หนีร้อนo(‧""‧)oไปหาอากาศหนาว (^人^) ที่เกาหลี•:*´¨`*:•ภาคจบ

wannee2w

wannee2w

ดู Profile

หนีร้อนo(‧""‧)oไปหาอากาศหนาว (^人^) ที่เกาหลี •:*´¨`*:• ภาคแรก



วันนี้รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมที่พัก (ทุกเช้าจะรับประทานอาหารเช้าที่ร้านอาหาร) เป็นแบบ American Breakfast ไข่ดาว แฮม ขนมปัง คนละจาน (เติมไม่ได้ด้วยนะ)



เมื่อทานกันเรียบร้อยก็เตรียมพร้อมเดินทางเข้ากรุงโซลกันได้เลย...



สถานที่แรกของวันนี้คือ "Blue House หรือ ชอง วา เด" ทำเนียบที่พักของประธานาธิบดีของคนเกาหลีใต้คนปัจจุบัน ที่เรียกชื่ออย่างนี้เนื่องจากหลังคาของสถานที่แห่งนี้เป็นสีฟ้าขนาดใหญ่ที่ดูเด่นมาก สถานที่ตั้งนี้ชาวเกาหลีถือว่า เป็นจุดที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดในกรุงโซล คือ ด้านหลังเป็นภูเขา และมีแม่น้ำไหลผ่านมาข้างหน้า เราเพียงแค่ขับรถผ่านเท่านั้นนะ ไม่จอดหรือแวะให้เข้าไปด้านในได้เลย




จุดเด่นที่นี่ คือ อนุสาวรีย์รูปนกฟีนิกซ์ สัญลักษณ์ความเป็นอมตะ ซึ่งเราจะแวะถ่ายรูปกันในบริเวณนี้




ภายในบริเวณลานกว้าง นอกจากอนุสาวรีย์รูปนกฟีนิกซ์แล้ว ยังมีกลองใบใหญ่ลวดลายสวยงามตามแบบเกาหลีตั้งอยู่ ไม่ทราบความหมายว่าตั้งไว้ทำไม แถมห้ามตีกลองอีกด้วย



คุณเตอร์ (ไกด์ท้องถิ่น) เล่าให้ฟังตั้งแต่บนรถว่า ห้องน้ำที่นี่หรูและสะอาดที่สุด พาให้พวกเราทุกคนอยากลองว่าเป็นแบบไหน เมื่อได้ลองถึงได้รู้ว่า....(คิดเอาเอง)




บริเวณส่วนที่ตั้งของห้องน้ำ จัดสถานที่สวยงาม มีต้นไม้เยอะแยะ



จากนั้นเดินทางต่อไปยังศูนย์โสม โสมของที่นี่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลว่าเป็นโสมที่มีคุณภาพและมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุด โสมถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเกาหลี โสมเกาหลีได้ชื่อว่าเป็นโสมที่มีคุณภาพมากที่สุดซึ่งนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปเยือนเกาหลีต้องหาซื้อกลับไปบำรุงร่างกายหรือเป็นของฝากญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ



ปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์จากโสมหลายแบบด้วยกัน อาทิ โสมสกัด, โสมผง, โสมอบน้ำผึ้ง, โสมแคปซูลและโสมอบแห้ง สนนราคาถูกกว่าซื้อที่เมืองไทย 2 เท่า



ออกจากศูนย์โสมพวกเราก็เดินทางสู่ ศูนย์จำหน่ายพลอยสีม่วง หรือ อเมทิส ซึ่งคนเกาหลี เชื่อว่าเป็นถ้าหากใส่ติดตัวไว้จะมีแต่ความโชคดี ให้ท่านได้เลือกซื้อไปเป็นเครื่องประดับ



เลือกจับจ่ายกันจนเหนื่อย, เมื่อย และหน้ามืด (จะไม่ให้หน้ามืดได้อย่างไร ทั้งโสม ทั้งพลอย หากซื้อก็กระเป๋าแฟ่บแบบไม่ทันตั้งตัวกันเลยทีเดียว) ก็ได้เวลาอาหารมื้อกลางวัน เมนูมื้อกลางวันของวันนี้ ภูมิใจนำเสนอ "บุฟเฟ่ห์ขาปูอลาสก้า" เติมได้ไม่อั้น




ร้านอาหารที่ไปทานกัน ด้านหน้าตกแต่งสวยงาม ด้านในคนเยอะมาก ด้วยความหิว...ยังไม่ได้ออกแรงตรงไหนสักกะนิด ไม่ได้มีเวลาถ่ายรูปอาหารกันเลย ได้โต๊ะเรียบร้อยก็จัดแจงลงมือรับประทานกันทันที



พออิ่มเสร็จกันเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางกันต่อไปยัง "National Folk Museum of Korea หรือพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลีใต้" ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารที่เราทานกัน (หลับระหว่างทางไม่ได้ว่างั้นแหละ)



พิพิธภัณฑ์นี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1908 ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีแห่งนี้ มิได้แสดงเฉพาะผลงานทาง วัฒนธรรม 135,000 ชิ้นของเกาหลีเท่านั้น แต่ยังแสดงผลงานของประเทศใกล้เคียงด้วยเช่น จีน ญี่ปุ่น เอเซียกลาง อาคารเดิมของพิพิธภัณฑ์ได้ถูกรื้อถอนไปเมื่อปี ค.ศ. 1996 และมีการสร้างอาคารปัจจุบันเป็นการชั่วคราว




