ระเบิดคลัง! รองพื้น 40 ตัว จาก 25 แบรนด์ ตัวไหนเวิร์ก!...มาชมกัน

Jayskennedy

Jayskennedy

ดู Profile

เราเป็นคนผิว nc30-35 หรืออธิบายโดยละเอียดว่า สีผิวกลาง ๆ อันเดอร์โทนเหลือง สภาพผิวมัน รูขุมขนกว้าง มีรอยดำ รอบแดงจากสิว มีหลุมสิวบ้างประปราย มีสิวบ้างบางช่วง โอเคไม่ช้าของเยอะ เริ่ม!  


PS1 - การปกปิดของรองพื้นแต่ละตัว นอกจากตัวรองพื้นแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวของคือ แอปพลิเคเตอร์ (นิ้วมือ ฟองน้ำ แปรง...) และวิธีการเกลี่ย (กด ปาด...)


PS2 - การติดทน หรือ คุมมัน (ต้องแยกให้ออกนะครับ ติดทนคือ ซับแล้วหลุดออกมาน้อย ไม่หลุดระหว่างวัน คุมมันคือ ผิวจะมันช้าลงอะไรประมาณนี้ ) นั้น ขึ้นอยู่กับการ prep และ prime ผิวด้วย เช่น หน้ามันแต่ลงสกินแคร์เยอะ ไม่ใช้ไพรเมอร์ ก็อาจจะทำให้หน้าเยิ้มย้อยระหว่างวันได้ อันนี้ก็แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละบุคคลไปนะครับ


PS3 - เนื่องจากรองพื้นบางตัวได้มีการใช้หมด หรือส่งต่อให้คนอื่นไปแล้ว อาจจะไม่ได้มีรูปขวดหรือสวอชให้ดูนะครับ


PS4 - การ insert รูปในครั้งนี้เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างยาว และไม่อยากแบ่งพาร์ท จึงขอ insert เป็นรูปรวม จากปกติที่เคยเป็นรูปเดี่ยวนะครับ

สภาพผิวประมาณนี้..ปัจจุบันดีขึ้นแล้ว ไว้จะมาอัปเดตสกินแคร์ให้นะค้าบบ
"สภาพผิวประมาณนี้..ปัจจุบันดีขึ้นแล้ว ไว้จะมาอัปเดตสกินแคร์ให้นะค้าบบ"

Products Mentioned

1. Bobbi Brown Skin Long-Wear Weightless Foundation

2. Bobbi Brown Intensive Skin Serum Foundation

3. Fenty Beauty Pro Filt’r Soft Matte Longwear Foundation

4. Givenchy Matissime Velvet Foundation

5. YSL Touche Eclat All-In-One Glow Foundation

6. Lancome Teint Idole Ultra Wear Foundation

7. Giorgio Armani Luminous Silk Foundation

8. Chanel Perfection Lumiere Velvet Foundation

9. Estee Lauder Double Wear Stay-In-Place Foundation

10. Maybelline Fit Me Matte+Poreless Foundation

11.Chanel Vitalumiere Glow Luminous Touch Foundation

12. L’oreal True Match Liquid Foundation

13. Dior Forever Skin Glow Foundation

14. Shu Uemura Unlimited Foundation

15. It Cosmetic Your Skin But Better (Original & Matte)

16. Chanel Ultra Le Teint Foundation

17. Charlotte Tilbury Airbrush Flawless Foundation

18. Charlotte Tilbury Magic Foundation

19. Urban Decay Stay Naked Foundation

20. Urban Decay All Nighter Foundation

21. Anastasia Beverly Hills Stick Foundation

22. Make Up For Ever Ultra HD Stick Foundation

23. Make Up For Ever Ultra HD Foundation

24. Stellar Limitless Foundation

25. Beauty Blender Bounce Foundation

26. Chanel CC Cream

27. YSL All Hours Foundation

28. Physicians Formula The Healthy Foundation

29. L’oreal Infallible Fresh Wear Foundation

30. MAC Studio Fix Cushion

31. Glossier Perfecting Skin Tint

32. Espoir Pro Tailor Be Silk

33. Nars All Day Luminous Weightless Foundation

34. Nars Natural Radiant Longwear Foundation

35. Nars Velvet Matte Skin Tint

36. Revlon Color Saty Foundation

37. Revlon Photoready Foundation

38. Bobbi Brown Stick Foundation

39. Shu Uemura Light Bulb Foundation
40. Laura Mercier Silk Creme Photo Edition Foundation

1. Bobbi Brown Skin Long-Wear Weightless Foundation #4.25 Natural Tan  (2000THB)

สำหรับเราเค้าคุมมันได้ดีเลย ติดทน ออยล์ฟรี ปกปิดได้ตั้งแต่บางเบาจนถึงเกือบสุดเลย รอยเข้ม ๆ ต้องพึ่งคอนซีลเลอร์ เราแอบคิดว่าเค้าเกลี่ยยากไปนิดนึง แต่ที่สำคัญคือสีเป๊ะผิวหน้ามาก ๆ เค้าแนะนำให้ใช้กับแปรงเค้า ตัว full coverage face brush แต่เราใช้ฟองน้ำ การใช้จึงควรที่จะมีการเตรียมผิวให้พอดี ผิวแห้ง ควรทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์ให้พร้อม ผิวมันควรเตรียมความชุ่มชื้นระดับนึงเผื่อให้ง่ายต่อการเกลี่ย  เราว่าเค้าติดแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวจริง ๆ เค้าเซ็ตตัวไว แมตต์ เราชอบการปกปิดตรงบางสุดก็ได้ หนาสุดก็ดี แต่เราแอบรู้สึกเค้กกี้นิดนึงในบางวัน แต่ไม่หนักหน้านะ ผิวดู natural มั้ย ก็สามารถทำได้ถ้าทาบางๆ เราเคยทาแบบแน่นสุดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปออกกองตากแดดทั้งวัน จนไปเล่นสงกรานต์กลับตี 1 ตี 2 ก็ยังอยู่นะ ไม่ได้หลุดไปทั้งหมด แต่ก็อยู่ในสภาพที่ยังดูดี ในวันปกติถ้าหน้ามันพอซับก็มีติดออกมานิดหน่อย โดยรวมแล้วเราให้เวิร์กครับ

2. Bobbi Brown Intensive Skin Serum Foundation #4.5 Warm Natural (2650THB) 

ป้าบ๊อบบี้ก็เป็นอีกแบรนด์นะที่ขายของเก่ง ตั้งแต่ปลาย ๆ ปี 2018 ถ้าใครฟอลไอจีจะรู้ว่าเขานำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วมารีโปรโมท แล้วเขาก็ทำ “สำเร็จ” ด้วยพลังจากโซเชียลที่เดี๋ยวนี้อะไรก็ไปไวมาก ๆ ดูบ่อย ๆ มันซึมซับ เราเป็นอีกคนที่เสียเงินนี่แหละ ตัวนี้ตอนออกมาครั้งแรกเรากลัวว่าจะมันเกินไป แต่พอมาลองใช้จริง ๆ แล้วคือกำลังดี ไม่แห้งไป ไม่ชุ่มไป ติดทนระดับนึงเลย เกลี่ยง่ายมาก ๆ เนื้อเหลว และที่สำคัญคือมันเบาหน้ามาก ไม่หนักหน้า ชอบตรงนี้มากเลย มีเอสพีเอฟมาให้ตั้ง 40 แถมพีเอมาอีก 3 บวก การปกปิดเป็นระดับบางเบาถึงปานกลาง เรื่องสีเนี่ยส่วนใหญ่รองพื้นของป้าบ๊อบบี้จะติดเบสเหลือง เท่าที่เราอ่านมาเขาเคยบอกว่าคนเราจะมีเบสสีเหลืองในทุกอันเดอร์โทน ตัวนี้สีมันเหลืองกว่าหน้าเราไปนิดนึงในตอนแรกแต่พอเซ็ตตัว ระหว่างวันกลับพอดีขึ้น ในเรื่องของสารบำรุงนั้น....ก็ตามที่บอกไปด้านบน แต่ตัวนี้ยังให้ฟีลรู้สึกว่าได้บำรุงมากกว่า CT นะ สำหรับเราตัวนี้เราให้ชนะเรื่องความเบาสบายหน้าคือที่สุด คนที่ผิวไม่ได้มันมากไปจนถึงผิวแห้งน่าจะชอบนะครับ ควรมี “มันเวิร์ก” 


ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแพ็คเกจเป็นหัวปั๊มพ์แล้วนะครับ

3. Fenty Beauty Pro Filt’r Soft Matte Longwear Foundation #290 (1390THB) 

รองพื้นของแม่ริริตัวนี้เด่นเรื่องเฉดสีที่มีถึง 40 เฉด เรียกได้ว่าเยอะมาก แพ็คเกจเป็นขวดแก้วที่มาพร้อมกับหัวปั๊ม เราชอบขวดเค้ามากเพราะมันดูคลีนดี ส่วนตัวรองพื้นนั้น ฟินิชแบบซอฟท์แมตต์ เนื้อลื่นดี เกลี่ยค่อนข้างง่าย Oil Free ที่สำคัญคือเซ็ตตัวไว ไม่ควรแต้ม 5 จุด ตอนทาแรก ๆ สัมผัสได้เลยว่ามันแมตต์ ให้การปกปิดแบบ full coverage เลยนะตัวนี้ แต่ว่าผ่านไปสัก 3-4 ชั่วโมงก็คือเริ่มมีความมันแล้ว คุมมันเฉย ๆ อาจจะเป็นเพราะเราหน้ามันมากด้วย เรื่องความติดทนนี่เวลาซับหน้าก็มีติดออกมาประมาณนึง มีหายไปนิดหน่อย พอซับแล้วหน้าก็กลับมาแมตต์เหมือนเดิม เราใช้ตัวนี้เป็นรองพื้นวันรับปริญญาด้วยนะ ใครที่ผิวไม่ได้มันมาก ก็สามารถใช้ได้ เกือบเวิร์กแล้วจริง ๆ อ่ะติดแค่เค้าคุมมันน้อยไปหน่อยสำหรับเรา

4. Givenchy Matissime Velvet Foundation #05 Mat Honey (2410THB)

เป็นรองพื้นที่เนื้อมาก ๆๆๆ อีกตัวนึง เนื้อลื่น เบา กลืนไปกับผิว ไม่แห้งตึง การปกปิดในแบบ sheer to medium รอยเข้ม ๆ ยังต้องพึ่งคอนซีลเลอร์นะฮะ เทียบ ๆ รองพื้นที่เป็นสไตล์เวลเว็ทก็คือปกปิดขึ้นมามากกว่าชาแนลนิดนึง ฟินิชเป็นแบบแมตต์แต่ไม่แบน เพราะด้วยความที่เป็นแบบกำมะหยี่ ทำให้ผิวดูมีเหลือบ ๆ นิดนึง ฟินิชผิวสวยมาก เรื่องของการคุมมันก็ถือว่าคุมมันได้ประมาณนึง  เราเคยทาไปขึ้นเขาคิชกูฏ ลงมาก็ยังอยู่นะ หลุดไปบ้าง แต่ไม่น่าเกลียด ตัวนี้มีเฉดประมาณ 6 เฉดสี เราใช้เบอร์ 05 MAT Honey มีความสว่างกว่าผิวนิดนึง แต่เค้าออกซิไดซ์นิดนึง ก็คือพอดีกับผิวเป๊ะ ส่วนของแพ็คเกจค่อนข้างหนักหน่อย ตัวฝาเรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยแน่นอ่ะ เหมือนจะหลุดง่าย แต่เวลาพกไปไหนก็ไม่หลุดนะ สรุปเลย เวิร์กกกกกก สำหรับผิวผสม ผิวมัน ที่ไม่ได้มันมาก เริ่ดดดดด !! แต่แนะนำอย่างนึง ไปลองเนื้อ แล้วจะรู้เลยว่ารองพื้นเนื้อดีเป็นยังไง 

5. YSL Touche Eclat All-In-One Glow Foundation #B50 (2400THB)

ตัวนี้บอกเลยว่าเริ่ดอยู่ เค้าเคลมว่าใช้ง่ายทาๆ นวดๆ จบ ที่นี้เราจะบอกว่า ง่ายจริงสำหรับคนผิวดี ฟินิชแบบโกลว์ แต่สำหรับเราที่ผ่านสงครามมา ต้องใช้คอนซีลเลอร์ช่วย เพราะเค้าปกปิด sheer-medium เนื้อลื่นมากๆ จุดเด่นคือแตกตัวเป็นน้ำ ถ้าซูมดูรูปสุดท้ายจะเห็นเป็นเม็ดน้ำเลย แต่ว่า..... ความเป็นหยดน้ำนี่แหละ ทำให้เวลาที่เราเป็นสิวแบบที่พี่งหายแล้วเป็นรอยแห้งๆ หรือรอยหน้าลอกๆ มันจะไปจับกับรอยนั้นๆ ทำให้มันเป็นขุยๆเหมือนที่เป็นน้ำมันซึมไปกะผิวแต่เราต้องนวดให้สีซึมต่อ ถ้านึกไม่ออก ต้องไปลอง จริงๆ เค้าซับซ้อนนิดนึง แต่วันไหนผิวดีอ่ะเริ่ด ๆ ตัวเดียวจบ ติดทนๆ ก็กลางๆ ไม่ค่อยคุมมันนะครับแต่ออยล์ฟรี เฉดประมาณ 7-8 เฉด ต้องไปลองหน้าสดไปได้ยิ่งดี เพราะสีงงมาก B คือกลางๆ BD คือโทนเหลือง BR คือโทนชมพู เพื่อนเราปกติใช้โทน B แต่ไปเทสแล้วได้ BD มา เราปกติใช้ BD แต่ได้โทน B ไม่รู้ทำไม ต้องไปลอง เราใช้ B50 นะครับ ตัวนี้สีจะสว่างกว่ารุ่นอื่นๆนิดนึง ปกติเพื่อนเราจะ B30 เราประมาณ BD 45 แต่รุ่นนี้ต้องดรอปลงมาอีก มี spf23 ด้วยนะครับ ตินิดเดียวถ้าใส่มาสัก 30 มันจะ all in one สมกับชื่อเลยจริงๆ โดยรวมแล้วเวิร์กครับพ้ม !! 

6. Lancome Teint Idole Ultra Wear Foundation #320 Bisque W (1950THB)

ยังไง้ ยังไง ก็ไม่เคยมีใครมาเตะก้นได้เลย รองพื้นอันดับ 1 ในใจตลอดกาล เค้าไปกับเราบ่อยที่สุด เพราะเชื่อใจได้ว่า ติดทน คุมมัน ปกปิดระดับมีเดียมถึงฟูล ฟินิชแบบแมตต์แต่ดูไม่แบน ไม่หนาหนัก Oil Free ด้วยคือมันไม่มีอะไรจะติอ่ะ สำหรับการเลือกเฉดสี เราแนะนำให้ป้ายที่กรอบหน้าแล้วรอให้เค้าเซ็ตตัวซักแป๊บบบ 2-3 นาที เพราะเค้าจะเข้มขึ้นนิดหน่อย เฉดสีที่เราซื้อเป็นเมทริกซ์แบบ US (บ้านเราเป็นยุโรป) ซึ่งเราว่ามันง่ายในการเลือก ตัวเลขก็หมายถึง ลำดับความเข้ม ตามมาด้วยชื่อสี และอันเดอร์โทน W(warm) คือโทนเหลือง, C(cool) คือโทนชมพู, N(neutral) คือโทนกลาง ปัจจุบันบ้านเรามีการขยายเฉดสีถึง 40 เฉดแล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้ไปลองว่าเฉดที่เป็นของเราคือเบอร์อะไร แต่ถามว่าเรารู้ได้ไงว่าใช้สีอะไรที่ซื้อจาก US เราดูยูทูปเบอร์ที่ใช้รองพื้นแทบจะเบอร์เดียวกับเราทุกแบรนด์เลย บวกกับการหาสวอชเทียบกับรองพื้นแบรนด์ตั่ง ๆ  มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำนะครับทุกคน ควรจะไปเทสสีด้วยตัวเอง ตัวนี้ครั้งแรกที่ใช้เราใช้เบอร์ 045 หมองเป็นของเข้าเลยครับพี่น้อง ด่ายับ เพราะหน้าดรอปมาก คุมมันแย่ เหม็นน้ำหอม(ตัวปัจจุบันน่าจะเอาน้ำหอมออกไปแล้วนะครับเพราะของเราเอาออกมานานแล้ว) ไม่แนะนำใครเลย แต่ด้วยความอยากลอง เอาวะเปิดใจอีกรอบซึ่งได้ผล เป็นปลื้มสุด ๆๆๆ จากต่ำสุด เตะก้นทุกตัวขึ้นมาผงาดได้อย่างง่ายดาย เราเคยใช้นานที่สุดตั้งแต่ 7 โมงเช้าไปจนถึงตี 2 คือสภาพยังอยู่ครบมาก ซับ ๆ ก็คือแทบไม่หลุด แค่เนี้ยก็คือ ได้เงินเราแล้วอ่ะ เราแนะนำเลย “มันเวิร์กม้ากกกก”

7. Giorgio Armani Luminous Silk Foundation #6 (2550THB)

ตัวนี้เราให้ติด Top 3 รองพื้นในดวงใจ เพราะ เนื้อลื่น บาง เบามาก สามารถทำให้หนาก็ได้ ให้บางก็ได้ ทำได้ตังแต่ sheer จนถึงเกือบจะ full coverage เลยแหละ แต่ไม่ดูหนาเหมือน full coverage foundation ตัวอื่น ๆ นี่คือจุดเด่นอีกอย่างนึงเลยล่ะ ฟินิชเป็นกึ่ง ๆจะแมตต์ กึ่ง ๆ จะโกลว์อ่ะ อยู่ตรงกลาง เรื่องการคุมมันตัวนี้ไม่คุมมัน แต่ไม่ทำให้มันเพิ่ม แต่สำหรับเราที่หน้ามันมาก ๆ ก็มีหลุดบ้างเวลาซับหน้า ก้ถือว่าติดทนประมาณนึงแหละ ข้อดีอีกข้อคือ สีให้เลือกเยอะ ไม่มี spf ด้วย ห้ามกะดูจากเว็บหรือสวอชนะ !! เรามีประสบการณ์มาแล้วตอนเค้ายังไม่เข้าไทย แต่สุดท้ายไปเทสที่คิงพาวเวอร์เลยโชคดี เราใช้เบอร์ 6 สำหรับเราเวิร์กมากกกกกก นี่เป็นขวดที่ 2 แล้วนะหมดไปแล้ว 1 ขวด คิดดู !! ว่ามันเวิร์ก ไม่เวิร์ก

8. Chanel Perfection Lumiere Velvet Foundation #40 Beige (2500THB)

แพ็คเกจเป็นขวดพลาสติกน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการพกพาได้ดีเลยล่ะ ข้างในจะเป็นแบบบีบ ๆ ต้องคอยเช็ดไม่งั้นจะดูเลอะเทอะนิดนึง  เราใช้ B40 จากประสบการณ์เรารู้สึกว่า Chanel เป็น Hi-End ที่เฉดสีรองพื้นน้อยที่สุดแล้ว เพราะมีแต่โทนสีกลาง ๆ ไม่แดง ไม่เหลือง และมีอันเดอร์โทนชมพูเพิ่มมาอีก แต่ไม่มีโทนเหลือง (คนที่ผิวเหลืองมาก ๆ อดนะจ๊ะ) ตอนแรกเราไม่กล้าซื้อเพราะกลัวใช้ไม่ได้ ปกติเราจะติดรองพื้นที่เป็นโทนเหลือง แต่ตัวนี้พอระหว่างวันไปเค้าปรับให้มันกลืนกลับผิวไปได้ดีเลยล่ะ คุมมันได้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ต้องใช้เบสหรือไพรเมอร์ช่วยยืดระยะเวลา
เนื้อสัมผัสลื่น เบา และกลืนไปกับผิวแบบสวยมาก เซ็ตแห้งเป็นแป้ง แต่ให้ระวังการไปจับกับรอยลอก ๆ ขุย ๆ แต่ตัวนี้ไม่ค่อยเป็นเท่าไรดีมาก ๆ ตัวนี้มีน้ำหอมผสมด้วยนะครับ Oil Free การปกปิดในระดับ sheer-medium บิ้วได้สุดแค่ medium  ฟินิชเป็นแบบกำมะหยี่สมชื่อจริง ๆ เราชอบตรงนี้ที่สุด เพราะมันแมตต์ แต่มันไม่แบน ถ้าหันดูแล้วจะมีความชีนของผิวอยู่เหมือนกำมะหยี่เลย คือเป็นตัวเดียวที่เคลมแล้วทำได้จริง และตัวนี้บนหน้าเราติดทนตลอดทั้งวันนะเออ “มันเวิร์กมากกกกก” 


ปล. รุ่นใหม่ที่ออกมา คือ Ultra Le Teint Velvet เป็นสูตรเดียวกันนะครับ แต่เพิ่มเฉดสี และเปลี่ยนชื่อ อิงข้อมูลมาจาก Q&A ในเว็ปของ Chanel ครับ


9. Estee Lauder Double Wear Stay-In-Place Foundation #3W1.5 Fawn (1950THB)

รองพื้นฝาทองในตำนาน เผื่อใครยังไม่รู้เค้ามีปั๊มแล้วนะฮะแต่ขายแยก เนื้อค่อนข้างหนืด Oil Free เซ็ตตัวไว ต้องรีบเกลี่ยไม่งั้นอาจจะเป็นคราบๆได้ แต่ใครที่ว่าหนานี่เราเถียงขาดใจ คือเค้าไม่ได้หนาหนักขนาดนั้น เอาจริงๆ รองพื้นทุกตัวมันอยู่ที่วิธีการเกลี่ย อุปกรณ์ที่ใช้เกลี่ยด้วย ปกปิดเริ่มที่ medium - full ฟินิชแบบแมตต์คุมมันได้ดีกว่าลังโคมขึ้นมาอีกนิดนึง เราซื้อเพราะเราต้องการใช้เวลาต้องการหน้าแน่นแบบอยู่ทั้งวัน แต่ว่า .... เวลาหน้ามัน น้องคนนี้ดูเค้กกี้นิดนึงอ่ะ แล้วตรงบริเวณที่เราไม่ต้องการการปกปิดมากเช่น รอบปาก เวลาหน้ามันแล้วรองพื้นเป็นจุด ๆๆ รอบปากเลย คือลังโคมไม่เป็น หลายคนคงสงสัยถ้าเทียบกับลังโคม เราชอบลังโคมมากกว่าเพราะ ใช้ได้บ่อยกว่า เกลี่ยง่ายกว่า เบาหน้ากว่า ติดทนกว่า แต่เอสเต้คุมมันได้ดีกว่านิดนึง ถามว่าซื้อต่อมั้ย คงไม่ คือมันก็เกือบจะเวิร์กแล้ว ถ้าไม่เป็นจุด ๆ รอบปาก เราเลยว่าน้องคนนี้เฉย ๆ 

10. Maybelline Fit Me Matte+Poreless Foundation #220 และ #228 (399THB)

รองพื้นถูกและดีในตำนาน ราคาดี Oil Free การปกปิดให้แบบ medium นะไม่ถึง full เราว่าเค้าไม่ได้แมตต์ขนาดนั้น คือไม่แห้งตึงผิวแห้งยังใช้ได้ เซ็ตตัวแล้วมีความเป็นแป้งนิดนึง นิดแบบนี้ดเดียวอ่ะ ไม่ได้หนึบ เรื่องคุมมันเราว่ากลาง ๆ ไม่ได้แมตต์ตลอดทั้งวัน ข้อดีคือเฉดสีเยอะ แต่ก็ยังไม่มีสีเราอยู่ดี เราต้องผสมระหว่าง 220 กับ 228 ตอนแรกใช้ 228 แต่มันเข้มไปนิด พอเรียนจบเราก็ขาวขึ้นมานิดนึงเลยต้องผสม ไม่ต้องเดินตากแดดเรียนแล้วไง 555 ใครที่ออนเดอะบัดเจ็ตก็ถือเป็นรองพื้นที่ดีตัวนึงเลย แต่ก็ยังไม่ใช่ที่สุดสำหรับเรา

11.Chanel Vitalumiere Glow Luminous Touch Foundation #30 Beige (2500THB refill + case)

เป็นคุชชั่นตัวแรกของเราเลยแหละ เห็นเค้าหวีดกันตั้งแต่ยังไม่เข้าไทย พอเข้าไทยปุ๊บเราก็จัดปั๊บเลย แพ็คเกจเรียบหรูตามสไตล์ของชาแนล แน่นหนา ทนทาน ด้านในมีพัฟมาให้.... พัฟนิ่มม้ากกกกกกกกก แต่ส่วนตัวเราไม่ยังไม่เคยใช้ลงนะ เราใช้ Beautyblender ตลอดเลย เพราะเราไม่อยากให้มันเลอะตลับ  ตัวคุชชั่นเนื้อดีมาก บางเบา ไม่ค่อยปกปิดอะไรเลย เนื้อมีความหนึบนิดหน่อย แต่มันไม่ได้หนึบแบบแหยะ ๆ มันหนึบเหมือนชุ่มชื้น ขนาดเราผิวมันเรายังไม่รู้สึกเลยว่ามันน่ารำคาญ ตัวนี้ไม่ควบคุมความมันเลย แถมเพิ่มความชุ่นชื้นให้นิดนึง แต่ทาออกมาแล้วพอเซ็ตตัวปุ๊บ ผิวสวยมากมันโกลว์แต่มันไม่มัน ประมาณ 4 - 5 ชั่วโมง ถึงเริ่มรู้สึกว่าน้ำมันเริ่มออกมาเยอะ ต้องมีการซับบ้างไรบ้าง แต่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น เวลาส่องกระจกคือผิวดูมีความเงาแต่พอจับแล้วมันไม่มันอ่ะ งงเหมือนกัน โดยรวมแล้วเราว่าโอเคนะ เหมาะสำหรับผิวที่ไม่ค่อยมีปัญหา หรือคนที่ไม่ได้ผิวมันมาก เราติดนิดนึงคือ spf น้อยไปหน่อย 15 เอง เป็นคุชชั่นควรจะมีเยอะกว่าเน้แมะ !!! ส่วนเรื่องเฉดสี เราnc30-35 ยังว่า 30 beige แอบสว่างไปนี้ดเดียว เพราะฉะนั้นคนผิวที่เข้มความเราขึ้นไปก็ไม่ค่อยแนะนำเท่าไร อีกอย่างคือราคาค่อนข้างแรงไปนิดนึง ใครไหวขอให้ไปลอง มันเวิร์ก!

12. L’oreal True Match Liquid Foundation #G4 (449THB) 

ตัวนี้เป็นตัวสุดฮอตของดรักสโตร์จริงๆ ทรูแมชจ้าาา สีพอดีเป๊ะมาก ๆ คุมมันได้แบบน่าตกใจอ่ะสำหรับเราคืออยู่ทั้งวัน เนื้อลื่น เกลี่ยง่ายยย ปกปิดแบบ sheer to medium แต่ว่าติดนิดนึง เรารู้สึกเค้าไม่ค่อยซึมลงผิวช่วงแรก ๆที่ทา แต่ต้องรอให้เค้าเซตตัวสักแป้บบบ ถึงจะกลืนไปกับผิวเรา ตัวนี้ให้ฟินิชแมตต์ แต่ว่าแอบมีชิมเมอร์สีทอง ตอนแรกเราคิดว่ามันเป็นที่ขวดแต่กดออกมาแล้วคือ เออจริง มีชิมเมอร์ ซูมดูจะเห็นเลยว่ามีนิดหน่อย แต่ไม่ได้ทำให้ผิวดูเงาขึ้นหรือวาวขึ้น โดยรวมแล้วเวิร์กจ้าาาา 

13. Dior Forever Skin Glow Foundation #2W (2400THB) 

ตัวนี้เค้าออกมาพร้อมกัน 2 ตัว อีกตัวนึงคือ แมตต์ แต่พี่บีเอแนะนำว่าให้เอาโกลว์ดีกว่าเพราะผิวสวยกว่า บางกว่า ดูเล่นแสงกว่า ซึ่งพอเราเทส เราก็ว่าจริงนะ อีกเหตุผลนึงคือเราก็มีรองพื้นแบบแมตต์เยอะแล้ว มีแบบโกลว์บ้างมันจะเป็นไร พอเราลองใช้แล้ว เท็กซ์เจอร์ลื่นมากกก และเค้าก็ไม่ได้มันนะ ผิวมันใช้ได้ ผิวแห้งน่าจะชอบ เบาหน้า ปกปิดระดับกลาง ๆ ใช้ประจำก็ได้ออกงานก็ดี เราว่าเค้าเล่นแสงสวยในไฟกลางคืนอ่ะ เฉดสีให้เลือกน้อยไปหน่อย โชคดีที่มีสีเรา ดิออร์เป็นแบรนด์ที่ทำเฉดสีออกมาได้สวยนะเราว่าโทนเหลืองคือไม่เหลืองอ๋อยอ่ะ ติดทนประมาณนึง อาจเป็นเพราะเราหน้ามันด้วยแหละ แต่ก็ไม่ได้หลุดจนน่าเกลียดนะ ไปแบบสวย ๆ เค้าเกือบเตะก้นอาร์มานี่แล้วแต่ก็ยังด้วยเหตุผลที่ว่าใส่ SPF มา 35 แถม PA +++ อีก รองพื้นโกลว์ ๆ แบบนี้ส่วนใหญ่เราใช้เวลาไปงานกลางคืนซึ่งแน่นอนต้องเจอแฟลช แล้วมันไม่เซลฟ์ เวลาถ่ายรูปแล้วแบบหน้าเราจะลอยป่ะวะ แค่นั้นเอง ถามว่าเวิร์กมั้ย “เวิร์กครับ”  

14. Shu Uemura Unlimited Foundation #754 medium beige (1950THB) 

รองพื้นที่ถูกเคลมว่าผิวหายใจได้ ... ซึ่งมันจริง เพราะมันไม่หนักหน้าเลย เบาสบายมากกก เหมาะกับเอฟเวอรี่เดย์สุด ไม่มีSPF Oil Free การปกปิดเราให้ระดับเบาจนถึงปานกลาง เท็กซ์เจอร์เป็นแบบลิควิดเหลวเป๋วเลย ค่อนข้างแห้งไวและเซ็ตไปกับผิวเลย เราใช้แป้งน้อยลง ทำให้ผิวดูไม่เป็นแป้ง ๆ เวลาเราใช้เพื่อนจะบอกว่าวันนี้ดูเบาซึ่งวันไหนใช้แป้งน้อยนี่คือภูมิใจมาก ปกติคือสาด ๆ ฟินิชแบบกึ่งเมตต์ ดูเป็นผิวผู้ดีอ่ะ แพ็คเกจคือสวยงามมินิมอลดี แต่หนักและไม่น่าพกไปไหนสะดวกเพราะอ้วนเหลือเกิน เรื่องความทนทานของรองพื้น เราว่ากลาง ๆ วันไหนที่ใช้ชีวิตนาน ๆ ก็คือจะมีหลุดบ้าง เค้าเกือบเตะก้นลังโคมแล้วติดอยู่หลัก ๆ คือ...เฉดสี หลายคนสงสัย เค้าออกมาเยอะขนาดนี้ยังไม่โดนอีกหรอ คำตอบคือใช่.... เพราะเราอยู่ตรงกลางระหว่าง 754 (สว่างไป) 744 (เข้มไป) และแพ็คเกจและความทนทานของรองพื้นลังโคมยังชนะอยู่ แต่โดยรวมแล้ว “มันเวิร์กครับ” 

15. It Cosmetic Your Skin But Better Original & Matte #medium tan (1700THB)

Original

แบรนด์ของทีมศัลยแพทย์ วางใจได้ว่าไม่แพ้ ไม่อุดตัน สำหรับเราตัวนี้คือว้าวสุด ๆ ส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟนของพวกซีซี บีบี คุชชั่น อะไรเท่าไร ชอบรองพื้นที่เป็นออริจินอลรองพื้นมากกว่า แต่ตัวนี้คือมาเหนือเพราะโดยทั่วไปแล้วรองพื้นส่วนใหญ่จะใส่ SPF มาน้อย แต่ตัวเนี้ย เราว่าจริง ๆ เค้าก็เป็นรองพื้นอ่ะแหละ แต่มาร์เก็ตให้เป็นซีซี ฟินิชเป็นแบบธรรมชาติ ไม่แมตต์ไป ไม่วาวไป การปกปิดมาในระดับไลท์จนถึงฟูลเลย ใช้แล้วผิวสวยมาก เท็กซ์เจอร์เค้าเกลี่ยง่าย ลื่น เอาจริง ๆ เราว่าเค้าเหมาะกับทุกสภาพผิวเลยนะ เพื่อนเราผิวแห้งก็ชอบ เราผิวมันก็ชอบ เฉดสีมีให้เลือก 12 เฉด แพ็กเกจคือดี มีหัวปั๊มพ์ น้ำหนักเบา ติดทนประมาณนึงสำหรับเราที่ผิวมันบางวันที่ผิวมันมาก ๆ หรือใช้เวลาชีวิตนาน ๆ เค้าแอบมีหลุดบ้าง และน้ำมันที่ดันออกมาตรงรอบจมูกมันมีความเป็นคราบเล็กน้อย แต่ไม่น่าเกลียด สำหรับใครที่ชอบความง่าย เกลี่ย ๆ ไป วันขี้เกียจอ่ะแม่ เราแนะนำตัวนี้ “มันเวิร์ก” แต่ๆๆๆๆๆๆๆ ... เรายังมี ซีซีครีมอีกตัวที่เทพไปกว่านี้ และชอบมากกว่าอีกตัวนึง รอชมด้านล่างนะครับ 

Matte 

สำหรับตัวแมตต์ สูตร Oil Free นี่ไม่ปลื้มเอาซะเลย เกลี่ยยาก หนาเตอะ ไม่ได้คุมมันอะไรเท่าไรเลยทั้ง ๆ ที่เคลมว่าเป็นแมตต์ รู้สึกไม่สบายผิว เราว่าเค้าทำให้ผิวดูแบนเกินไป จะว่าดีตรงมี SPF เพราะง่าย ไว ก็ไม่ได้ เพราะส่วนตัวก็ทาครีมกันแดดอยู่แล้ว เราสามารถหาอะไรที่ทำให้ผิวดูสวยได้มากกว่านี้อ่ะ เราว่าให้สติ๊กทูรุ่นออริจินอลดีกว่านะ ไม่ว่าจะผิวไหนก็ตาม ในความรู้สึกของเรา ... ตัวนี้ “ไม่เวิร์ก” 

16. Chanel Ultra Le Teint Foundation #BD41 (2500THB) 

แม่เจ้าเราดีใจมากที่เค้าปรับสูตรจาก Le Teint Ultra(สลับคำกันเฉยๆ) คือรุ่นนั้นแย่มาก แย่จนเราไม่คิดว่าชาแนลจะทำออกมา ปล่อยออกมาได้ปีกว่า ถึงกับต้องปรับสูตร เป็นตัวนี้แทน ตอนเค้าออกมาเราว้าวมาก เพราะเค้ามีรองพื้นที่เป็นโทนเหลืองแล้วเย่!!...จากเดิมรุ่น Perfection Lumier ที่ว่าเป็นโทนกลาง ๆ แล้ว Le Teint Ultra คือชมพูไปอี้กกก!! จนมาเป็น Ultra Le Teint พอเห็นปุ๊บ ลองปั๊บซื้อเลย ... เนื้อเค้าจะเป็นฟลูอิด น้ำหนักเบา มีน้ำหอมผสม Oil Free  ให้การปกปิดเริ่มต้นระดับกลาง ๆ - เกือบสูงสุด พิกเม้นต์เยอะ สามารถกลบรอยแดง ๆ ได้ดีมาก แต่..... จะบอกว่า มันไม่ดีแบบที่คิดเลย เพราะคุมมันได้น้อยมาก ระหว่างวันพอน้ำมันออกมา เค้าเป็นจุด ๆ ๆ ตรงช่วงหน้าแก้ม จากการลองทั้งกิจกรรมกลางแจ้ง และประจำวันทั่วไป เราว่าเค้า “ไม่เวิร์ก” ไม่สมราคาเลย ไม่ติดทน เราใช้ทุกครั้งก็เป็นทุกครั้ง ดังนั้นเราว่าเค้าไม่ค่อยเหมาะกับคนที่ผิวมันมาก ๆ ซักเท่าไรนะครับ เราอยากให้เค้ากลับมาทำ Perfection Lumiere ขวดแก้วอีก คิดถึงคนนั้นมาก

17. Charlotte Tilbury Airbrush Flawless Foundation #6 warm (44USD)

ตัวนี้เป็นตัวที่เราตั้งหน้าตั้งตารอตั้งแต่เค้าประกาศว่าจะออกรองพื้นใหม่ จนกระทั่งสอยมาจนได้ ตัวนี้มีทั้งหมด 44 เฉด ไม่ควรเลือกผ่านออนไลน์อย่างยิ่ง เพราะ Description คืองงมาก บางสีบอกเป็น Neutral (N) แต่เป็น Golden Beige เอ่าตกลงมันยังไงกันล่ะ เราจึงไม่แนะนำให้เทียบเองเด็ดขาด การเลือกสีเค้าบอกให้ลองเทสแล้วทิ้งไว้ 5 นาทีเพื่อให้สีเซ็ตตัวซึ่งเราว่าเค้าเข้มขึ้นมานิดนึง พอกดออกมาจากปั๊มพ์แล้วก็เป็นลิควิดทั่วไป แต่เค้าเซ็ตตัวไวมาก ไม่ควรแต้ม 5 จุด ดังนั้นควรมีการเตรียมผิวที่ดีมาก่อน เพื่อยืดระยะเวลาในการเซ็ตตัวและให้เวลาเวิร์กกับเค้าหน่อย ฟินิชเป็นแบบแมตต์ Oil Free ด้วย ทาออกมาแล้วหน้านวลม้ากกกกก เบลอรูขุมขนได้ดีมาก ยังไม่เคยเจอฟินิชแบบนี้ ปกปิดได้จนถึงสูงสุดเลย เรื่องนี้อยู่ที่แอปพลิเคเตอร์และปริมาณด้วย รอยเข้มมาก ๆ ยังต้องพึ่งคอนซีลเลอร์อยู่ ไม่หนักหน้า แต่ .... พอผ่านไปประมาณ 4-5 ชั่วโมง เป็นเหมือนชาแนลเลยครับ น้ำมันดันรองพื้นออกมาเป็นจุด ๆ แสดงให้เห็นว่าไม่ติดทน ปกติเราแทบจะไม่เป็นเลย ทำให้เรานึกถึง Estee Double Wear ตัวนั้นจะเป็นรอบ ๆ ปาก ใครที่อยากใช้แนะนำว่าให้ prep prime ผิวดี ๆ ไม่เหมาะกับผิวที่มันมาก ๆ สำหรับเราใช้ออกงาน 3-4 ชั่วโมงก็น่าจะเอาอยู่นะครับ แต่ส่วนตัวแล้ว ถ้าไม่ได้ทั้งหมดก็ไม่เอา “เกือบเวิร์กครับ” 

18. Charlotte Tilbury Magic Foundation #6.75 (40USD)

หมดไปกี่บาทแล้วไม่รู้กับป้า Charlotte เนี่ย คือเราเป็น royalty แบรนด์นี้สุดแล้ว ขายของเก่งมาก บรรยายสรรพคุณแบบ “ฉันต้องมีชิ้นนี้” ใช้แล้วเหมือนเป็นซุปตาร์ สำหรับรองพื้นของป้านั้นเราว่า “เฉย ๆ” เป็นรองพื้นที่อธิบายไม่ถูก คุมมันก็เฉย ๆ ปกปิดก็กลาง ๆ เบลอรูขุมขนก็งั้น ๆ  SPF ก็ใส่มาขำ ๆ แค่ 15 ฟินิชที่บอกว่ากึ่งแมตต์ก็ไม่ได้แมตต์ขนาดนั้น แมตต์อยู่แปบเดียว ชั่วโมงนึงก็เริ่มมีความมันแล้ว เข้าใจว่ากึ่งแมตต์แต่หน้ามันไวไป๊! เราใช้แล้วไม่ได้รู้สึกว้าวเลย เนื้อสัมผัสเกลี่ยค่อนข้างง่าย เซ็ตตัวค่อนข้างไว ไม่เป็นคราบ ความติดทนคือกลาง ๆ แล้วแต่วัน เราไม่ชอบฟีลลิ่งระหว่างวัน มันเหมือนมีอะไรกอง ๆ บนผิวนิดนึง แต่เรนจ์สีเค้าค่อนข้างครอบคลุมนะมีทั้งโทนเหลือและชมพู เป็นสีที่พอดีกับหน้า เขาก็ว่ามีสารบำรุงมาด้วย วิตามินซี(จุดด่างดำ + ผิวกระจ่างใส) กรดไฮยาลูรอนิก(ลดริ้วรอย) สารสกัดจากเห็ด(แอนตี้ออกซิแดนซ์) เอาจริงเราว่าอย่าคาดหวังอะไรกับสารบำรุงในเมคอัพเลย เราไม่รู้นะว่าคนอื่นคิดยังไง แต่สำหรับเรา เราไม่คาดหวัง เราไม่ได้ดิสเครดิตว่าไม่เห็นผล หรือไม่ดีนะ ถ้าถามว่าควรมีมั้ย เราว่า “ไม่” ยังมีตัวอื่นที่ดีกว่านี้ อีกมากมาย ลงป้ายหน้าเลยครับ “ไม่เวิร์ก”

19. Urban Decay Stay Naked Foundation 50WY (1600THB)

เป็นอีกตัวที่น่าสนใจตอนที่ปล่อยออกมา เรารู้สึกว่าเหมือนเอา Lancome กับ Shu Uemura มาผสมกัน เพราะตัวนี้ติดทนแบบ Lancome แต่ให้ความรู้สึกที่บางเบาผิวหายใจได้แบบ Shu ที่สำคัญคือเฉดสีเยอะมากกกก เท็กซ์เจอร์บางเบา เป็นลิควิด เกลี่ยง่าย เซ็ตตัวไว Oil Free ให้ฟินิชผิวแบบแมตต์ แต่ดูเป็นผิวอยู่ การปกปิดเราว่าได้ตั้งแต่บางเบา-เกือบสูงสุดเลยนะครับ บางจุดอาจต้องใช้คอนซีลเลอร์ แต่ก็ทุ่นแรงได้ประมาณนึงเลย ติดทนไม่หลุดเป็นคราบ ๆ ส่วนการคุมมันเราว่าทำได้ดีระดับนึง ยังสู้ Lancome ไม่ได้ ทีนี้มาดูข้อเสียบ้าง ... ข้อแรกเลยคือแพ็กเกจตรงส่วนฝา เราว่ามันไม่ค่อยแน่น เราไม่แน่ใจว่าเป็นแค่ของเราหรือเปล่า แต่มันเสี่ยงในการเลอะเทอะ อีกอย่างนึงคือสีเค้าแอบดรอปนะครับ ไม่มาก แต่ก็สามารถรู้ได้ว่าสีหน้าเข้มขึ้น แต่เรื่องนี้บางคนก็ไม่เป็นนะ พอถึงจุดนี้ก็น่าจะพอรู้แล้วนะครับ ว่า”มันเวิร์ก” ใครสนใจรองพื้นเนื้อแมตต์ที่บางเบาลงป้ายนี้เลยครับ   

20. Urban Decay All Nighter Foundation #5.0 (1600THB)

ถ้าถามถึงรองพื้นที่ปกปิด ติดทน คุมมัน หน้าแน่นปัง ตัวนี่เลยครับ ติดทนมากกก ปกปิดชนิดที่คอนซีลเลอร์ไม่จำเป็น ไม่ค่อยเหมาะกับประจำวันนะครับ เพราะจะหนาหนักไป ล้างออกยาก เสี่ยงต่อการอุดตัน แต่สำหรับโอกาสพิเศษนั้น “เวิร์กครับ” ตัวนี้ให้ฟินิชแบบแมตต์ ปกปิดระดับ full คุมมันดี ใครใช้ชีวิตแบบสมบุกสมบั่น งานเช้า งานเย็น ข้ามวัน แนะนำตัวนี้ติดทนสมชื่อ แต่...ขอบอกว่าเค้าเซ็ตตัวค่อนข้างไวนะครับ แนะนำให้ใช้อุปกรณ์เกลี่ย พอใช้นิ้วมือแล้วเรารู้สึกว่าเค้าเป็นชั้น ๆ ดูเค้กกี้ และเค้าแอบหนักหน้านะครับ ด้วยความที่เนื้อเค้าเป็นลิควิดแบบข้น ๆ ไม่แปลกที่จะมีความหนัก เราถึงได้บอกว่าไม่เหมาะกับประจำวันเท่าไรนัก แต่ถ้าตัดเรื่องนี้ออกไป ก็ “มันเวิร์ก” นะครับ

21. Anastasia Beverly Hills Stick Foundation #Warm Natural (1130THB)

ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยชอบรองพื้นที่มาในรูปแบบแท่ง เพราะรองพื้นแบบนี้มักจะผสม “แป้ง” มาด้วยเพื่อให้รองพื้นนั้นอยู่ตัว ปัญหาที่ตามมาคือ เนื้อค่อนข้างฝืด เมื่อเวลาปาดลงที่ผิวแล้ว เป็นคราบ จับกับรอยแห้งต่าง ๆ ได้อย่างดี การปกปิดได้แค่ medium ไปไม่ถึง full ยิ่งตั้งใจให้ปิดรอยมากเท่าไร เหมือนยิ่งไปดูดรองพื้นตรงนั้นออกมา การคุมมันก็เฉย ๆ ได้ไม่กี่ชั่วโมง ไม่ติดทนด้วย เรารู้สึกเหมือนมันลอย ๆ อยู่บนผิว พอซับปุ๊บ ติดออกมาเยอะ ดังนั้นเราแนะนำสำหรับคนผิวแห้งมากกว่า แต่ต้องเตรียมผิวให้ชุ่มชื้นมาก ๆ ก็เป็นรองพื้นที่ผิวสวยอีกตัวนึง แต่ผิวมันบอกผ่านเลยครับ “ไม่เวิร์ก” 

22. Make Up For Ever Ultra HD Stick Foundation #Y365 (1850THB) 

ตัวนี้เป็น Stick Foundation ที่ต่างจากตัวอื่น ตรงที่เค้าไม่ค่อยแห้ง และไม่จับกับรอยแห้ง ๆ บนผิวหน้า ให้ลุคงานผิวฉ่ำที่สวยมากกก ดูเป็นผิวเนียน แบบเริ่ด! ติดทนประมาณนึง พูดถึงความใช้ง่ายคงไม่ต้องพูดถึง เพราะปาด ๆ เกลี่ย ๆ ผิวสวยแล้ว แต่เรื่องการปกปิด เราว่าเค้าไปสุดแค่ medium นะครับ เหมาะกับคนที่ผิวไม่ได้ผ่านสงครามอะไรมามากมาย ส่วนความติดทนเราว่าก็ติดทนประมาณนึงนะครับ มีหลุดบ้างเวลาซับ แต่ไม่ได้หลุดจนน่าเกลียด ไม่เป็นจุด ๆ เหมือนบางตัว ใครผิวดี ๆ น่าจะเลิฟนะครับ “มันเวิร์ก” 

23. Make Up For Ever Ultra HD Foundation #Y365 (1850THB) 

ใครที่ชอบรองพื้นฟินิชแบบธรรมชาติ ไม่แมตต์ไป ไม่วาวไป เล่นแสงกำลังดี แนะนำตัวนี้เลยครับ วันไหนออกงานสาดแฟลช ไม่แฟลชแบ็ก ปกปิดระดับกลาง เนื้อลื่น เกลี่ยง่าย มีเวลาเวิร์ก ส่วนตัวเราใช้แล้วไม่ทำให้หน้ามันเพิ่มนะครับ ควบคุมความมันกลาง ๆ เน้นงานธรรมชาติ เรื่องความติดทนนี่เราว่าก็ปกติทั่วไปครับ ไม่ได้ทนเท่าตัวอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้หลุดจนน่าเกลียด ซับแล้วมีติดออกมานิดหน่อย สไลด์ไปแบบสวย ๆ เราว่าเค้าเหมาะกับการออกงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันสำหรับคนผิวธรรมดาถึงผิวแห้งนะ แต่คนผิวมันก็ใช้ได้ปกติ แต่ถ้ามันมากอาจจะต้องหาไพรเมอร์ช่วยอีกแรง เพื่อให้เค้าทนทานมากขึ้น สำหรับเราตัวนี้เราให้ “เฉย ๆ” นะครับ เพราะไม่ได้ว้าวอะไรเท่าไร 

24. Stellar Limitless Foundation #S05 (38USD)

ตัวนี้เป็นรองพื้นที่บางมาก และเหมาะกับผิวแห้ง เพราะเนื้อฉ่ำมาก เป็นรองพื้นที่ฉ่ำที่สุดตั้งแต่เคยใช้มาแล้ว ขนาดเราเซ็ตแป้งแล้ว ผ่านไปประมาณชั่วโมงนึง จะรู้สึกหนึบ ๆ หน้าแล้ว แต่ว่าไม่หนักหน้านะครับ เบามาก ๆ การปกปิดคือ บางเบาเกือบถึงปานกลาง แบรนด์เค้าบอกว่า ถ้าอยากจะปกปิดตรงไหน ให้แต้มเอาไว้ ทิ้งไว้ 1 นาทีแล้วค่อย ๆ แท็บ ๆ (ใช้คอนซีลเลอร์ง่ายกว่า) เราก็เห็นว่า ... ไม่เห็นจะปกปิดอะไรเพิ่มขึ้นมา ด้วยความที่รองพื้นเค้าค่อนข้างโปร่ง พิกเม้นต์ไม่เยอะ จึงเหมาะกับงานผิวฉ่ำวาวมาก ๆ ผิวแห้งจะต้องรัก แต่เห็นแบบนี้เค้าติดทนนะครับ ซับแล้วก็มีติดออกมาบ้างเหมือนรองพื้นปกติ ไม่ได้หลุดหรืออะไรจนน่าเกลียด สำหรับเราติดแค่เรื่องเดียว คือผิวมันแล้วพอรองพื้นเค้าเริ่มหนึบเราจะรู้สึกรำคาญนิดนึงทั้ง ๆ ที่เซ็ตแป้งแล้วนะ ติดแค่นี้จริง ๆ เราให้ “เกือบเวิร์ก” 

25. Beauty Blender Bounce Foundation #3.35 (1650THB) 

ม้ามืดที่ตอนเค้าออกมาแรก ๆ เราคิดว่าหนาจัง จะดีหรอ พอไปเทสเอ้าหนานิ เป็นแบบข้น ๆ จนกระทั่งตัดสินใจลอง คือมันดีย์มากกกกกกเลยอ่ะ ชอบม้ากกกก ฟินิชแมตต์น้อยกว่าลังโคม แต่คือใช้บ่อยจนรู้สึกว่า ถ้าวันนั้นไม่ติดสินใจซื้อมาคงเสียใจ เท็กซ์เจอร์เค้าจะข้น ๆ หน่อย แต่มันไม่ได้หนาแบบที่คิดนะทุกคน คือปกปิดระดับกลาง บิ้ลด์ได้ คุมมัน ติดทนกำลังดี ฟินิชเป็นแมตต์แต่ดูไม่แบน เบาหน้า ใช้ได้ทุกวัน เหมือนเป็นน้องของลังโคมอ่ะ ทุกอย่างคือดรอปลงมานิดนึง ที่ประทับใจคือเฉดสีเยอะม้าก เลือกจนงง แต่จะได้สีที่แมทช์กลับตัวเองแน่นอน เรามาเล่าส่วนที่ไม่ประทับใจบ้างดีกว่า ... แพ็กเกจสำหรับเราคือ มันเทอะทะอ่ะ แล้วคือเข้าใจนะที่เค้าทำตรงที่ปั๊มพ์ออกมาแล้วมีถาดเอียง 45 องศา แต่เราไม่ชอบเพราะรองพื้นมันตกไปในร่องแล้วมันดูเลอะเทอะ เราเลือกที่จะวางคว่ำแล้วกดลงที่หลังมือดีกว่า ขี้เกียจทำความสะอาดถาด ที่เราไม่ชอบมีแค่นี้ นอกนั้นชอบบบบหมดทุกอย่าง สำหรับเรื่องเหมาะกับสภาพผิวแบบไหน ตัวนี้เราตอบไม่ได้จริง ๆ แต่ที่บอกได้คือผิวมันน่าจะชอบ “มันเวิร์กครับ” ต้องมี!!!  

26. Chanel CC Cream #40 Beige (2500THB) 

เราอยากจะบอกว่าเราไม่ได้เป็นแฟนพวก CC อะไรเท่าไร จนกระทั่งเพื่อนเราป้ายยาให้ลองพวก CC คุชชั่นไรงี้บ้าง จนเราวนมาเจอคนนี้ มีการปรับสูตรให้เกลี่ยง่ายขึ้น และเพิ่มสีขึ้นมาอีก 3 เฉด คือ 30 40 และ 50 แต่บ้านเรามีถึง 40 (ไม่เกิน nc35 ยังใช้ได้อยู่) แล้วมีแค่สาขาในเมืองด้วยนะ เช่น สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ ตอนแรกเราเคยใช้สูตรเก่า แล้วมันฝืดมาก พอเค้าปรับสูตรเราเลยลองใหม่ เฮ้ยยยยยย! มีดีย์มากเลยอ่ะ คือพอเกลี่ยง่าย สีตรงปุ๊บ ดีไปหมด ตัวนี้ใช้แล้วหน้าผ่อง หน้าเด้งมาก มันโกลว์แบบเด้ง ๆ การปกปิดระดับกลาง สามารถกลบรอยแดงได้ แต่รอยดำอาจต้องพึ่งคอนซีลเลอร์ ตัวนี้ไม่ควบคุมความมันนะครับ เน้นผิวดูใส แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเหนอะน่ะอะไร และที่อเมซิ่งที่สุดคือ เรื่องความติดทน ปกติเราเป็นคนใส่แว่นตลอด แต่ตัวนี้เป็นรอยที่จมูกน้อยมาก น้อยกว่ารองพื้นบางตัวจนเราตกใจ คือมันทนดีมาก อยู่ทั้งวัน มีซับหน้า 2 ครั้ง ออกกำลังกาย ก็ไม่เป็นคราบ ไม่เป็นจุด มาเหนือชั้นมาก วันไหนผิวดูเหนื่อย ๆ ล้า ๆ อยากให้หน้าเด้งเราพึ่งเค้าตลอดเลย และมี SPF 50 ด้วย วันขี้เกียจก็ทาตัวเดียวจบ มาถึงข้อเสียบ้าง...บางครั้งแวลาเราตั้งไว้พอจะเปิดออกมาใช้ เค้าชอบไหลออกมาเอง ซึ่งบางทีมันเกินความจำเป็น ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง ต้องวางนอนเอาไว้ ไม่ก็ใส่กล่องแล้วตั้งแบบกลับหัว และอีกเรื่องนึงคือ เรื่องสี ส่วนตัวเราว่าสีเค้าติดชมพูนิดนึง ผิวที่เป็นโทน neutral น่าจะพอดี แต่คนที่ผิวเหลืองอย่างเราก็ใช้ได้นะ ไม่เทา ไม่ลอย แต่ถ้าใครที่ผิวเหลืองมาก ๆ หรือชอบรองพื้นที่ติดเหลือง เชิญป้ายหน้าเลยครับ ตัวนี้ไม่ตอบโจทย์ แต่สำหรับตอนนี้เป็นลูกรักแล้ว “เวิร์กมากกกกกก” 

27. YSL All Hours Foundation #BD45 (2500THB) 

คนนี้เป็นรองพื้นที่เวลาใช้แล้วเพื่อนเราชอบทักว่า วันนี้หน้าเนียนจัง ทุกครั้งเลย เพื่อนเราจะบอกว่า ตัวนี้ดูเนียนกว่าตัวอื่น ๆ แบบเห็นได้ชัด เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าใช้อะไรมา เหมือนจะเวอร์แต่คือเรื่องจริงครับ ตัวนี้เป็นรองพื้นที่เคลมว่าติดทนซึ่งก็สมชื่อ แต่ระหว่างวันซับแล้วมีติดออกมานิดหน่อย เฉดสีมีให้เลือก 29 เฉด ซึ่งก็ถือว่าเยอะ เค้าแบ่งเป็น B(neutral), BD(warm), BR(cool) ตามด้วยตัวเลขซึ่งก็คือความเข้ม สี BD45 เป็นสีที่พอที่สุด เรื่องความคุมมันเราว่ากลาง ๆ ประมาณ 3 ชั่วโมงก็เริ่มรู้สึกถึงความหนึบแล้ว เนื้อเค้าจะเป็นลิควิดที่มีความหนืด แต่เกลี่ยไม่ยากนะครับ Oil Free มีน้ำหอมผสมมาด้วย การปกปิดเริ่มต้นที่ medium ไปจนถึง full เลย เนียนแน่น แต่ไม่หนักหน้า สำหรับเราว่าเหมาะกับทุกผิวนะครับ เพื่อนเราที่ผิวแห้งก็ใช้ได้ เราที่ผิวมันก็ใช้ได้ แต่ถ้ากลัวผิวจะมันก็ใช้พวกไพรเมอร์ช่วยเอาครับ เหมาะกับชีวิตประจำวันทั่วไป ออกงาน(ระวังเรื่อง spf หน่อยก็ดี) ถ้าผิวมันมาก ๆ ไม่ค่อยเหมาะกับสายลุยเท่าไร ถามว่าควรมีมั้ย ก็ควรนะครับ เราให้ “เวิร์ก” ครับ 

28. Physicians Formula The Healthy Foundation #MN2 (690THB) 

เป็นตัวที่ว้าวมาก เพราะเพื่อนมาป้ายยาให้ไปลอง เราก็ไปลอง สรุปเราได้ก่อนเพื่อนอีก เพราะเท็กซ์เจอร์ดีมากกก ลื่น เกลี่ยง่ายไม่เป็นคราบ ไม่จับกับรอยลอก ๆ เซ็ตตัวกำลังดีแบบไม่หนึบ ไม่แห้ง ผิวเด้งเลยยย ตัวนี้ให้การปกปิดแบบบางเบา จนถึงปานกลาง ยังต้องพึ่งคอนซีลเลอร์อยู่นะครับ แต่ฟินิชผิวสวยมากกก ดูเป็นเฮ้ลตี้สกินจริง ๆ มีความเล่นแสงหน่อย ๆ แต่ไม่มัน ไม่เหนอะ ระหว่างวันก็ติดทน และควบคุมความมันได้กำลังดี ไม่เยิ้ม แต่....ก็มีข้อเสียบ้างคือ “กลิ่น” กลิ่นไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ก็เข้าใจเพราะเค้าเป็นแบรนด์ที่เน้นเรื่องแพ้ง่าย ดังนั้นน้ำหอมจึงเป็นส่วนผสมที่ไม่ถูกใส่เข้ามา อีกอย่างนึงคือเฉดสีให้เลือกน้อยไปหน่อย สีนี้ยังแอบขาวกว่าปกติที่ใช้นิดนึง แต่ปัดบรอนเซอร์แล้วก็ใช้ได้ ดูสว่างกระจ่างใส ไม่ได้ลอย ถ้าใครหารองพื้นราคาเข้าถึงได้ และสามารถใช้ได้ทุกวัน ตัวนี้ก็เป็นอีกทางเลือกนึงนะครับ “เวิร์ก” ครับ

29. L’oreal Infallible Fresh Wear Foundation #250 Radiant Sand (499THB)

ตัวนี้เป็น Best Drugstore Foundation แล้วสำหรับเรา คุณสมบัติได้ทุกอย่างเลย ตินทนตลอดทั้งวัน เท็กซ์เจอร์ดี คุมมันเริ่ด การปกปิดระดับ medium ถึง full รอยเข้ม ๆ ยังต้องใช้คอนซีลเลอร์ช่วยนะครับ ฟินิชเป็นแบบแมตต์ เป็นรองพื้นที่ควรมีติดโต๊ะ ราคาก็ดี เราแอบคิดว่าเค้าคล้าย Shu Uemura Unlimted ด้วยนะ แต่ตัวนี้ให้ความรู้สึกที่หนักกว่าหน่อยนึง ตัวนี้มีน้ำหอมผสมมาด้วย ปกติแล้วไม่ค่อยจะพบเจอ drugstore foundation ที่ผสมน้ำหอมซักเท่าไร ทีนี้มาดูข้อเสียบ้าง...ฝา ครับ มันก๊องแก๊งมากเลย กลัวว่ามันจะหลุดเอาในระหว่างเดินทาง อยากให้ทำฝาแน่นหนากว่านี้หน่อย สรุปแล้ว “เวิร์กครับ” 

30. MAC Studio Fix Cushion NC30 (1790THB)

บอกเลยว่าตัวนี้เราซื้อเพราะ ad เค้าเลยล่ะ เราว้าวกับ ad เค้าม้ากกก เห็นเค้าใช้แล้วเฮ้ย ทำไมปกปิดดีจัง รอยดำ รอยแดง หายไปแต่ยังดูเป็นผิวอยู่เลย จนเราต้องไปซื้อมาลอง ... ผลที่ได้คือ มันดีย์มากกก เป็นปลื้มมาก ในเรื่องของความสะดวกรวดเร็ว คือชนะ คอนซีลเลอร์แทบไม่จำเป็นเลยตัวนี้ ฟินิชเป็นแบบแมตต์แต่ไม่ดูแบน ๆ คุมมันประมาณ 5 ชั่วโมง ก็ถือว่าดีแล้วนะ สำหรับคนผิวมันมากแบบเรา ระหว่างวันซับแล้วก็มีติดออกมาบ้าง แต่บนหน้าก็ไม่ได้ว่าจะเลือนหายไป จนน่าเกลียด และที่สำคัญเลยคือ ตลับสวยม้ากกกกกก วันไหนที่เรารีบ ๆ ข้ามอะไรได้ข้าม เรามักจะหยิบเค้ามาใช้ เราว่าเค้าเป็นคุชชั้นที่สีให้เลือกเยอะที่สุดละมั้งในมาร์เก็ตตอนนี้  แต่น่าเสียดายที่ทาง MAC ไม่มีขายรีฟิลแยก ถ้าซื้อ ต้องซื้อใหม่ทั้งตลับเลย เราว่าควรจะมีขายแยกนะ ... หื้ม สรุปให้ว่า “เวิร์กม้ากกก” ครับ 

31. Glossier Perfecting Skin Tint #G7 (26USD) 

น้องคนนี้เป็นคนที่ ไม่ปกปิดอะไรเลย ไม่แบบไม่เลย รอยแดง ๆ ที่ไม่ชัดมาก จางลงนิดหน่อย ไม่เหมาะกับคนที่ผ่านสงครามมา เท็กซ์เจอร์เป็นแบบน้ำ ๆ ทาแล้วซึมหายไปกับผิวเลย เป็น light coverage ที่แท้ทรู สำหรับใครที่ไม่ชอบอะไรหนัก ๆ ไม่ช่วยคุมมัน แต่ไม่ทำให้มันเพิ่ม พวกรูปขุมขนอะไรก็ยังเห็นขัดเหมือนเดิม ไม่ได้รู้สึกว่าเค้าเบลอได้เหมือนตามคำเคลม แต่แพ็กเกจเฟรนลี่มาก พกง่าย เหมาะกับวันที่อ่ะ ๆ ทาให้ดูดดรียงเนียนขึ้นรี้ดนึงก็ได้อะไรงี้ แต่เห็นบาง ๆ งี้ เค้าก็ติดทนอยู่ทั้งวันนะครับ เรียกได้ว่าไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดี เพราะฉะนั้นสำหรับเรา “เฉย ๆ” ครับ 

32. Espoir Pro Tailor Be Silk #24C (1300THB) 

สำหรับตัวนี้เป็นรองพื้นที่เนื้อเป็นลิควิดที่เกลี่ยง่ายมาก ทาแล้วผิวสวยมากกกกกก เป็นผิวแบบ Korean Skin เลย เรื่องคุมมันเราว่ากลาง ๆ ระดับการติดทนก็มาตรฐานครับ แพ็กเกจคือดีงามสีนู้ด ๆ แต่ที่เราติดคือเรื่องสี คือเราอยากใช้ แต่สีพอกลับมาใช้แล้วมันก็พอถูไถได้นะครับ ปัดบรอนเซอร์อัดเข้าไป ก็รอดอยู่ แต่นึกออกมั้ย เราก็อยากใช้รองพื้นที่สีมันตรงจริง ๆ ถ้าต้องมานั่งปรับทุกวันคงไม่ไหว โดยรวมแล้วเราให้ “เกือบเวิร์ก” ครับ ติดเรื่องสิเรื่องเดียว 

33. Nars All Day Luminous Weightless Foundation #Stromboli (1950THB)

เป็นตัวที่ใช้แล้วรู้สึกผิดหวังมาก เพราะให้ความรู้สึกที่ไม่สบายผิวเลย เหมือนมีอะไรมากอง ๆ บนผิว พอระหว่างวันน้ำมันดันเค้าขึ้นมา มันดูลอย ๆ ดูไม่แนบกับผิว ตัวนี้ถ้าวางตั้งไว้เฉย ๆ จะเห็นว่าเค้ามีความแยกชั้นระหว่างพิกเม้นต์กับตัวโพลีเมอร์ ซึ่งตัวโพลีเมอร์เค้าใส่มาเพื่อให้เวลาที่เราขยับหน้าแล้วรองพื้นยืดหยุ่น ไม่ตกร่อง ซึ่งก็ไม่ตกจริง ๆ แต่ถ้าล้างไม่สะอาดเสี่ยงต่อการอุดตันสูงมาก ตัวนี้ปกปิดระดับ Full เลย ทาแล้วเรารู้สึกเหมือนใส่หน้ากาก แต่เบาหน้านะครับ oil-free คุมมันได้น้อย พอรวมกับความเป็นหน้ากากแล้ว สังขยาดี ๆ นี่เอง เท็กซ์เจอร์รองพื้นชอบจับกับรอยลอก ๆ บนผิว เช่นรอยแห้งขุย รอยแห้งจากสิว เราไม่ชอบเลยครับ “ไม่เวิร์ก” 

34. Nars Natural Radiant Longwear Foundation #Stromboli (1950THB) 

ตัวนี้ให้ฟีลดีขึ้นมากว่าตัวด้านบนนิดนึง oil free เช่นกัน เนื้อลื่น เกลี่ยง่าย ปกปิดแบบ full แต่ไม่ดูหนาเป็นหน้ากาก ยังคงความเบาสบายผิวอยู่ เฉดสีมีให้เลือกหลายหลาย ติดทนตลอดทั้งวัน ส่วนเรื่องคุมมันเราว่ากลาง ๆ ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ชอบตรงที่ใช้ปริมาณน้อยก็สามารถใช้ได้เกือบทั่วหน้าแล้ว ตอนออกมาใหม่ ๆ ก็พยายามลองใช้แล้ว แต่ไม่รู้ทำไม เรายังว่าเค้าเฉย ๆ สำหรับเรามันไม่ได้ว้าว ตัวนี้เราให้ “เฉย ๆ” ครับ 

35. Nars Velvet Matte Skin Tint #St. Moritz (1700THB) 


ตัวนี้ใช้จนหมด ให้ผิวแบบกำมะหยี่ เค้าเซ็ตตัวเป็นแป้งนิดนึง แต่เราก็ยังลงแป้งฝุ่นทับนะครับเพราะเราผิวมัน แต่บางครั้งเค้าอาจจะจับกับรอยขุย ๆ แห้ง ๆ บนหน้าได้ ให้ฟีลแบบชีวิตเร่งรีบมีเวลาแค่นี้ เกลี่ย ๆ แล้วไปเลย การปกปิดอยู่ระดับกลาง oil free ควบคุมความมันได้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ไม่ค่อยติดทนเท่าไร เพราะบางวันเค้าชอบเป็นจุด ๆ รอบ ๆ ปาก ร่องแก้ม แล้วแต่วัน ถามว่าเวิร์กมั้ย ก็ “เกือบเวิร์ก” นะครับ 

36. Revlon Color Saty Foundation #Toasty (580THB)

ตั้งแต่จำความได้ก็คงเกือบจะเป็นรองพื้นขวดแรกมั้ง เพราะด้วยคำเคลมที่ดูไฮเอ็นแต่ราคาจับต้องได้ ทั้งเรื่องการติดทน คุมมัน ปกปิด เค้าทำได้ดีมาก ติดอยุ่เรื่องเดียวคือ สีจะติดชมพูไปไหน Golden Beige แล้วนะ ยังจะติดชมพูอีก เราเลยไม่ได้ใช้แล้ว เพราะอันเดอร์โทนไม่ได้ ตัวนี้เหมาะกับการออกงาน วันนั้นหน้าต้องเป๊ะ แน่นปัง โอกาสสำคัญ ๆ เช่น รับปริญญา งานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ เพราะเนื้อเค้าค่อนข้างหนัก และถ้าล้างออกไม่หมด คือสิวอุดตันถามหาแน่นอน สำหรับตัวนี้เราให้ “เกือบเวิร์ก” ครับ 

37. Revlon Photoready Foundation #005 Natural Beige (495THB) 

นี่เป็นรองพื้นขวดแรกที่ลอง ด้วยความที่โดนสิงมาว่าคือ Nars Sheer Glow ที่ผสมชิมเมอร์ (ส่วนตัวยังไม่เคยลอง Sheer Glow) ตัวนี่เท็กซ์เจอร์ดีมากกกก แต่เค้าผสมชิมเมอร์มา พอไปอยู่กลางแดดแล้วหน้ามันเป็นวิ้ง ๆ ทั้งหน้าเลย เพื่อน ๆ บางคนทักจนเราเสียความมั่นใจไปเลย การปกปิดระดับ medium ไปไม่ถึง full ไม่ค่อยควบคุมความมัน บางครั้งอาจจะจับรอยลอก ๆ เพราะมีชิมเมอร์ผสมติดทนประมาณนึง ซับ ๆ แล้วก็มีติดออกมาบ้าง สรุป ๆ  เหมาะเฉพาะกับงานกลางคืนเท่านั้นจริง ๆ ไม่งั้นคนจะทักทั้งวันเลยหน้าวิ้ง ๆ ใครผิวมัน หรือชอบหน้าแมตต์ บอกผ่านได้เลยครับ โดยรวมแล้วเราให้ “เฉย ๆ “ ครับ  

38. Bobbi Brown Stick Foundation #4.5 Warm Natural (1800THB) 

รองพื้นของคุณป้าเนี่ย เค้าบอกว่ามีเม็ดสีสีเหลือง เป็นพื้นของสี ดังนั้นจึงเข้ากับสีผิวคนเราได้ง่าย ซึ่งเราชอบมากกก เพราะมันเหลืองดี เรนจ์สี กว้างพอสมควร สัมผัสจะเป็น บาล์มนิดนึงนะอารมณ์ประมาณครีมอัดแท่ง ตอนทาทาง ba บอกว่า สามารถขีดๆ ลงบนหน้าไปเลยเราก็ลองขีดๆ ดูปรากฏว่า ....... ไม่ค่อยเวิร์ก มันตกร่องรูขุมขนตอนขีดๆ อ่ะ เราเลยลองวอร์มจากตัวหลอดดู แล้วค่อยมาทาลงบนหน้า ...... เห้ยมันเวิร์คอ่ะ คือมันเกลี่ยง่าย ตัวนี้แนะนำให้ใช้นิ้วมือจะดีที่สุด เราชอบตรงที่ ถ้าหน้าไม่มีปัญหาอะไรมาก เราสามารถทำให้มันมีการปกปิดได้หลายระดับเลยนะ sheer - medium คือถ้าลงแบบ sheer มันจะเป็นผิวมากกกกกก เรื่องควบคุมความมัน ในส่วนของตัวนั้น ทำได้ระดับปานกลาง สำหรับคนผิวค่อนข้างมันอย่างเรา แต่เวลาที่มัน มันๆ ผิวจะดูมีน้ำมีนวล มันจะไม่ดูแมท เกินไป ดูผิวที่เป็นผิวแบบเราบอกมันจะเงาๆนิดนึง ผิวสุขภาพดี และตัวนี้ไม่ oxidize ครับ ค่อนข้างทนใช้ได้เลยนะ ไม่หลุดด้วย หลุดก็มีตรงจมูกนั่นแหละ ประจำเลย
สรุปแล้วให้ “เวิร์กครับ” 

39. Shu Uemura Light Bulb Foundation #744 Moderate Beige (1900THB)

ไม่ Oil Free และ มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลักอีก "ไม่เหมาะ" กับคนผิวมันอย่างแรง และตัวนี้เรายืมรูปจากเน็ตนะครับ ขวดจริงเราทำหล่นแตก ดีว่ามันก้นขวดแล้วด้วย รุ่นนี้มีฟองน้ำแถมมาให้ด้วย และดีมากกกกกกก เค้าเคลมด้วยว่า สวยทุกสภาพแสง
เนื้อสัมผัส เป็นแบบลิควิด ลื่นๆ เกลี่ยง่าย แต่จะมันนิดนึงค่อนข้างเหนอะหนะ หน่อยนะ สำหรับคนผิวมันอาจจะไม่ชอบ
- ไม่มี spf มาให้นะครับตัวนี้
- ลุคที่ได้จะเป็นลุค glow สำหรับคนผิวแห้งน่าจะชอบนะ คนผิวมันทิ้งไว้สัก 2 3 ชม กลายเป็นลุค dewy แน่นอนฟันธง ระดับการปกปิดเป็นแบบ medium - full coverage แน่นเนืองมาก เราเคยใช้ไปงานบายเนียร์ โดยไม่ลงคอนซีลเลอร์เลย ใช้ฟองน้ำเค้าอ้ะ เบลนด์ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเนียน
ของชูรุ่นนี้นั้นพูดเลยว่า "ไม่ควบคุมความมัน" แถมยังมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลักด้วย เน้นผิว glow ความติดทน ตัวนี้ก็ทนนะครับแต่ตรงจมูกก็เหมือนเดิมเลย หลุดก่อนชาวบ้าน แต่ดีอย่างนึงที่มันไม่ oxidize กับผิวเรา ตัวนี้เราให้ “เกือบเวิร์ก” ครับ บางวันเค้าแอบเยิ้ม 

40. Laura Mercier Silk Creme Photo Edition Foundation #Cashew Beige (1900THB) 

เค้าว่ามันเนียนนนนนมาก อีกอย่าง เป็น full coverage ด้วยเราเลยจัดมา สำหรับตัวนี้จะมี 2 สูตร มีสูตร Oil Free (หลอดด้าน) และสูตร moisturiser (หลอดเงาๆ) เราขอพูดถึงแค่ตัว oil-free นะคับ อื้ออึง กับคำว่า Oil Free ด้วย photo edition ด้วย เนื้อสัมผัสเป็นเนื้อครีมนะ เนื่องจากเป็น medium - full coverage จึงแถมความหนักมาด้วยนิดนึง นิดเดียวจริงๆ เกลี่ย ค่อนข้างช้าสักนิดนึง เราใช้ฟองน้ำเกลี่ย เพราะนิ้ว เกลี่ยไม่ค่อยไป และแห้งค่อนข้างไวด้วย ไม่มี spf เนื่องจากเป็น photo edition จึงมั่นใจได้ว่าหน้าจะไม่ลอยออกมา
ฟินิชที่ได้บอกเลยว่า "เนียน!! " เราคิดว่าเป็น semi - matte นะ ค่อนไปทาง matte ด้วย ไม่เหนอะ ควบคุมความมันได้กำลังดี พอหน้ามันจะยิ่งผ่องอีก แต่ไม่ได้หมายความว่า oil-free แล้วจะไม่มันเลยนะ
เรื่องความคิดทนเราซับแล้วมันก็มีติดออกมานะครับ แต่กันน้ำดี๊ดี เคยลงสระแบบไม่ได้ล้างหน้าขึ้นมาอยู่ครบเลยงงเหมือนกัน โดยสรุปเราให้ “เวิร์กครับ” 

ยาวนิดนึง มาช้าแต่มาชัวร์ ... ขอบคุณที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้นะครับ ต่อไปจะเป็น Haul แบรนด์ Glossier นะครับ จะเป็นยังไง ติดตามชมได้นะครับ ... ขอบคุณครับ 

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย