ไขปัญหากรณีกินวิตามินซีกับกุ้งแล้วตายที่มากับFW

PARABOLA

PARABOLA

ดู Profile

สวัสดีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆชาวจีบันทุกคนนะคะ ชื่อโบ นะคะ

สืบเนื่องจาก ตอนนี้โบทานวิตามินซีอยู่ แล้วได้อ่านฟอร์เวิดเมล์ เกี่ยวกับวิตามินซีกับกุ้ง

คิดว่าเพื่อนๆหลายคนคงอาจเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว โบอ่านแล้วก็ตกใจ

หลอน แบบไม่กล้ากินกุ้งไปเลยค่ะ แต่ วันนี้ได้หาข้อมูลจากข่าวต่างๆมาไขข้อข้องใจกับเรื่องนี้

เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนที่ทานวิตามินซีอยู่นะคะ





======================================================================



เนื้อหา FW MAIL ค่ะ



เสียเวลาอ่านนิดนึ่งนะ...อันตรายทีไม่มีใครรู้...มาก่อน



ไต้หวัน-- --

หญิง คนหนึ่งเลือดออกทางทวารทั้ง 7 โดยไม่รู้สาเหตุ เสียชีวิตในข้ามคืนเดียว

จากการชันสูตรศพเบื้องต้น ลงความเห็นว่าตายเพราะ พิษสารหนู แล้วสารหนูมาจากไหนล่ะ



ตำรวจเริ่มสืบสวนในวงกว้าง และเชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี



ศาสตราจารย์ ตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เปิดโปงสาเหตุการตายฉับพลัน

" ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่ตายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกมันฆ่า " ศาสตราจารย์ฟันธง

ผู้คนงงเป็นไก่ตาแตก อะไรคือ " มันฆ่า " แล้วสารหนูมาจากไหน



ศาสตราจารย์ กล่าวว่า สารหนูเกิดในกระเพาะผู้ตาย ผู้ตาย กินวิตามินซี ทุกวัน นี่ไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาอยู่ที่เธอกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น กินกุ้ง โดยลำพังก็ไม่มีปัญหา คนในบ้านกินกันก็ไม่เห็นเป็นไร

แต่ผู้ตายกินวิตามินซีพร้อมกันด้วย ปัญหาจึงเกิดตรงนี้แหละ



นัก วิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทำการทดลอง พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่นกุ้งมีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As O หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็ นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As O หรืออาเซนิกไตรออกไซด์ซึ่งมีพิษ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า สารหนู นั้นเอง



พิษสารหนูจะทำให้ การทำงานของเส้นโลหิตฝอยและเอนไซม์ของซัลฟีดรีลขัดข้อง เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจ ตับ ไต และลำไส้ เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้น ผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด



เพราะฉะนั้น ในระยะที่รับประทานวิตามินซี ต้องงดกินอาหารประเภทกุ้ง เพื่อความไม่ประมาท









****************************************************************************************************






แต่พอค้นหาจากอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับความจริงจึงได้พบข้อมูลจาก ข่าวของ สนุก.คอม ได้ข้อมูล ดังนี้



อย.เตือนอย่าหลงเชื่อ กินวิตามินซีกับกุ้งตาย

โดย มติชน วัน พุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2550 08:50 น.



กรณี ที่มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่งต่อ (ฟอร์เวิร์ด อี-เมล) ที่ระบาดในอินเตอร์เน็ต อย่างมาก 

เนื้อหาในอี-เมลฉบับดังกล่าว ระบุว่า มีหญิงชาวไต้หวันได้เสียชีวิตจากการรับประทานวิตามินซีและ

กุ้งในปริมาณที่ มาก ซึ่งการรับประทานอาหารทั้ง 2 พร้อมกันทำให้เกิดเป็นปฏิกิริยาเคมีแปรรูปเป็นสารหนูได้นั้น



วันที่ 23 ตุลาคม นพ.ศิริวัฒน์ ทิพยธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สารหนูมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือสารหนูอินทรีย์ ซึ่งมีพิษต่ำมาก ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต

และสารหนูอนินทรีย์ มีพิษร้ายแรงสามารถนำไปผลิตเป็นยาพิษฆ่าคนได้ โดยสารหนูอินทรีย์ จะพบมาก

ในอาหารทะเลทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจงเป็นกุ้งเท่านั้น และยังไม่มีรายงานการเกิดพิษจากสารหนูอินทรีย์

ดังนั้น การรับประทานอาหารทะเลในระดับปกติ หรือมากกว่าปกติก็จะไม่สามารถได้รับพิษจากสารหนูได้เลย

ยกเว้นสัตว์ทะเล บริเวณที่จับได้ มีการปนเปื้อนของสารหนูในปริมาณที่สูงมากๆ ผู้บริโภคจะได้รับพิษจากสารหนู ไม่มีทางเป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคอาหารทะเลที่มาจากแหล่งทะเลทั่วๆ ไป ร่วมกับวิตามินซีแล้วจะเกิดพิษเฉียบพลัน




นพ.ศิริวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับปฏิกิริยาเคมีที่ใช้สารกลุ่มวิตามินซี ในการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารพิษนั้น

อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่เป็นปฏิกิริยาภายนอกร่างกายเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารทะเลหรือกุ้งไปทำปฏิกิริยา

กับวิตามินซีในร่างกายแต่ อย่างใด



หน้า 5



และอีกที่หนึ่งข่าว ว่าดังนี้



มหิดลชี้อีเมล์"ห้ามกินกุ้งพร้อมวิตามินซี"หลอกลวง



นัก ท่องเว็บตื่นอีเมลลูกโซ่สยอง อ้างหญิงไต้หวันเลือดออกทั่วตัวจนตาย เพราะชอบกินกุ้งพร้อมวิตามินซี

เว็บบอร์ดหลายแห่งนำมาโพสต์ว่าห้ามกินกุ้งเพราะมีสารหนูผสม สร้างความหวาดวิตกให้ผู้บริโภค

ด้านผอ.สถาบันวิจัยโภชนาการ ม.มหิดล ชี้เป็นอีเมลหลอกลวง ไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยันชี้

กินกุ้งพร้อมวิตามินซีปลอดภัยไม่กลายพิษเป็นสารหนู



ปัจจุบัน ข้อมูลความรู้ด้านต่างๆที่เป็นประโยชน์ ได้ถูกส่งผ่านทางอีเมลไปยังผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกือบ

10 ล้านคนทั่วประเทศไทย ขณะเดียวกันก็มีอีเมลหลอกลวงที่เขียนขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น

แล้วส่งต่อกันไปเป็นลูกโซ่ให้คนอื่นๆ จนสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้อ่านที่หลงเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริง

ล่าสุดอีเมลฉบับหนึ่งจากไต้หวันถูกนำเผยแพร่ผ่านเว็บบอร์ดหลายแห่ง

โดยเนื้อความกล่าวอ้างว่า มีผู้หญิงไต้หวันตายเนื่องจากชอบกินกุ้งพร้อมวิตามินซี

สร้างความวิตกกังวลให้ผู้อ่านที่หลงเชื่ออีเมลฉบับนี้ ทั้งนี้ "คม ชัด ลึก"

ได้สอบถามไปยังนักวิชาการด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล จนได้รับการยืนยันว่าเป็นเพียงข้อมูลเท็จ



ผู้สื่อข่าวคมชัด ลึก ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตว่า ขณะนี้มีการส่งต่ออีเมลลูกโซ่ที่อ้างว่า

ผู้หญิงไต้หวันคนหนึ่งเสียชีวิตอย่างลึกลับจากเลือดออกทั่วร่างกาย

โดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าเกิดจากชอบกินกุ้งพร้อมวิตามินซี สารเคมีของกุ้งกับวิตามินซีจะทำปฏิกิริยากัน

จนกลายเป็นพิษสารหนูสะสมในร่าง กาย จึงขอเตือนให้ผู้ได้รับอีเมลฉบับนี้อย่ารับประทานวิตามินซีพร้อมกุ้ง

ซึ่งข้อความในอีเมลดังกล่าวมีการอ้างถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จนน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้อ่านจำนวนมากวิตกกังวล

กับการกินวิตามินซี โดยสรุปข้อความส่วนหนึ่งได้ดังนี้



ที่ไต้หวันมีหญิงคนหนึ่งเลือดออก ทางทวารทั้งเจ็ดโดยไม่รู้สาเหตุเสียชีวิตในช่วงข้ามคืน

จากการชันสูตรศพเบื้องต้น ลงความเห็นว่าตายเพราะพิษสารหนู ตำรวจเริ่มสืบสวนและ

เชิญศาสตราจารย์นิติเวชมาร่วมคลี่คลายคดี เมื่อตรวจวิเคราะห์สิ่งตกค้างในกระเพาะไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ก็เปิดโปงสาเหตุ การตายฉับพลันว่า พบสารหนูในกระเพาะอาหารผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายกินวิตามินซีทุกวัน

พร้อมกับมีนิสัยชอบกินกุ้งจำนวนมากในมื้อเย็น"



ในอีเมลดังกล่าวยัง ระบุอีกว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโกเคยทดลอง

พบว่าสัตว์เปลือกอ่อนเช่น กุ้ง มีสารประกอบอาเซนิกเข้มข้นในปริมาณสูง สารประกอบชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกาย

ก็ไม่มีพิษภัยอะไร แต่เมื่อรับประทานวิตามินซีพร้อมกัน จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้สารประกอบเดิมที่มีสูตรเคมี As2O5 หรืออาเซนิกออกไซด์ซึ่งไม่มีพิษ กลายเป็นสารประกอบที่มีสูตรเคมี As2O3 หรืออาเซนิกไตรออกไซด์

ซึ่งมีพิษหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าสารหนูนั่นเอง พิษสารหนูจะทำให้เกิดอาการเลือดคั่งในหัวใจตับ ไต และลำไส้

เซลล์ผิวหนังตายด้าน เส้นโลหิตฝอยขยายตัว ดังนั้นผู้ที่รับพิษจนตาย จะมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด

เพราะฉะนั้นในระยะที่รับประทานวิตามินซีต้องงดกินอาหารประเภทกุ้งเพื่อความ ไม่ประมาท



จากข้อความดังกล่าว"คม ชัด ลึก" สอบถามไปยัง รศ.ดร.เอมอร วสันตวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง รศ.ดร.เอมอร กล่าวว่า เมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนหลายแขนงสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างกุ้งกับ วิตามินซีว่า เป็นไปตามที่อีเมลสยองฉบับข้างต้นกล่าวอ้างจริงหรือไม่ซึ่งก็ได้ค้นข้อมูล รายงานการวิจัยและรายงานวิชาการจากองค์กรอนามัยโลก (ฮู) ปรากฏว่าไม่พบรายงานหรือข้อมูลอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงระหว่างปฏิกิริยาทางเคมีของการกินกุ้งกับวิตามินซีแต่อย่างใด และเมื่อปรึกษาไปยังผู้เชี่ยวชาญเรื่องพิษจากอาหาร ก็ได้รับการยืนยันว่าไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่อ้างถึงเรื่องนี้มาก่อน



ผอ.สถาบัน วิจัยโภชนาการกล่าวต่อว่า เมื่อได้อ่านอีเมลสยองดังกล่าวอย่างละเอียดก็พบจุดน่าสงสัย 4 ประการคือ

1.ไม่มีชื่อหญิงชาวไต้หวันที่เสียชีวิต

2.ไม่มีชื่อและสถาบันของผู้เชี่ยวชาญทางนิติเวช

3.ไม่มีชื่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก และ

4.มีการอ้างปฏิกิริยาเคมีที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ทำให้เชื่อว่าเป็นเพียงอีเมลหลอกลวงที่เขียนขึ้น

โดยอ้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือเท่านั้นเอง



นอก จากนี้ตามข้อเท็จจริงสัตว์ทะเลประเภทกุ้งจะมีสารประกอบอาเซนิกอยู่จริงแต่ น้อยมาก

และเป็นฟอร์มหรือรูปแบบที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกายคน นอกจากนี้ยังไม่เคยพบว่าสารประกอบวิตามินซี

ไปทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารอาหาร ใดในร่างกายคน



อีเมลหลอกลวงนี้อ่านแล้วดูขลังและน่าเชื่อถือ เพราะมีอ้างสูตรเคมีแบบวิทยาศาสตร์และอ้างตำแหน่งศาสตราจารย์

และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ไม่มีการเขียนชื่อจริงเลย ยิ่งไปกว่านั้น สูตรเคมีที่อ้างว่า

เป็นสารหนูหรืออาเซนิกไตรออกไซด์ ก็เป็นสูตรเคมีของสารหนูจริง แต่ไม่ได้เกิดจากการผสมระหว่างวิตามินซี

กับการกินกุ้ง ส่วนใหญ่คนกินอาหารทะเลแล้วเกิดอาหารเป็นพิษร้ายแรง ก็จะเกิดจากสัตว์ทะเลตัวนั้นมาจาก

แหล่งน้ำที่สกปรก แล้วเกิดสะสมสารพิษในตัวมัน เมื่อคนกินเข้าไปร่างกายจึงได้รับความผิดปกติ

และหากพิษแรงมากร่างกายก็จะขับออกมาโดยการอาเจียนทันที สรุปคืออีเมลฉบับนี้เป็นการหลอกลวง

เพื่อให้คนอ่านตื่นตระหนก ไม่มีข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์เลย รศ.ดร.เอมอร กล่าวอธิบาย



เช่น เดียวกับศ.ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพิษจากอาหาร อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวยืนยันว่าไม่เคยมีงานวิชาการที่กล่าวถึงการทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่าง

สารอาเซนิกในกุ้งกับวิตามินซี ซึ่งที่จริงแล้ว "อาเซนิก(Arsenic)" คือสารประกอบที่เรียกว่าสารหนู

ส่วน "อาเซนิกไตรออกไซด์(Arsenic Trioxide)" เป็นสารหนูที่มีส่วนผสมของออกซิเจน3 ส่วน

เรียกทั่วไปว่ายาฆ่าแมลง ถ้าจะฆ่าคนก็ต้องนำอาเซนิกไตรออกไซด์มาผสมกับอาหารหรือใส่ไปในกุ้งเพื่อให้

เกิดพิษกับร่างกายอย่างฉับพลัน แม้ในกุ้งจะมีสารอาเซนิกประกอบอยู่จริงแต่ก็น้อยมากจนไม่มีพิษและ

จะสลายไปใน กระเพาะอาหาร ส่วนวิตามินซีนั้นจะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหาร และขับออกมากับปัสสาวะ

หากร่างกายได้วิตามินซีมากผิดปกติ ในระยะยาวจะเกิดการสะสมเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

แต่ไม่ได้ไปทำปฏิกิริยาเคมีกับสารอื่นจนทำให้เสียชีวิต



นอกจากนี้ใน เว็บบอร์ดทางการแพทย์หลายแห่งและเว็บบอร์ดชื่อดัง "พันทิปดอทคอม"

ก็มีผู้มาแสดงความเห็นต่ออีเมลสยองฉบับข้างต้นว่า เป็นอีเมลหลอกลวงที่เคยแพร่หลายในไต้หวันเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

แล้วก็เงียบหายไปจากอินเทอร์เน็ต จนกระทั่งถูกแปลเป็นภาษาไทย แล้วนำมาส่งต่อเป็นอีเมลลูกโซ่

จึงขอเตือนผู้บริโภคว่าอย่าหลงเชื่อ








CREDIT จาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=free4u&month=19-06-2010&group=74&gblog=30



Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย