อัปเดตเคล็ด(ไม่)ลับเกี่ยวกับ Why we age เน้นๆ จากงาน JebanxInstitut Esthederm!

12th

turtle.yolq

turtle.yolq

ดู Profile

สวัสดีค่ะชาวจีบันนิสต้าที่น่ารักทุกคน หลังจากที่เราได้มีโอกาสไปเข้าร่วมอัพเดตความรู้เกี่ยวกับเรื่อง Why we age จาก JebanxInstitut Esthederm
จริงๆ เนื้อหาอาจจะยาวหน่อย แต่ก็จะพยายามเขียนให้กระชับ เพื่อให้ทุกคน
ได้อ่านกันครบถ้วนแบบเนื้อหาไม่หนักจนเกินไปนะคะ 


#ปัจจัยที่ทำให้ผิวแก่ 


1) อายุที่มากขึ้น : พออายุมากขึ้น เซลล์ผิวทำงานน้อยลง-พลังงานในเซลล์น้อยลง เช่น การสร้างสารอุ้มน้ำลดลง โอกาสเกิดผิวขาดน้ำเพิ่มขึ้น เซลล์ที่ชื่อ ไฟโบรบลาสต์ ที่ช่วยสร้างคอลลาเจน พออายุมากขึ้นก็สร้าง คอลลาเจนน้อยลงผลคือ หน้าห้อย ฯลฯ 

ตามงานวิจัย #แก่ตามอายุ (ไม่ได้มีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องนอกจากอายุมากขึ้น) ผลคือหน้าห้อย ไม่ใช่หน้ายับริ้วรอยเยอะ 


2) ปัจจัยภายนอกอื่นๆ : รังสียูวี มลภาวะ ความเครียด (แบ่งเป็น 2 อย่าง ด้านจิตใจ และร่างกาย ตัวอย่างด้านร่างกาย เช่น นอนน้อย สร้างภาระให้ ร่างกายจนเกิดความเครียด หรือ การออกกำลังกายหนักเกินไปก็สร้างความเครียดให้ร่างกายได้เช่นกัน หรือการกินมากเกินไปก็เช่นกัน) ผลที่เกิดจากปัจจัยภายนอกคือ อนุมูลอิสระจำนวนมาก นึกภาพไม่ออกว่า ทำงานยังไงให้นึกถึงหมู่บ้านเซลล์ผิว แล้วนึกภาพปัจจัยต่างๆ ส่งผลให้ อนุมูลอิสระเป็นเหมือนระเบิด ทำให้เซลล์บางตัวตาย หรือบาดเจ็บ (เซลล์อาจทำงานผิดปกติ)



สกินแคร์ที่ไม่ควรขาด 

คือ ครีมกันแดด (ช่วยAntioxidant) + สกินแคร์ที่เน้นเรื่องความชุ่มชื้นเป็นหลัก (มีงานวิจัยระยะยาวบอกว่าเทียบระหว่างคนไม่ใช้สกินแคร์เลยกับใช้สกินแคร์ธรรมดาที่เติมความชุ่มชื้นอย่างเดียวปริมาณและความลึกของริ้วรอยต่างกันอย่างเห็นได้ชัด) + แต่งหน้าลงงานผิว เช่น รองพื้น หรือแป้ง ฯลฯ ไม่หนัก ไม่แต่งแมตต์ 


.

+ การเสริม Antioxidant ควรทำทั้งกินและทา (เหตุผลที่ควรเสริมแอนตี้ออกซิแดนท์ เพราะถ้าเปรียบอนุมูลอิสระเป็นระเบิดพุ่งทำลายเซลล์ แอนตี้ออกซิแดนท์ ก็เหมือนกับมีบาเรียป้องกันระเบิดไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย) อาจเลือกเสริมตัวช่วยต้านอนุมูลอิสระจากภายในเป็นวิตามินซี


.


การนอนก็สำคัญ

ถ้าเรานอนตรงตามเวลาและครบถ้วนตามที่ควรจะนอนจริงๆ ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ออกมาช่วยซ่อมแซมเซลล์ทั้งหลาย แต่กลับกันถ้าไม่นอนตามเวลาที่ควรก็ไม่มีการหลั่งออกมา เซลล์ไม่ได้รับการซ่อมแซม แถมยังมีออกซิแดนท์หรือระเบิดมายิงตู้มๆ ใส่เซลล์เพิ่มเติมไปอีกกก



ผิวมันอย่าละเลย

คนผิวมันไม่ควรละเลยการเติมเต็มความชุ่มชื้น เพราะ

น้ำมันกับน้ำในผิวต่างกัน คนผิวมันคือคนที่ผิวมีน้ำมันเยอะ = ไม่ได้แปลว่ามีน้ำในผิวเยอะ ยังไงก็ควรดูแลเรื่องสมดุลความชุ่มชื้นให้เหมาะสม อาจเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เติมน้ำเยอะหน่อย น้ำมันน้อยหน่อย


เติมแล้วอย่าลืมล็อค

ไม่ว่าจะเติมความชุ่มชื้นลงไปขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีสกินแคร์กลุ่ม Occlusive เช่น ครีม/เจลครีม ฯลฯ มาปิดล็อคไม่ให้ความชุ่มชื้นออกจากผิว สุดท้ายก็ความชุ่มชื้นที่เราเติมลงไปก็ไหลออกอยู่ดี ประเภทของเนื้อสัมผัสสกินแคร์ที่เราเลือกใช้ควรเลือกตามปริมาณน้ำมันบนผิวด้วย เช่น ถ้าคุณมีปริมาณน้ำมันบนผิวเยอะเจลครีมก็เป็นคำตอบท่ีดีของคุณ ฯลฯ


.

ของหวานก็เกี่ยวกับเรื่อง Aging

มีงานวิจัยบอกว่า  เวลาที่ร่างกายได้รับของหวาน จะมีการหลั่งอินซุูลิน(ให้ร่างกายเอาน้ำตาลไปใช้งาน) แต่อินซุูลินจะไปยับยั้ง Growth Hormone (ที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ) แต่ถ้าถามว่ากินของหวานได้มั้ย คำตอบคือ ควรกินช่วงเช้าๆ ไม่เกินเที่ยง-บ่ายจะดีกว่า หลีกเลี่ยงช่วงเวลาตั้งแต่ 2 ทุ่มขึ้นไป เพราะสมมติกิน 2 ทุ่ม 3 ทุ่มอินซูลินหลั่ง หลังจากนั้นต่อให้เราจะนอนไ้ว นอนครบ Growth Hormone ก็ไม่ออกแล้วจ้า


.


อายุที่ควรเริ่มกระตุ้นคอลลาเจน ควรทำตั้งแต่ก่อน 3x ส่วนสารที่มีการวิจัยรองรับว่า สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนก็มีอยู่หลายตัวมากๆ หนึ่งในนั้นคือ ไฮยาลูรอน โมเลกุลขนาดเล็ก เน้น! ไม่ใช่ทุกโมเลกุลที่สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้


ใช้มาสก์ทุกวัน

อีกตัวช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยแห่งวัยนอกเหนือจากการเติมมอยส์เจอร์ไรเซอร์คือ การใช้มาสก์แผ่น ควรมาสก์ทุกวัน  ผ่านไปประมาณ 2 อาทิตย์ (แนะนำให้สังเกตผิวตัวเอง วันแรกและวันสุดท้ายจะรู้สึกว่าผิวมีการดูดซึมต่างกัน วันแรกจะรู้สึกผิวซึมเนื้อมาสก์ไวและซึมหมดแผ่น แต่พอจะครบ 2 อาทิตย์จะเริ่มรู้สึกได้เลยว่า เฮ้ย! จะ 20 นาที แล้วเนื้อมาสก์ยังซึมไม่หมดเลย = ผิวมีความอิ่มน้ำฉ่ำฟูกว่าเดิมมากขึ้น)


วิธีใช้ชีทมาสก์ : ทำความสะอาดผิว > โทนเนอร์ > ชีทมาสก์ > ค่อยเริ่มเซรั่ม และเรียงลำดับไปเรื่อยๆ


.


สำหรับคนที่ไม่สะดวกใช้มาสก์ชีททุกวัน 

สามารถเลือกใช้ครีมแทนสลิปปิ้งมาสก์ได้ แต่ต้องมีคุณสมบัติ 2 อย่าง คือ 

1. มีสารดึงน้ำเอาไว้ที่ผิวมากหน่อย เช่น Glycerin, Xylitol, Hyaluron ฯลฯ
2. มีสารที่คลุมไว้ไม่ให้น้ำที่เราเติมลงไประเหยออก เช่น ออยล์ต่างๆ นอกเหนือจาก Mineral Oil ฯลฯ



บอกต่อตัวช่วยดีๆ จาก Institut Esthederm

Institut Esthederm Cellular Water Mist


  • เป็น Anti-aging Mist มิสต์ตัวแรกที่ช่วยลดริ้วรอย จากไฮยาโมเลกุลขนาดเล็กมากพอที่จะลงไปใต้ชั้นผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

  • มี Broad Spectrum เป็น Age Prevention ที่สามารถดักจับอนุมูลอิสระได้ครบทั้ง 3 ประเภท ทั้งออกซิเจนสปีชีส์, ไนโตรเจนสปีชีส์ และคาร์บอนิลสปีชีส์ (ปกติสารต้านอนุมูลอิสระทั่วไปจะดักจับได้ตัวเดียว)

  • มีเกลือแร่ในระดับเลียนแบบเทียบเท่าน้ำในผิวเพื่อเสริมพลังงานให้ผิวทำงานเหมือนเซลล์ผิวที่อ่อนเยาว์

  • as Powerful as Serum สามารถใช้ได้ 3 แบบ ได้แก่ 1) สเปรย์ก่อนลงสกินแคร์เพื่อให้ผิวรับสกินแคร์ได้ดีขึ้น 2) หลังลงเมคอัพเพื่อเซ็ตเมคอัพ 3) ระหว่างวัน เหมือนบำรุงด้วยการเติมเซรั่มลงผิวทั้งวัน (จากที่ปกติเราจะทาเซรั่มเช้า-เย็น)

เหมือนทางแบรนด์บอกว่าจะเห็นผลที่ชัดเจนหลังลองใช้ 21 วัน เราเลยอาจจะขอเวลาลองใช้จริงประมาณ 21-30 วันก่อนนะคะ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ JebanxInstitut Esthederm ที่จัดงานดีๆ ให้ชาวจีบันนิสต้าได้ไปร่วมงาน และขอขอบคุณคุณจิน, คุณไอซ์ ICEAMORE, คุณเจนจินดา, พี่เตย @Kchanpen28, พี่รัก @Charlotte Rak , พี่แจน @Jayannjan, พี่นุ่น @noon-ying, พี่ภู @Poohdi, คุณปังปอนด์ @Pangpondonclip ที่ช่วยบอกต่อข้อมูลดีๆ นะคะ ขอบคุณภาพสวยๆ จากจีบัน+Pixabay และก็ดีใจที่ได้เจอเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนเลย เป็นอีกวันที่มีความสุขมากๆ ยังไงไว้เจอกันใหม่กระทู้หน้าน้า สวัสดีค่ะ รักรักรัก <3

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย