LANCOME SKIN SCREEN | ตรวจผิวด้วยเทคโนโลยี Tri-Polar แม่นกว่าที่คิด Scan ปัญหาผิวถึง 10 มิติ!!

80 18
เราเชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามเรามาตลอดน่าจะดูแลผิวตัวเองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เพื่อนๆ โปรดปราน แต่เคยมีความสงสัยมั้ยว่าที่เราทำมาตลอดนั้น ตอบโจทย์ความต้องการของผิว และแก้ไขปัญหาผิวที่เรามีแล้วหรือยัง แน่นอนว่าเราเองก็มีคำถามนี้วนอยู่ในหัวอยู่หลายช่วงเวลา

จนล่าสุดทาง LANCOME ได้เปิดตัวเครื่องตรวจสภาพผิว LANCOME SKIN SCREEN ที่ทางแบรนด์เคลมว่าสามารถวิเคราะห์ได้ถึง 10 มิติ แถมยังจับโป๊ะได้แม้จะแต่งหน้ามาก็ตาม เอาหละซิ๊!! ออกตัวมาแบบนี้มีหรอที่จะรอดสายตาเราไปได้ ว่าแล้วเราไปดูโฉมหน้า LANCOME SKIN SCREEN และ ผลลัพธ์ที่บูมไปลองตรวจสภาพผิวมาดีกว่าฮะ...

LANCOME SKIN SCREEN

เทคโนโลยีตรวจสภาพผิวที่แม่นยำที่สุดของ LANCOME ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีแสง Tri-Polar เพื่อวิเคราะห์สภาพผิวถึง 10 มิติ และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวของคุณที่สุด

Let's Try LANCOME SKIN SCREEN

อย่างที่เราบอกไปตอนต้นว่าเจ้าเครื่อง LANCOME SKIN SCREEN สามารถตรวจสภาพผิวได้แม้จะแต่งหน้ามาก็ตาม โดยในวันนี้เราลง Skincare ตามปกติและลงแป้งฝุ่นเบาๆ ปิดท้าย เรียกว่าค่อนข้างจะเป็นผิวอยู่พอสมควร
ซึ่งขั้นตอนในการตรวจสภาพผิวจะเริ่มต้นด้วยการเก็บผมบริเวณหน้าผาก แสงจาก Tri-Polar Technology จะฉายทั่วใบหน้าทั้งหน้าตรง ใบหน้าด้านซ้าย และด้านขวา ด้านละ 3 รอบ (โดยในรอบสุดท้ายจะมีความรู้สึกอุ่นเล็กน้อย) จากนั้นทางพนักงานจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งสภาพผิว ปัญหาผิวที่กังวล ตลอดจนขั้นตอนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่เราใช้ในช่วงนี้


เมื่อได้ข้อมูลจากเครื่อง LANCOME SKIN SCREEN รวมกับข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดระบบก็จะวิเคราะห์ผลลัพธ์ทั้ง 10 มิติที่ประกอบด้วย - ความชุ่มชื้น, จุดด่างดำ, ความเรียบเนียน, รอยแดง, จุดด่างดำที่เกิดขึ้นใหม่, ความกระชับ, ริ้วรอย, รูขุมขนกว้าง, รูขุมขนอุดตัน และผลของรังสี UV โดยจะแสดงผลของแต่ละค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ 0-100% พร้อมแบ่งกราฟเป็นแถบสี 3 สีคือ แดง-ส้ม-เขียว ซึ่งแบ่งเป็นคะแนนน้อย-ไปมากตามลำดับ

ทะด๊า!! และนี่คือผลตรวจสภาพผิวของเราด้วยเครื่อง LANCOME SKIN SCREEN บอกเลยว่าแอบประหลาดใจอยู่ไม่น้อยเพราะก่อนที่เราจะรู้ผลเราแอบคิดว่าความชุ่มชื้นบนผิวเราน่าจะได้คะแนนสูงทีสุด ส่วนเรื่องอื่นๆ น่าจะไม่แดงก็ส้มแน่ๆ แต่ปรากฏว่าผลลัพธ์กลับตรงข้ามเลยจ้า ซึ่งพอเราได้คุยกับทางพนักงานที่ตรวจสภาพผิวจึงเข้าใจว่าส่วนนึงน่าจะมาจากแป้งฝุ่นที่เราปัดมาในวันนี้ทำให้ผิวเรา Matte ขึ้นนั่นเองขอรับ ว่าแล้วเราก็มาดูผลแต่ละมิติกันแบบชัดๆ ดีกว่าว่าเป็นยังไงกันบ้าง

เริ่มกันที่ 3 มิติแรกนั่นคือ ความชุ่มชื้น - จุดด่างดำ - ความเนียนเรียบ 

  • ความชุ่มชื้น : จากที่เราเคยมองว่านี่คือจุดที่เราไม่น่ามีปัญหามากที่สุด กลับกลายเป็นจุดที่เราได้คะแนนน้อยที่สุดจากทั้งหมด ถึงแม้ว่าจะมีแป้งฝุ่นอยู่บนใบหน้าก็ตาม ทำให้เรา Aware และปรับ Skincare ให้เหมาะกับปัญหาของเราได้ตรงจุดมากขึ้นเยอะเลยหละ
  • จุดด่างดำ : แม้ว่าคะแนนจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่พอเห็นภาพที่ Scan ออกมาก็แอบเป็นกังวลเล็กๆ ด้วยความที่คะแนนค่อนข้างจะปริ่มๆ แถมใบหน้าด้านซ้ายเรายังเจอปัญหาเรื่องจุดด่างดำที่เยอะกว่าด้านขวาซะอีก
  • ความเนียนเรียบ : ตรงจุดนี้หากสังเกตุบริเวณหว่างคิ้วจะเห็นว่าเครื่อง Detect บริเวณนั้นได้เยอะเป็นพิเศษ จากที่เราพูดคุยกับทางพนักงานคาดว่าน่าจะเพราะเส้นขนของเรามากกว่าที่เครื่องตรวจจับได้ (มนุษย์พันธ์ขนอย่างเราไม่รอดจ้า!)

ต่อด้วยมิติที่ 4-6 : รอยแดง - จุดด่างดำที่เกิดขึ้นใหม่ - ความกระชับ

  • รอยแดง : เป็นตามที่เราคาดไว้ไม่มีผิด เพราะจากที่ LANCOME SKIN SCREEN ตรวจผิว ปัญหาของเราอยู่บริเวณจมูกซะเป็นส่วนใหญ่ ก็แน่หละเพราะคืนก่อนจะไปตรวจผิวเราเพิ่งกดสิวไปเอง (เป็นเศร้า หลอกเครื่องไม่ได้จริงๆ)
  • จุดด่างดำที่เกิดขึ้นใหม่ : จุดนี้จะแสดงทั้งจุดด่างดำที่กำลังก่อตัวขึ้น เพื่อให้เราเตรียมรับมือ และดูแลก่อนที่น้องจะตั้งรกรากไม่ยอมย้ายออกจาใบหน้าของเราอย่างถาวร
  • ความกระชับ : นี่เป็นอีกจุดที่ทำให้เราอดชื่นใจไม่ได้ เพราะช่วงนี้กำลังลองเทสต์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเรื่อง Lifting อยู่ ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นตัวการันตีอีกหนึ่งตัวที่แสดงให้เห็นว่า Item นั้น Effective กับผิวเราจริงๆ

มิติที่ 7-9 : ริ้วรอย - รูขุมขนกว้าง - รูขุมขนอุดตัน

  • ริ้วรอย : ด้วยความที่ใบหน้าด้านซ้ายของเราเจอกับแสงแดดมากกว่าใบหน้าด้านขวา ทำให้ริ้วรอยที่เกิดขึ้นบนใบหน้าด้านซ้าย ชัดเจนกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่โดยรวมยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหละ
  • รูขุมขนกว้าง : เป็นไปตามคาดว่าบริเวณที่น่ามีปัญหามากที่สุดคงไม่พ้นจมูก และหน้าแก้ม ซึ่งจากผลวิเคราะห์ก็เป็นจริงตามนั้นทุกประการเลยแฮะ
  • รูขุมขนอุดตัน : เหมือนโดนตอกย้ำอีกรอบด้วยเรื่องการอุดตันของรูขุมขนซึ่งก็เป็น Area เดิมคือจมูกและใบหน้าด้านซ้าย แต่ก็ทำให้เราดูแลผิวได้เหมาะสมมากขึ้นเลยทีเดียวหละ
มาถึงผลลัพธ์มิติที่ 10 คือ ผลของรังสี UV ซึ่งเราทำคะแนนแซงทุกมิติด้วยคะแนน 97% แน่นอนว่าการที่จะได้ผลลัพธ์แบบนี้ย่อมมาจากการเลือกใช้ Sunscreen ที่มีประสิทธิภาพ ในปริมาณที่เพียงพอ ที่เราพยายามทำมาโดยตลอด เรียกว่าไม่เสียแรงจริงๆ แหละขอรับ

เมื่อแสดงผลวิเคราะห์ปัญหาผิวทั้ง 10 มิติแล้ว ระบบก็จะแนะนำปัญหาหลักของผิว ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาช่วยจัดการปัญหานั้นๆ ในแบบฉบับของ LANCOME ซึ่งเราแอบเห็น 2 ไลน์ไอเทมที่น่าลองมากๆ อย่าง CLARIFIQUE และ GENIFIQUE Sensitive ที่น่าจะปัญหาผิวบางประการของเราได้ เอาไว้เรามีโอกาสได้ลองเล่นแล้วจะมาอัพเดทให้ฟังกันอีกทีแล้วกันฮะ

เป็นอย่างไรบ้างครับ ตอนนี้เราเชื่อว่าหลายคนแอบกังวลแล้วหละซิ แต่เราอยากจะบอกว่าไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะการที่เรารู้ว่าผิวเรามีปัญหาตรงจุดไหนบ้าง ทำให้การดูแลผิวและการเตรียม Skincare ทำได้ง่ายขึ้นเยอะเลยแหละ แถมหลังจากที่ปรับ Skincare และ Life Style ไปแล้วเรายังสามารถกลับมาตรวจผิวด้วย LANCOME SKIN SCREEN ได้ตลอดเวลาเลยหละครับ แต่ส่วนตัวแล้วเราแนะนำให้ Re-Check เดือนละ 1 ครั้งน่าจะกำลังเน้อ

เอาเป็นว่าใครไปลองแล้วก็มาเม้าท์มอยให้ฟังบ้างนะครับว่าเป็นยังไงบ้าง ผลลัพธ์เป็นไปตามที่เราคิดไว้ก่อนตรวจหรือเปล่า หรือใครที่ลองแกล้งเครื่อง LANCOME SKIN SCREEN ด้วยการแต่งหน้าแบบจัดเต็มไปเทสต์ แล้วผลเป็นอย่างไรบ้างมาเล่าให้เราฟังบ้างนะค๊าบ


Wanviset

Wanviset

✨ สวัสดีฮะ ชื่อบูม นะครับ ✨
สกินแคร์คือหนึ่งในความสุขเล็กๆ ของเราและด้วยความอยากรู้อยากลอง ชอบแชร์ทำให้เราลองเขียนบล็อกเล็กๆ ขึ้นมาฝากเพื่อนๆ ติดตามผลงานของเราด้วยน้า

FULL PROFILE