเป็นเครื่องดื่มที่เสริมรสชาติในการดื่มควบคู่กับขนมขบเคี้ยว”

แฟนต้า กลิ่นส้ม และกลิ่นสตรอเบอร์รี่ สูตรไม่มีน้ำตาล ได้รับการรับรองสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice) จากมูลนิธิส่งเสริมโภชนาการฯ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล วางจำหน่ายให้ได้ลิ้มลองความอร่อย มันส์ ซ่า หอมกลิ่นผลไม้ แบบปราศจากน้ำตาลได้แล้ววันนี้ ในบรรจุภัณฑ์และขนาดที่หลากหลาย ทั้งแบบกระป๋องขนาด 325 มิลลิลิตร ขวดพลาสติก PET ขนาด 330 มิลลิลิตร ขวดพลาสติก PET ขนาด 500 มิลลิลิตร และพบกับขวดพลาสติก PET ขนาดใหญ่ 1.5 ลิตรได้ในเดือนมีนาคม ที่ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ


***
[1] กลุ่มเครื่องดื่ม ประเภทน้ำอัดลม น้ำตาลทั้งหมด ≤ 6 กรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร และ ไม่เกิน 18 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบรรจุ เฉพาะเครื่องดื่มที่มีหนึ่งหน่วยบริโภคมากกว่า 150% ของหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง และขนาดบรรจุไม่เกิน 500 มิลลิลิตร โซเดียม ≤ 40 มิลลิกรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร อ้างอิงตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณาสัญลักษณ์โภชนาการอย่างง่าย ตามประกาศคณะอนุกรรมการพัฒนาเเละส่งเสริมการใช้สัญลักษณ์โภชนาการอย่างง่าย
[2] การคำนวณข้อมูลตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลม ของโคคา-โคล่า ส่วนหนึ่งอ้างอิงจากข้อมูลดัชนีค้าปลีกรายเดือน ที่รายงานโดย Nielsen สำหรับตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลม ในช่วงเวลา 12 เดือน สิ้นสุด ณ เดือนธันวาคม พ.ศ.2563 ซึ่งเป็นข้อมูลของตลาดในประเทศไทย ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ Nielsen (Copyright © 2020, Nielsen)

เอาใจติ่ง MUJI ให้หายคิดถึงญี่ปุ่น ปรับราคาครั้งใหญ่ รวบตึง 217 ไอเทม เตรียมรับซัมเมอร์ 2021

มูจิ ประเทศไทย เปิดศักราชใหม่ ประกาศปรับราคาสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน รวม 217 รายการ สานต่อกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์ในประเทศไทย เพื่อให้ผู้บริโภคไทยเข้าถึงสินค้ามูจิ (MUJI) ได้ง่ายและมากขึ้น หนุนแฟนคลับไทยช้อปสินค้าญี่ปุ่นให้หายคิดถึง รับสถานการณ์การเดินทางไปต่างประเทศยังมีข้อจำกัดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยสินค้าจำนวน 212 รายการจาก 217 รายการที่ปรับราคาในครั้งนี้มีจำหน่ายทั้งที่สาขาและทางออนไลน์ของ MUJI ผ่านทาง Central Online ตลอด2 ปีที่ผ่านมา MUJI ได้ปรับลดราคาสินค้ารวม 1,033 รายการ และยังคงมุ่งมั่นในการบริหารจัดการกระบวนการผลิต รวมทั้งการกระจายสินค้าให้สามารถปรับราคาสินค้าลงอย่างต่อเนื่องเพื่อผู้บริโภคไทยได้อีก

นายอกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ MUJI คือให้สินค้า MUJI สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น ผ่านกลยุทธ์การตลาดด้านราคาและการกระจายสินค้า โดยด้านกลยุทธ์ด้านราคานั้น MUJI ได้ทยอยปรับราคาสินค้าที่นำมาจำหน่ายในประเทศไทยลงตั้งแต่ปี 2562 โดยเริ่มต้นจากสินค้ากลุ่มกลุ่มเสื้อผ้า และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน ควบคู่กับการสื่อสารราคาใหม่ ณ จุดขาย ให้กับลูกค้าที่มาเลือกซื้อสินค้าที่สาขา และได้พยายามปรับราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องในปี 2563 ที่ผ่านมา อาทิ เสื้อยืดคอกลมรุ่นเบสิก กางเกงขายาว ชุดชั้นใน ถุงเท้า เครื่องเขียน สินค้าเพื่อสุขภาพ เป็นต้น รวม 769 รายการ

ล่าสุด เปิดศักราชใหม่ ปี 2564 นี้ MUJI เดินหน้าปรับราคาสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า จำนวน 38รายการ และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน จำนวน 179 รายการ รวมจำนวนสินค้าที่ปรับราคาลงในครั้งนี้ทั้งสิ้นกว่า 217 รายการ เพื่อให้ผู้บริโภคไทยสามารถเข้าถึงสินค้า MUJI ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น ประกอบกับเป็นการช่วยตอบโจทย์ข้อจำกัดของการเดินทางไปต่างประเทศในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ที่ยังคงเอื้ออำนวยให้ผู้บริโภคได้ท่องเที่ยวและซื้อสินค้าที่ชื่นชอบจากประเทศที่ไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะสินค้าจากญี่ปุ่น ทั้งนี้ สินค้าที่ปรับลดราคา ในกลุ่มเสื้อผ้า ได้แก่ รายการสินค้าเสื้อผ้าเบสิก ทั้งเสื้อเชิ้ต เสื้อยืดคอกลม กางเกงยืน กางเกงชิโน่ และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน ทั้งผ้าคลุมเตียง (Duvet) หมอน (Pillow) ปูเตียง (Bed Linen) กล่องพลาสติกสำหรับเก็บของ (PP Storage) และ เฟอร์นิเจอร์ ได้แก่ เตียง (Bed) เก้าอี้ยาว (Couches) รวมทั้ง โต๊ะและเก้าอี้ (Tables & Chairs) เป็นต้น

ทั้งนี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา MUJI ได้ปรับราคาขายปลีกสินค้าลง โดยในปี 2562 ได้ปรับลงราคาสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน รวม 264 รายการ และในปี 2563 ที่ผ่านมา ได้ทำการปรับราคาสินค้า MUJI ในประเทศไทยรวม 769 รายการ โดยแบ่งเป็นสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้า จำนวน 127 รายการ และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน 642 รายการ โดยในปี 2564 นี้ MUJI เริ่มต้นปีด้วยการปรับสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าและสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน รวม 217 รายการ ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นไป นอกจากนี้ MUJI มีแผนที่จะปรับราคาอีกหลายรายการในปีนี้

“เราพบว่ากลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น คิดถึงการเดินทางท่องเที่ยวและการช้อปปิ้งสินค้าตอนท่องเที่ยว แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญกับการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยจะเห็นว่ามีผู้บริโภครีโพสต์ภาพการท่องเที่ยวต่างประเทศที่ผ่านมา ก่อนสถานการณ์โควิด-19 ในโซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ MUJI ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว รวมทั้งลูกค้าที่เป็นแฟนสินค้า MUJI และผู้บริโภคทั่วไปได้ใช้สินค้า MUJI ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า ทั้งนี้ เรายังคงพยายามที่จะปรับราคาสินค้าลงต่อไป” นายอกิฮิโร่กล่าว

อนี่ง MUJI มุ่งมั่นในการนำเสนอสินค้าคุณภาพดี มีประโยชน์ ในราคาที่สมเหตุสมผลให้กับผู้บริโภคในประเทศไทย ด้วยเป้าหมายให้ MUJI เป็นแบรนด์สินค้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น โดยการปรับราคาสินค้าเกิดจากการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง การลดกระบวนการการผลิตที่ไม่จำเป็น แต่ยังคงเพิ่มประสิทธิผลในการผลิตที่ได้คุณภาพ หรือแม้แต่การบริหารจัดการกระบวนการกระจายสินค้า เพื่อให้มีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนภาพรวมของสินค้าได้ดีที่สุด และนำประโยชน์จากกระบวนการดังกล่าวไปส่งต่อสู่ลูกค้า ซึ่งผู้บริโภคในประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าคุณภาพมาตรฐาน MUJI ได้ในราคาที่จับต้องได้และสมเหตุสมผล