แสงจากจอมือถือเป็นต้นเหตุริ้วรอยจริงหรอ????

FahChompoo

FahChompoo

ดู Profile

แสงจากจอมือถือ หรือที่เรียก กันว่า " Blue light "  เป็นแสงที่มนุษย์ทุกคนสามารถมองเห็นได้ในช่วงแสงสีขาว ซึ่งแสงขาวแบ่งได้ 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง โดยแสงสีฟ้าจะผสมอยู่ในช่วงสีน้ำเงินกับคราม ทั้งนี้ แสงสีฟ้ายังเป็นแสงที่มีพลังงานสูงใกล้เคียงรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) อีกด้วย

สำหรับ “แสงสีฟ้า” นั้น สามารถพบได้รอบ ๆ ตัวเรา ไม่ว่าจากแสงแดดหรือในสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ อย่างสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันตลอดเวลาในปัจจุบัน จนเราต่างหลงลืมไปว่า การใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลานานในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตา และเซลผิวชั้นใน เนื่องจากแสงสีฟ้าเป็นช่วงแสงที่มีความสว่างสูงสุด ถึงขั้นสามารถทะลุมาจนถึงจอประสาทตา และทำลายเซลล์ผิวชั้นที่ลึกที่สุดได้นั่นเอง

มีโอกาสสัมผัสแสงสีฟ้า จากที่ใดบ้าง? 


ในชีวิตประจำวันการหลบเลี่ยงจากแสงสีฟ้าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแสงสีฟ้ามีทั้งเกิดจากแหล่งพลังงานธรรมชาติ และจากสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ แต่จะมีปริมาณความเข้มข้นของแสงสีฟ้าแตกต่างกันไป  ไม่ว่าจะเป็น  จากแหล่งพลังงานธรรมชาติ อาทิ ดวงอาทิตย์ (แสงแดด) หรือมาจากสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ อาทิ หลอดไฟในบ้าน หน้าจอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน เป็นต้น

อันตรายจากแสงสีฟ้า ( Blue light) 


แสงสีฟ้าสามารถกระตุ้นให้ผิวเกิดจุดด่างดำ และฝ้าได้ รวมถึงทำให้ผิวแก่ขึ้นได้อีกด้วยค่ะ เพราะว่าแสงสีฟ้าสามารถทะลุเข้าถึงชั้นผิวที่มีคอลลาเจน ซึ่งอาจทำให้คอลลาเจนถูกทำลายได้ อีกทั้งแสงสีฟ้ายังทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระในเซลล์ผิวเราได้ด้วย  จากงานวิจัยในปี 2013 ที่ทำขึ้นโดย Lipo Chemicals ได้สรุปไว้ว่า ผละกระทบจากแสงสีฟ้าที่ทำร้ายผิวได้เนี่ย มันพอๆ กับแสง UVA กับ UVB ทำได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เกิดจุดด่างดำ และรวมถึงปัญหาริ้วรอย ผิวที่แก่ขึ้น และงานวิจัยในปี 2014 ยังบอกอีกด้วยว่า แสงสีฟ้า ทำให้เกิดจุดด่างดำได้มากกว่าแสง UVB เสียอีกอีกทั้งหากเราเล่นสมาร์มโฟนก่อนนอน แสงสีฟ้าที่ว่านี้ก็ยังไปรบกวนฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ช่วยให้นอนหลับ พอมันถูกรบกวน ก็จะทำให้เรานอนหลับไม่สนิท ส่งผลเสียทางอ้อมให้กับผิวได้ค่ะ  แต่ความแตกต่างระหว่างแสงสีฟ้ากับแสง UV ก็คือ แสงสีฟ้าจะไม่ทำให้ผิวระคายเคืองในทันทีทันใดค่ะ มันจะเป็นเหมือน “ภัยเงียบ” ที่ค่อยแทรกตัวเข้าไปในผิวเรา และทำร้ายผิวทางอ้อม



นอกจาก จะเป็นอันตรายต่อผิวแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อดวงตาของเราด้วยนะคะ เพราเจ้าแสงสีฟ้าเนี้ยสามารถทะลุทะลวงได้ถึงจอประสาทตา มีพลังทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้มากกว่าแสงสีอื่น ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือใช้อุปกรณ์ให้แสงสีฟ้าในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น เล่นสมาร์ทโฟนในที่มืด ปิดไฟดูโทรทัศน์ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงภัยจากแสงสีฟ้าทั้งสิ้นวิธีป้องกันจอประสาทตาเสื่อมจากการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน คือใส่แว่นตาที่ป้องกันแสงยูวี หรือลดความสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะความสว่างหน้าจอที่มากปริมาณยูวีก็มากขึ้นด้วย อีกทางเลือกหนึ่งคือติดฟิล์มที่หน้าจออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ช่วยลดแสง UV400/UVA1 เป็นการป้องกันไม่ให้ดวงตาสัมผัสแสงเหล่านี้โดยตรง และควรพักสายตาทุก 12 ชั่วโมง ประมาณ 5 นาที 



แล้วเราควรรับมือกับแสงสีฟ้านี้อย่างไรดี 


จริงๆ มันก็ไม่ได้น่ากลัวถึงขั้นที่ว่าต้องเลิกเล่นสมาร์ทโฟนไปเลยดีกว่า เพราะแม้จะมีงานวิจัยบอกว่า แสงสีฟ้า อาจทำให้ผิวหมองคล้ำ หรือผิวแก่ขึ้นได้ แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่สรุปแน่ชัดว่า แสงสีฟ้าจะทำให้ผิวเราเป็นมะเร็งได้ (แต่แสง UV สามารถทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ) นอกจากนี้ เราสามารถป้องกันได้ค่ะ เช่น

 • ใส่ฟิล์มกันแสงสีฟ้าให้กับสมาร์ทโฟน

 • เล่นสมาร์ทโฟนให้น้อยลง ยามว่างทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน เช่น เล่นกีฬา อ่านหนังสือ เป็นต้น

 • ทาครีมกันแดดเป็นประจำ

 • ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมอย่าง lutein และ beta-carotene ที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยปกป้องและลดเลือนริ้วรอยได้ 

• ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี ที่สามารถกระตุ้นสร้างคอลลาเจนให้กับผิวค่ะ


 สรุปว่า แสงสีฟ้าจากจอสมาร์ทโฟนหรือจากจอคอมพิวเตอร์ อาจทำให้ผิวเราหมองคล้ำ เกิดจุดด่างดำ และริ้วรอยได้ แต่ยังไม่มีงานวิจัยใดสรุปว่า มันจะร้ายแรงถึงขั้นทำให้เกิดเป็นมะเร็งผิวหนัง ทางที่ดีควรเล่นแต่พอดี และบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่มีอะไรทำให้ผิวสวยๆ ของเราพังได้ค่ะ

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย