ทริปพาเที่ยว Malta เมืองที่ต้องมาสักครั้งในชีวิต

51 17

วันนี้ถือเป็นโอกาสดีอยากจะพาทุกคนไปเที่ยวชมเมือง 

Malta สุดยุโรปใต้แห่งอิตาลี

จริงๆต้องบอกก่อนว่า กว่าจะเขียนได้คือยาวนานมาก ทั้งกลัวเรื่องโควิดที่ไม่หายไปสักทีใครจะอยากอ่าน และเพราะหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ยากจริงๆ พยายามหาข้อมูลที่ตรงและใกล้เคียงที่สุด แต่โชคดีที่ทริปนี้มีคนพาเที่ยวอย่างอาจาร์ยหนุ่ย ที่เป็น 1 ใน top 4 มัคคุเทศก์ของประเทศไทย บอกเลยว่าทั้งทริปได้ฟังประวัติศาสตร์แล้วอินมากๆ มันทำให้การมาเที่ยวครั้งนี้มีแต่เรื่องราวและสาระที่น่าสนใจที่กลับมาแล้วต้องมาหาอ่านเพิ่ม 


จริงๆในทริปนี้ซินไปเที่ยวที่ประเทศอื่นด้วย แต่ว่าซินอยากทำ Malta แยกออกมาเพราะประทับใจที่นี่ที่สุด!! ทั้งประวัติศาสตร์ สถานที่ ตัวเมือง คนพื้นเมือง ทุกอย่างมันดีมากจริงๆ โดยครั้งนี้ซินได้มีโอกาสพักบนเรือสำราญที่ใหญ่ติดอันดับของโลกที่ชื่อว่า 


MSC GRANDIOSA


ของเครือ MSC นั่นเองค่ะ โดยลำเรือนี้เป็นเรือลำที่ 4 ของเขา เป็นลำใหม่ล่าสุดของทาง MSC เลยทีเดียว โดยทาง MSC จะออกเรือสำราญรุ่นใหม่ทุกๆ 1-2 ปี (ถ้าซินจำไม่ผิด) ในส่วนของรายละเอียดเรือนั้น ซินขอไม่ลงรายละเอียดมาก เพราะจะรีวิวเรือสำราญเดี่ยวๆรอบหน้าค่ะ



โดยการไปเที่ยวเมือง Valetta, Malta ครั้งนี้เป็นแบบ excursion trip หรือ ทริปที่เที่ยวใน 1 วันที่เรือจะจอดเทียบท่าให้เราลงไปเที่ยวแล้วเราขึ้นเรือตามเวลาที่ทางเรือกำหนด เรียกได้ว่าจอดตั้งแต่เช้าเที่ยวยันค่ำเลยทีเดียว

พอเรือจอดถึงที่ grand hobour ซึ่งเป็น shore excursion ของเมือง Malta, Valetta ตอนที่เรือจอดถึงภาพที่ซินมองออกไปคือแบบ ท้องทะเลสีฟ้าครามตัดที่เห็นแล้วขนลุกมาก แดดที่ส่องระยิบระยับเป็นประกายไปที่ผืนน้ำตัดกับสีบ้านเมือง ตึกรา บ้านช่อง ที่เป็นสีโทนเหลืองนวลเหมือนกับอยู่ในหนังเลย เรียกได้ว่าไม่ต้องใส่ filter ก็สวยมากๆ ยิ่งช่วงที่ซินไป เป็นช่วงที่ถ่ายรูปแล้วสวยมากๆ ท้องฟ้าเปิด แดดส่องสว่าง

" ใครชอบรูปโทนเย็นๆมีแดดส่อง ให้ปักหมุดไว้ช่วง กุมภา-มีนาไว้เลยค่ะ "

พอถึงเวลาเราก็ได้เวลา check out ออกจากเรือ ซึ่งตอนเข้าเมืองแต่ละเมืองทุกครั้งก็จะมีการตรวจกระเป๋า มีการตรวจบัตรโดยสารของทางเรือสำราญ ซึ่งต้องห้อยไว้ทุกครั้ง เปรียบเหมือนพาสปอร์ตเรา เหมือนสนามบินเลยค่ะ ถ้าทำหายก็จะเรื่องใหญ่มากๆเลย





ก่อนออกเดินทางเท้าเข้าตัวเมืองซึ่งก็ไม่ได้ไกลจากท่าเรือมาก เดินไปประมาณ 15-20 นาทีก็จะถึง โดยจุดที่เราจะไปเที่ยวชมจุดแรกคือ 

Upper baracca garden 

เป็นจุดสูงที่ถ่ายรูปสวยมากกกกกกกกก ก.ไก่ล้านตัว ตอนที่ซินไปแดดแรงมาก เลยได้มารูปมานิดหน่อย ตกลงกันว่าขากลับ 4-5 โมงค่อยมาถ่ายอีกที 

แต่ก่อนที่เราจะไปถึงจุดแรก ระหว่างทางเดินไปก็จะเห็นวิวร้านค้าต่างๆ ทางซ้ายมือ ที่มีคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยว ที่ไม่เยอะมาก เดินใช้ชีวิตกันปกติ ออกมาจิบกาแฟคาเฟ่ริมถนน อิจฉาชีวิตของคนที่นี่มากๆ ที่ตื่นมาแล้วได้เห็นวิวแบบนี้ทุกวัน

และมองไปทางขวามือก็คือทะเล Mediterrenean sea





เดินไปสักพักข้ามถนนไปอีกฝั่ง จะถึงตัวลิฟต์ที่เราจะต้องซื้อบัตรเพื่อที่จะขึ้นไปสวน upper barracca garden ซึ่งข้างบนไม่ได้มีแต่สวนนะคะ ข้างบนเป็นอีกเมืองนึงเลยที่เดี๋ยวซินจะพาชมเมืองด้านในด้วย


 ( บริเวณที่เป็นตัวลิฟต์เขาเรียกอีกอย่างนึงว่า war room ที่ใช้เป็นห้องวางแผนวางระเบิดและแผนการอื่นๆในช่วง world war ll หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 บอกเลยว่าใครอินกับประวัติศาสตร์มาที่นี่ต้องขนลุกไปตามๆกัน ) 





พาลิฟต์ขึ้นมาถึงสวน 

upper barakka garden

ก็จะเป็นจุดชมวิวเมืองที่มองไปฝั่งไหนก็ละสายตาออกไปไม่ได้จริงๆ มันสวยเกินคำบรรยายมากๆ





เดินไปเรื่อยๆถึงด้านในก็จะเป็นจุดที่ยืนอยู่มองไปทางซ้ายมือ จะเห็นสถานที่ถ่ายทำของ Game of thrones นั่นเองค่ะ





ซึ่งใช่ค่ะ!! นั่นคือ king’s landing ที่ใช้ถ่ายทำ game of throne ซีรียส์เรื่องโปรดของใครหลายๆคน ซึ่งถ้าใครอยากไปเยี่ยมชม ก็จะมีแพคเกจที่ให้ซื้อพา

เข้าไป ซึ่งถ้ามีโอกาสก็คุยกันไว้แล้วว่ารอบหน้าเราจะไปฝั่งนั้นให้ได้แน่นอนค่ะ










และถ้ามองลงไปข้างล่างทุกคนจะเห็นปืนใหญ่อยู่วางเรียงกัน ซึ่งปืนใหญ่ทั้งหมดนี้ จะถูกยิงในทุกๆวัน ตอนเวลา 4 โมง เพื่อเป็นการสดุดีที่สืบทอดมาเป็น 100 ปี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและนอกจากนั้นก็จะยิงในวันสำคัญต่างๆด้วยเช่นกันค่ะ

โดยวันที่ซินไปนั้นเป็นช่วงหลังวันที่เขาเฉลิมเฉลอง celebration night พอดี 

ก็จะมีของตกแต่งเต็มไปหมด สวยมากกก ไปรอบนี้คือซินโชคดีมากๆ รอบแรกตอนอยู่ที่โรมก็ไปตอน Pope ออกมาพูดพอดี รอบนี้ก็ไปช่วงที่เขาเฉลิมฉลองกัน ได้เห็นวัฒนธรรมของคนที่นั่น ถือว่าคุ้มค่ามากๆ





ในตัวเมืองเขาจะมีโรงแรมเล็กๆให้นักท่องเที่ยวมาพักด้วย ราคาซินไม่แน่ใจ แต่ว่าหลายๆที่ของที่เมืองนี้เป็นที่พักของนักบอลดังๆหลายคนที่ซื้อไว้มาพักผ่อนและราชนิกูลจากประเทศอื่นๆก็มาพ้กผ่อนกันที่นี่ด้วย





เราเดินกันไปสักพักก็ลองชิมผลไม้ที่นี่สักหน่อย ซึ่งเขาบอกว่าส้มที่นี่หวานมาก แต่ซินรู้สึกว่าก็เหมือนส้มจี๊ดบ้านเราแหล่ะ 55555





แวะไปทานขนมพื้นเมืองของที่นี่กัน มีหลายรสชาติมากๆ ซินเลือก cheese มา รูปร่างเหมือนพายแต่รสชาตินั้นคือกระหรี่ปั๊ปบ้านเราชัดๆ แต่ก็อร่อยดีนะ ของเค้ามีความมันมากกว่า รสแน่นมากกกกกก แถมไม่เลอะเทอะด้วย55555 กินตอนร้อนๆอุ่นๆ ตัดกับอากาศเย็นที่นั่น ฟินมากกกก





เห็นเมืองเก่าแก่แบบนี้ แต่ร้านแบรนด์เนมก็มีเยอะมาก อาจจะไม่เท่าเมืองอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีร้านแบรนด์ที่จับมาเซลล์ 70% เหมือนช่วงฮ่องกงล้างเกาะกันเลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบรนด์หนังพื้นเมืองของอิตาลีที่แบบว่า หนังคุณภาพดีมากกก ถูกเป็นตาแตก เป็นงองงงง เพราะถ้าเรื่องหนังนี่อิตาลีขึ้นชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว





เดินไปสักพักเริ่มหิวของหวานกันแล้ว เราเลยเดินมาคาเฟ่ที่โด่งดังของเกาะนี้ 


Cafe cordina


 เราเดินเข้าไปด้านใน ส่วนใหญ่ที่นั่งจะเป็น 2-2 ก็เลยเลือกนั่ง outdoor zone ตรงข้ามกับร้านเลย ถือว่าเลือกได้ดีเพราะข้างในจะออกมืดๆไปหน่อย





เราจะเลือกขนมเค้กที่ตู้ในร้านหรือนั่งรอที่โต๊ะแล้วเขาจะมารับเมนูเรา พนักงานที่นี่น่ารักมาก ภาษาอังกฤษคนอิตาลีอาจจะไม่แข็งมาก แต่คนอิตาลีน่ารักมาก ทักทายยิ้มแย้มแจ่มใสตลอด





นอกจากของหวานเขาก็เสริฟ์ breakfast, hot snack, gourmet hamburger, bread counter, pasta ด้วยนะคะ เมนูน่ากินเยอะมากๆ แต่ตอนนั้นซินพึ่งทานอาหารเช้าที่ยิ่งใหญ่ มกจากบนเรือ อิ่มไปทั้งวันเลยสั่งทานเพิ่มไม่ไหว เอาเป็นแค่ของหวานแล้วกันเนาะ55555555





ซินสั่งเป็นตัว lemon meringue, oreo cookie tart, Apple crumble สำหรับตัวเลม่อน เมอแรงรสชาติหวานตัดเปรี้ยว อร่อยมากกกกกก ไม่เลี่ยนจนเกินไป รสชาติเลม่อนเข้มข้นสุดๆ อีกสองตัวซินถ่ายมาไม่ทัน แต่ชอบ apple crumble เหมือนกัน มันต่างจากทานที่ไทยจริงๆ ละมุนลิ้นมากกก





พอถึงเวลาใกล้ 4 โมงเย็น คนเริ่มนิ่ง เราเลยทะยอยเดินกลับไปเรือสำราญของเรา แต่เดินเกินเวลาไปหน่อย ไปไม่ทันตอนยิงปืนสดุดี 55555 แอบเสียดายมากๆ





ระหว่างกลับเรือก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตรวจบัตรเราเหมือนเดิมค่ะ เช็คกระเป๋าต่างๆ แต่ก่อนจะเข้าไปด่านนั้น เหมือนในสนามบินเลย มีโซนซื้อของฝากที่แบบ เอาน้ำหอมแบรนด์ไฮเอนด์ มายำรวมกันเหมือนไม่ใช่ของแพง55555 แล้วราคาก็คือถูกม้ากกกกก ถูกพอๆกับบนเรือเลยอ่ะ ซึ่งจริงๆ 


บนเรือก็มี duty free แต่จะเปิดขายตอนเรือออกจากฝั่งเท่านั้น เพราะมันไม่มีภาษี ซึ่งซินก็ได้สอยของกลับมาเยอะม้ากกก





แต่ที่ประทับใจมากๆคือ ซื้อสร้อยคอที่ผลิตเฉพาะที่ Malta กลับมา ถือว่าเป็นเครื่องเตือนความทรงจำดีๆ ที่ได้มาเที่ยวเกาะนี้ ประทับใจมากๆ ก่อนกลับก็เลยถ่ายรูปสร้อยคอกับเกาะสักหน่อย แสงสวยมากๆ เป็นรูปที่ทุกวันนี้เปิดดูก็ยังคิดถึงมัลต้ามากๆ

จากนั้นก็กลับขึ้นเรือ แต่เรือยังไม่ได้ออก ต้องรอเช็คทุกอย่างให้เรียบร้อย เลยนัดกับพี่ช่างกล้องว่าซินอยากชุดครุยไปถ่ายให้เห็นวิวด้านหลังของเมือง เป็นอีกความประทับใจของทริปนี้ พอถ่ายเสร็จได้เวลาเรือออกพอดี โบกมือลาเมืองที่สร้างความประทับใจให้ซินมากๆ หลับตายังจำภาพที่ยืนอยู่บนสวนแล้วมองเมืองลงมา มันสวยจริงๆ เข้าใจคำว่า breathtakingly beautiful ก็วันนี้เลยค่ะ
ถึงกับสัญญากับตัวเองว่าสักวันจะกลับมาที่นี่อีกให้ได้!!





จบไปแล้วกลับการพาเที่ยวมัลต้าค่า จริงๆไปเมืองอื่นอีกถ้าอยากอ่านก็ฝากแขร์และกดไลค์ด้วยนะคะ รอบหน้าจะพาไปทัวร์เรือสำราญที่ใหญ่ติดอันดับของโลกว่าบนเรือมีอะไรมั่ง สำหรับวันนี้ขอจบทริปเพียงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ


ฝากกดไลค์กดแชร์และรอทริปต่อไปกันด้วยน้าา

กดไลค์เพจ Cindiexlla blog ไว้เบย 


Cindeixlla

Cindeixlla

สวัสดีค่า ยังไงฝากช่องทางต่างๆด้วยนะคะ
Facebook : Cindiexlla blog
Instagram : Cindiexlla
Youtube : Cindiexlla

FULL PROFILE