ทางเดินสองข้างทางประกอบด้วยไม้แกะสลักเป็นผีสางเทวดาที่คอยเฝ้ารักษา เหมือนผีบ้านผีเรือนที่คอยคุ้มครองเจ้าของบ้าน




ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์จะมีวัดขนาดใหญ่ (ที่เห็นอยู่สูง ๆ ด้านบนนั่นแหละ)




ในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงประวัติความเป็นมา, เรื่องราว, ประเพณี และวิถีชีวิตของคนเกาหลีตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน ผ่านทางห้องแสดงหุ่นจำลอง (หากว่าไม่มีไกด์คอยเล่ารายละเอียดให้ฟัง พวกเราก็คงได้ดู แล้วเดินผ่านไปเท่านั้นเอง)



เดินเลยจากพิพิธภัณฑ์ไปอีกไม่ไกลมากนัก จะพบกับพระราชวังเคียงบอก (Gyeongbokung Palace) เป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี ซึ่งสถาปนาโดยราชวงศ์โซยอน (Joseon Dynasty: 1394-1910) ก่อสร้างเมื่อ ค.ศ.1394 โดยจักรพรรดิ์เทโจว (King Taejo)

ในจำนวนพระราชวังทั้ง 5 ที่สร้างขึ้นในราชวงศ์นี้ พระราชวังเคียงบกกุงถือเป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด




พระราชวังแห่งนี้เป็นพื้นที่กว้างขวางมาก มีพระราชวังแห่งนี้มีหมู่พระที่นั่งมากกว่า 200 หลัง เพื่อให้เป็นที่ประทับของบุคคลสำคัญต่างๆ เช่น พระมเหสี เหล่าประยูรญาติ เป็นต้น แต่ได้ถูกทำลายไปมากในสมัยที่ญี่ปุ่นเข้ามาบุกยึดครอง ทั้งยังเคยเป็นศูนย์บัญชาการทางการทหารและเป็นที่ประทับของกษัตริย์ ปัจจุบันได้มีการก่อสร้างหมู่พระที่นั่งที่เคยถูกทำลายขึ้นมาใหม่ในตำแหน่งเดิม



พลับพลากลางน้ำ “เคียงเฮวรู” ที่ซึ่งเคยเป็นท้องพระโรงออกงานสโมสรสันนิบาตต่างๆสำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง




โรงแรม Ellui Hotel ที่พักของเราในคืนนี้



เช้าวันต่อมา (วันสุดท้ายของการเดินทาง) หลังจากรับประทานอาหารเช้าในร้านอาหารเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางสู่หมู่บ้านพื้นเมือง “นัมซานฮันอก” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จำลองวิถีชีวิตของชาวเกาหลีในสมัยเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว




หมู่บ้านนี้มีเนื้อที่กว้างถึง 7,934 ตารางเมตร ประกอบด้วย 3 ส่วน นั่นคือ สวนแบบเกาหลี ศูนย์กระสวยเวลา และตัวหมู่บ้านเอง




การแสดงงานฝีมือชนิดต่าง ๆ เช่นการปั้นหม้อ การทอผ้า การตีเหล็ก และกิจกรรมอื่น ๆ แบบดั้งเดิม เวทีการแสดงกลางแจ้งสำหรับการแสดงนาฏศิลป์ และดนตรี




จำลองบ้านเรือนของชนชั้นขุนนาง หรือเรียกว่า "ยางบาน"




ในบริเวณหมู่บ้านนี้มีชุดฮันบกให้เช่าใส่ถ่ายรูปด้วยนะ ระหว่างทางเจอเด็กนักเรียนเกาหลีเยอะมาก ขอถ่ายรูปทำหน้าแอ๊บ..แข่งกับนักเรียนซะหน่อย



จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยัง “FOUR SEASONS HOUSE หรือบ้านสี่ฤดู” คฤหาสถ์อันสุดแสนโรแมนติกของละครเกาหลี




“Four Seasons House” เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลโซล กับบริษัทผู้ผลิตละครยูน




ที่นี่ยังเป็นสถานที่ทำงานของผู้กำกับยูนซอคโฮ ผู้สร้างละครทั้ง 4 ฤดู 4 เรื่อง คือ Winter Love Song, Autumn in My Heart, Summer Scent และ Spring Waltz




ฉากไฮไลท์ของละครแต่ละเรื่องซึ่งใช้สถานที่ถ่ายทำในบ้านสี่ฤดูนี้ อาทิ ห้องนอนของพระเอกในเรื่อง "Spring Waltz" และนางเอกในเรื่อง Autumn In My Heart และภายในห้องต่างๆ จะใช้แสดงรูปภาพ




ต่อจากที่นี่เราเดินทางต่อไปยัง Donghwa Duty Free จะเหมือนกับ King Power ซอยรางน้ำ คือเลือกสินค้าแล้วไปรับของที่สนามบิน เกาหลีจะมี Duty Free หลายแห่ง



ในเย็นวันเดียวกันนี้เองพวกเราก็เดินทางกลับ มาถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ




เมษา - พฤษภา อยู่ในฤดูใบไม้ผลิของเกาหลี จะมีดอกไม้หลากหลายสีสันเบ่งบานตามท้องถนน อาคารบ้านเรือนมากมาย



ปล. อย่าลืมแวะมาช่วยเปิดถุงช้อปฯกันด้วยนะ

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย