สอบถามเรื่องครีมทาหน้าของคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์คะ

เมื่อต้นปีเคยตั้งครรภ์ครั้งนึงแต่ต้องขูดมดลูกเพราะว่าเด็กไม่เจริญเติบโต คุณหมอบอกว่าเราอาจใช้ครีมทาหน้าที่แรงมีส่วนผสมของยาทาสิว หรืออาจเป็นเพราะโครโมโซมไม่สมบูรณ์  ตอนนี้ตั้งครรภ์ใหม่อีกครั้งคะเลยไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเลยอยากถามคุณแม่ยังสาวทุกท่านว่าช่วงท้องใช้ครีมตัวไหนบำรุงกันอยู่คะ คือตอนนี้ใช้สกินฟู้ดมะเขือเทศยังสามารถใช้ต่อไปได้มั้ยคะส่วนตัวใช้clarins cellulite control ยังใช้ได้ตามปกติมั้ยคะ หรือควรใช้ตัวไหนดีคะ รบกวนด้วยนะคะ

Discussion (4)

ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่มีประโยชน์มากมายค่ะ...


ตอนนี้กำลังตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนนิดๆ โชคดีที่ใช้ Skin Food มะเขือเทศอยู่..โล่งอก..
 

            บทความเรื่องสารเคมีในเครื่องสำอางค์


ผู้หญิงซึมซับสารเคมีจากเครื่องสำอางทุกชนิดเฉลี่ยปีละเกือบ 2 กิโลกรัม ในขณะที่เอนไซม์ในน้ำลาย และน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร อาจทำลายสารเคมีในลิปสติกได้ แต่ถ้าเป็นโลชั่นที่ซึมซับ ผ่านทางผิวหนัง และทางกระแสเลือดนั้น ไม่สามารถป้องกันได้เลย

จนในที่สุดไปสะสมที่ตับ เพราะร่างกายไม่สามารถจำกัด ออกทางผิวหนัง และการขับถ่ายได้ ทำให้เกิดผดผื่น ซึ่งเป็นผลจากการขับพิษตามธรรมชาติออกจากร่างกายทางหนึ่ง" จึงเป็นเหตุผลให้สมาชิกในบ้านที่รักสวย รักงาม ต้องหันมาใส่ใจ และเลือกซื้อเครื่องสำอางกันมากขึ้น

1. Mineral Oil (Petrolatum)

เป็นสารที่แยกจากการสกัดน้ำมันปิโตรเลียม มักถูกนำมาใช้ในเครื่องสำอางจำพวกเบบี้ ออย และเครื่องสำอางประเภทมอยเจอร์ไรเซอร์ ทำหน้าที่ในการเก็บรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว แต่เพราะเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ จึงอาจเกิดการตกค้างที่ผิวหนัง เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ อาทิ ปัญหาสิวอุดตัน รูขุมขนอุดตัน หรือผิวหนังอักเสบ เป็นต้น

2. Propylene Glycol

สารตัวนี้ เป็นสารเคมีที่ใช้เพื่อป้องกันการจับตัวเป็นของแข็ง ซึ่งในภาคอุตสาหกรรมถูกนำไปใช้ในการทำละลาย อาทิ สี และพลาสติก และถูกนำมาใช้กับเครื่องสำอางในกลุ่มมอยเจอร์ไรเซอร์ ทำหน้าที่เก็บรักษาความชุ่มชื้นในเครื่องสำอาง ซึ่งหากใช้ในปริมาณน้อยจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าผิวแพ้ อาจเกิดการระคายเคืองได้ และถ้าสะสมในปริมาณมาก อาจมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง และมีแนวโน้มเป็นสารตั้งต้นให้เกิดโรคมะเร็ง

3. Triethanolamine (TEA)

สารเคมีชนิดนี้พบมากในเครื่องสำอางจำพวกบอดี้ โลชั่น แชมพู โฟมโกนหนวด และครีมบำรุงรอบดวงตา กับหน้าที่ในการปรับค่า pH ไม่ให้เป็นกรด-ด่าง มากเกินไป ซึ่งหากร่างกายได้รับในปริมาณน้อยก็ไม่เกิดอันตราย แต่หากสะสมในปริมาณมาก อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ อย่างไรก็ดี หญิงตั้งครรภ์ควรเลี่ยง เพราะเป็นสารเคมีที่มีผลต่อทารกในครรภ์ในช่วงพัฒนาการทางสมอง

4. IPM (Isopropyl Myristate)

เป็นสารเคมีที่ใช้กันมากในวงการเครื่องสำอาง กับคุณสมบัติในการเคลือบผิวเพื่อเก็บรักษาความชุ่มชื้น อย่างไรก็ดี จากการทดลองในสัตว์ พบว่า สารเคมีชนิดนี้ทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขน ซึ่งอาจทำให้ผิวระคายเคือง และทำให้เกิดปัญหาผิวหนังได้

5. Polyethylene

สารเคมีชนิดนี้ พบมากในเครื่องสำอางจำพวกสครับ เนื่องจากเป็นพลาสติกที่ลื่นมัน ยืดหยุ่นได้ดี จึงใช้เป็นเม็ดสครับผิวได้ แต่เนื่องจากเป็นสารเคมีจำพวกพลาสติก จึงถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในของใช้ต่าง ๆ เช่น ขวดใส่สารเคมี ขวดใส่น้ำ บรรจุภัณฑ์ ฉนวนไฟฟ้า หรือแม้แต่เก้าอี้ ซึ่งแม้จะไม่สามารถซึมผ่านสู่ผิวหนังได้ แต่ก็อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว และไม่เป็นมิตรกับร่างกาย

6. Imidazolidinyl and Diazoliddinyl Urea

สารกันเสียชนิดนี้ถูกนำมาใช้ทั่วไปในกลุ่มเครื่องสำอาง กับหน้าที่ในการกำจัดแบคทีเรีย หรือจุลชีพต่าง ๆ แต่ด้วยการสลายตัวที่ทำให้เกิดสารฟอมาลดีไฮด์ (Formaldehyde) จึงทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง และระบบหายใจได้ ซึ่งพิษสะสมอาจทำให้การทำงานของเซลล์ร่างกายผิดปกติ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง

7. Paraben

คือสารกันเสียที่นิยมใช้อย่างมากในกลุ่มเครื่องสำอางจำพวกผิวหนังและเส้นผม รวมถึงผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่น
หรือโรลออน เพราะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แต่เนื่องจากเป็นสารเคมีที่พบในผลิตภัณฑ์ หลากหลายประเภทที่ง่ายต่อการสะสมในร่างกาย หลายองค์กรจึงรณรงค์ ให้เลี่ยงการใช้พาราเบน ที่พบว่าเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิว อาจขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม

8. SLES (Sodium Laureth Sulfate)

คือสารเคมีที่นิยมเติมลงในเครื่องสำอางจำพวกแชมพู หรือเจลอาบน้ำเพื่อทำให้เกิดฟองและลดแรงตึงผิว สามารถพบได้ในแชมพูเกือบทุกประเภท ด้วยผู้บริโภครู้สึกว่าสามารถกำจัดไขมันออกจากผิว และผมอย่างหมดจด แต่แท้จริงแล้ว สารลดแรงตึงชนิดนี้มีส่วนเสียคือ มีฤทธิ์ทำให้กระบวนการป้องกันผิวและดูแลเส้นผมตามธรรมชาติอ่อนแอลง เสี่ยงต่อการระคายเคือง และหากกระบวนการผลิตมีการปนเปื้อนก็อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้

9. Artificial Color

มีเครื่องสำอางจำนวนไม่น้อยที่ใช้สีในการเติมแต่งเพื่อให้เกิดความงาม น่าใช้ บางชนิดเป็นสารเคมีสังเคราะห์ และบางชนิดเป็นสีที่ใช้ในอาหาร (Food grade - ซึ่งค่อนข้างมีความปลอดภัย) อย่างไรก็ดี ย่อมเป็นการปลอดภัยกว่าในการงดการใช้สีที่มาจากการสังเคราะห์ทุกประเภท เนื่องจากอาจมีสารหนัก รวมทั้งสารหนูและสารตะกั่ว อันเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง

10. Silicone

ซิลิโคนมีลักษณะคล้ายยาง มีความยืดหยุ่นสูงและมีอยู่หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับประเภทใช้งาน แต่ถูกนำมาใช้ในวงการความงามอย่างแพร่หลาย โดยในเครื่องสำอางนั้น มักถูกนำมาใช้กับครีมนวดผมเพื่อให้รู้สึกนุ่มลื่น ช่วยเคลือบบำรุงเส้นผมให้ดูเงางาม นุ่มสลวย แต่อาจเกิดการสะสมในตับและต่อมน้ำเหลืองหากใช้ในปริมาณมาก ซึ่งสามารถเป็นตัวเร่งการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้

11. Petroleum Derivative

เป็นสารเคมีที่ได้มาจากการแยกน้ำมันปิโตรเลียม มักถูกนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหลายประเภท อาทิ ครีมรองพื้น โฟมล้างหน้า ครีมบำรุงผิว เพื่อทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื่นผิวโดยการเคลือบผิวไว้ แต่ด้วยความที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ และผ่านกรรมวิธีทางเคมี จึงอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง อุดตันผิว และเกิดสิวได้ และหากเก็บกักสะสม อาจเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพของผิว และทำให้ฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันในเพศหญิงอ่อนแอ

12. Synthetic Polymer

โพลิเมอร์มีสารตั้งต้นจากพลาสติก ที่ผ่านกระบวนการทางเคมีให้มีความเหนียวนุ่ม ยืดหยุ่น นิยมนำมาทำบรรจุภัณฑ์อาหาร รวมทั้งเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาทิ ครีมนวดผม หรือเจลแต่งทรงผม ทำหน้าที่หลากหลายขึ้นอยู่กับการใช้งาน อาทิ การเพิ่มเนื้อสัมผัส การเคลือบผิว หรือการเก็บรักษาความชุ่มชื้น อย่างไรก็ตาม มีสารโพลิเมอร์บางชนิดสามารถหาได้จากพืช อาทิ มันสำปะหลัง ข้าวโพด และมะพร้าว ซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติและเหมาะสมกับร่างกายของเรามากกว่า

13. PEG (Polyethylene Glycol)

เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทดแทนสารเพิ่มความชุ่มชื้น มักถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ความงามจำพวกทำความสะอาดและบำรุงผิว โดยสถาบันเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยของวัตถุในสหรัฐอเมริกา (III) ได้ออกคำเตือนให้หลีกเลี่ยง การใช้สารเคมีชนิดนี้ เพราะระคายเคืองต่อผิวสูง และอาจเป็นสาเหตุของความผิดปกติในตับและไต และอาจเกิดการปนเปื้อน จากการผลิตซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับและจมูก

14. Quats

คือสารชะล้างที่มักนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ขัดล้างต่าง ๆ อาทิ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาขัดพื้น และนำมาใช้กับเครื่องสำอาง จำพวกแชมพู หรือเจลอาบน้ำทั้งหลาย เพื่อให้รู้สึกถึงการทำความสะอาด ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นสารเคมีรุนแรง จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผิวเกิดผดผื่น แพ้ และทำลายระบบทางเดินหายใจ หากใช้ในปริมาณสูงและใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ผลิตภัณฑ์ที่ดี ควรสกัดมาจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว ผัก หรือผลไม้ ซี่งผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน ส่วนมากมีสารเคมีเป็นส่วนประกอบหลักอยู่แทบทุกชนิด เช่น สารกันเสียที่มากเกินไป หรือสารอื่น ๆ ที่เรายังไม่รู้ และเป็นอันตรายต่อผิวหนัง ดังนั้นก่อนซื้อควรทดลองกับผิวบริเวณแขนของตัวเองก่อน ถ้าทาแล้วไม่รู้สึกระคายเคือง หรือไม่มีอาการคัน ก็สามารถใช้ได้

ที่สำคัญ การเลือกซื้อเครื่องสำอาง ไม่ควรซื้อเพราะเห็นคนอื่นใช้แล้วดี แต่ควรดูสภาพผิวของตัวเองด้วยว่า เหมาะสมหรือไม่ อีกอย่างไม่ควรซื้อเกินกำลังของตัวเอง และนอกจากนี้ยังมีสมุนไพรไทย เช่น ขมิ้น ว่านหางจระเข้ สามารถนำมาขัด และบำรุงผิวได้เหมือนกัน โดยไม่มีสารเคมี แถมหาได้ง่าย หรือถ้าจะล้างเครื่องสำอางออก วิธีง่ายๆ ก็คือ ใช้น้ำมันมะพร้าวเช็ด และล้างน้ำออก ซึ่งได้ผลดีเหมือนกัน


เป็นประโยชน์อย่างมากเลยค่ะ ข้อมูลดีมาก ๆ


อยากได้ความรู้มากกว่านี้จังค่ะ เพราะตอนนี้ก้อกำลังเตรียมตัวอยู่

ไม่แน่ใจว่า คสอ ที่ใช้อยู่ ต้องมีตัวไหนบ้างที่ควรงด

ใครมีข้อมูลดี ๆ แนะนำเพิ่มเติมด้วยนะคะ ^^

ขอแสดงความเสียใจด้วยคะ  แต่เริ่มต้นใหม่นะคะ คุณเจ้าของกระทู้กับคุณสามีต้องช่วยกันให้กำลังใจกันคะ ครั้งต่อไปน้องต้องแข็งแรง

ตอนเห็นคำถามกะ จะตอบว่าอย่าใช้ครีม หรือเครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมไวท์ เทนนิ่งมากเกินไป พอมาอ่านรายละเอียด เลยจะเห็นด้วยกับคุณหมอ...มีสิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่ค่อยได้รู้เรื่องวิวัฒนาการทางข้อมูลทางการแพทย์ หลัง 10 ปี มานี่ คุณหมอในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญรายงานการวิจัย ซึ่งมันจะออกมาในรูปแบบวาสารทางการแพทย์ เพราะเขาเพิ่งมาเริ่มวิจัยว่า  สิบปีที่ผ่านมาผู้หญิงกลายเป็น working women มากขึ้น การใช้เครื่องสำอางค์ ทั้งมีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพ ล้วนแต่มีผลกระทบกับทารกทั้งสิ้นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณ  และประเภทสารเคมีในเครื่องสำอางค์ ทุกอย่างจะซึมเข้าไปในร่างกาย เช่น ยาย้อมผม ยาสิว การทำเลเชอร์ ยาทาเล็บ (เครื่องสำอางค์ที่ใช้ Make up ถ้าปริมาณน้อย และมีคุณภาพไม่มี โลหะหนัก ก็ไม่มีผลมากนัก) ยาพวกสเตียรอยด์ แม้กระทั่งการนวดสปา  หรือกดจุด ยังอันตรายกับผู้หญิงตั้งครรภ์ เลยคะ  

ตอนนี้เราก็วางแผนตั้งครรภ์อยู่จะเป็นปีหน้าหลังเดือนส.ค. คะ ตอนนี้การวางแผนเริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา  ตรวจเลือด ตรวจไวรัสตับอักสบทั้งหลาย ตรวจ CMV หาภูมิคุ้มกัน  ตรวจโครโมโซม ตรวจยูรีน ทุกอย่างสมบูรณ์ขาดอย่างเดียว เดือนหน้าจะต้องฉีดวัคซีนหัดเยอรมันอย่างน้อย สามเดือน เริ่มทานไวตามินมาหลายปี  ทาน 6 เดือน หยุด 6 เดือน เพราะวิตามินบางประเภทออกไปกับปัสาวะไม่เป็นอันตราย

สำหรับคูณเจ้าของกระทู้ เราขออนุญาตแนะนำคะว่า สกินฟู๊ดมะเขือเทศ ยังคงใช้ได้ แต่พวก cellulite control ไม่แนะนำ  เพราะครีมเหล่านี้หลักการทำงาน มันไปกระตุ้นให้เกิดความร้อนภายในกล้ามเนื้อด้วยตัวยาและสารเคมี ดังนั้นไม่แปลกถ้ามันจะตกค้างภายในและถูกดูดซึมตามผิวหนัง  มีผลกับเจ้าตัวน้อยแน่ ๆ ยืนยันคะ เอาไว้หลังคลอดน้อง  ค่อยมาว่ากันดีกว่า    ตอนนี้ให้ใช้เบบี้โลชั่นเด็ก ไปก่อน ถ้าไม่รู้จะใช้ยี่ห้อใด แนะนำเป็น Le laboratoire BIODERMA  คะ รับรองสำหรับเด็ก และสตรีมีครรภ์ สามารถใช้ได้

   พวกเชลลูไลท์เกิดจาก hormones Progesterone and Estrogen เป็นหลักสำคัญเลย คงต้องทนลำบากนิดหนึ่งเพื่อลูกน้อย งดอาหารประเภทสำเร็จรูป  และจากไมโครเวฟ  ชากาแฟแน่นอนแต่บางคนทานไม่เป็นอันตราย แต่คุณหมอบอกว่า คาแฟอีนจะไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารไปยังเจ้าตัวน้อย ทานปลาประเภทปลาน้ำลึก มีโอเมก้า 3 6 9 ปลาน้ำจืดมีพยาธิเยอะคะ  หลีกเหลี่ยงได้ก็จะดี


  เพราะตอนนี้เราเข้าคอร์สกับน้องสาวคุณสามี เหมือนกันคะ แกจะมาเยี่ยมเดือนละครั้ง ข้อมูลทั้งหมดเราได้มาจากเขานี่แหล่ะคะ  แม้กระทั่งเขาบอกว่าถ้าตั้งครรภ์ ลดระยะเวลาการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย ให้อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ ฝึกหัดหายใจให้ถูกจังหวะ แถมต้องอพยพน้องแมวเหมียวไปอีกบ้านด้วย  เพราะสัตว์เหล่านี้มีโปรโตชัวว์อันตรายเหมือนกัน ตอนแรกเราคิดว่ามันมากไปอ่ะ แต่เพื่อลูกทำได้ทุกอย่าง   ข้อมูลเหล่านี้เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับว่าที่คุณแม่นะคะ ถ้ามีข้อมูลใหม่จะบอกนะคะ

ขอให้โชคดีคะ  เอาใจช่วย ส่งข่าวบ้างนะคะ อยากทราบความคืบหน้า