รีวิวเที่ยวแบบ Slow Life Shirakawago เมืองมรดกโลก

kj_loveyou

kj_loveyou

ดู Profile

สวัสดีค่ะทุกคนนนนน วันนี้ขอมาเล่าเรื่องที่เราได้มีโอกาสไปเที่ยวหมู่บ้านสามเหลี่ยมที่ทุกคนรู้จักกันก็คือ Shirakawago เมืองมรดกโลกของประเทศญี่ปุ่นนั่นเองงงงง ทริปนี้เราเป็นคนอาสาพาแม่ไปหลงกันสองคนและเป็นการไปเมืองมรดกโลกครั้งแรกของเราทั้งคู่จะเป็นไงบ้างเกาะขอบล้อมาด้วยกันเลยจ้า

เส้นทางในฝันของเราเริ่มต้นกันที่เมือง Takayama  ในตอนเช้าเราตื่นมาท่ามกลางอากาศ -1 องศา และต้องเดินฟ่าอากาศหนาวไปขึ้นรถบัสที่มุ่งสู่ชิราคาวาโกะท่ามที่สถานี  ซึ่งรอบรถบัสจะมีทั้งรอบที่ต้องจองและรอบไม่ต้อง แต่เราซื้อบัตรแบบเหมาเที่ยว 3 วันมาจากไทยแล้วเลยไม่ต้องไปจองตั๋ว เพียงแค่ดูตารางรถขึ้นในรอบที่ไม่ระบุที่นั่งแล้วเดินขึ้นรถแบบสวยๆได้เลยค่ะ พอรถเคลื่อนตัวออกไปแม่เจ้านอนไม่ได้เลยค่ะซิสสส เพราะวิวข้างทางนี่มันช่างอย่างกับใน สวยมากจนบรรยายไม่ถูก แต่ยังไงหนังตาของเราก็พ่ายแพ้ให้กับความขับนิ่มเผลอหลับไปได้สักพักรถก็เข้ามาถึงสถานีของหมู่บ้าน การเดินทางใช้เวลาไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งค่ะ รถบัสจะมาเทียบท่าและถ้าใครอยากเดินทางไปยังเมือง Toma หรือ kanazawa สามารถยืนรอรถตรงนี้ได้เลยซึ่งคนเยอะมากกกก

พอมาถึงแล้วก็เริ่มเดินเที่ยวในหมู่บ้านกันเลยยยยย ถนนจะเต็มไปด้วยน้ำเพราะมีหิมะโปรยลงมาตลอดต้องเดินอย่างมีสติและระมัดระวังตัวเอง ที่เรางงที่สุดก็คือจากที่ดูรีวิวมาการเดินเข้าหมู่บ้านต้องข้ามสะพานแต่ไหงเราไม่ต้องข้ามก็ถึงเลยเนี่ยยย ตอนขากลับมานั่งดูแผนที่อีกครั้งรถบัสที่เรานั่งมาจะไม่ได้ไปจอดตรงสะพานที่เค้าเดินเข้ากัน เพราะสถานีรถบัสอยู่ด้านหลังของหมู่บ้านเลยทำให้เส้นทางที่เราเดินเข้าหมู่บ้านนั้นไปโผล่ตรงกลางของหมู่บ้านแทน แต่ไม่เป็นไรค่ะถ้าใครอยากเที่ยวให้ครบๆ สามารถเดินจากตรงนี้ได้เหมือนกัน

แวะบ้านหลังแรกที่เจอแชะภาพสักหน่อย สารภาพเลยว่าตื่นเต้นกับความสวยงามมากกก หิมะฟูสุดๆ อากาศก็ดี

ขนาดลายฝาท่อยังสวยงามเลยยอมเรื่องความใส่ใจของเค้าจริงๆค่ะ

จากในรูปแล้วจะเห็นสะพานอันไกลพ้น นั่นแหละค่ะทางที่คนส่วนใหญ่มาถึงแล้วจะข้ามสะพานนี้ เพื่อเข้าสู่หมู่บ้าน แต่เราไม่เดินมาอีกทาง555555555 ขำแห้งเลย

ขอถ่ายรูปคู่กับแม่สักหน่อย

ระหว่างเดินชักหิวบวกกับความหนาวที่เริ่มมาเยือนร่างกายเราเริ่มมองหาร้านอาหารนั่ง ส่วนใหญ่แล้วจะเต็มเกือบหมดเพราะถึงเวลาเที่ยงพอดี จนมาเจอร้านบะหมี่ก่อนจะถึงสะพาน ร้านนี้ค่อนข้างเล็กค่ะหากคนมาเยอะอาจจะต้องต่อคิวอยู่พอสมควร ในร้านมีห้องน้ำและมีที่ให้นั่งรอ ส่วนเรื่องรสชาติเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ออกไปทางจืดๆ ดีนะสั่งมาแค่ถ้วยเดียว ตอนแรกว่าจะไม่กินแล้วแต่เห็นโต๊ะข้างๆสูดดดดด แบบแรงมากกกก แม่เลยไม่ยอมกินไปเกือบหมดฮ่าๆ ส่วนตัวเราขอแนะนำให้สั่งชาเขียวนมร้อนๆมาดื่ม อร่อยเหาะมากกกกกก

แม่สู้ดดดด แรงไม่แพ้โต๊ะข้างๆเลย

หลังจากกินเสร็จเราก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ ไปเก็บบรรยากาศทางเข้าสักหน่อยซึ่งคนเดินเข้ามาเยอะมาก55555 มีแค่คนส่วนน้อยแบบเราที่เดินสวนออกไปเท่านั้น ด้านล่างของสะพานจะเป็นแม่น้ำที่มีอันน้อยนิดนอกนั้นปกคลุมไปด้วยหิมะฟูๆ สวยเกินนนน

เราเดินกลับเข้ามาในหมู่บ้านอีกครั้งและเริ่มหนาวอีกแล้ว  แต่คุณนายของเรายังไม่หมดงาน แชะภาพไปเรื่อยๆ และนางถูกใจการตกแต่งหน้าร้านนี้มากกก แต่เราไม่ร็เป็นร้านอะไรเห็นคนออกมาจากข้างใน คุณนายเลยบอกว่าเข้าไปก่อนเดี๋ยวก็รู้ เราก็โอเคอยากไปก็ไป

เพียงแค่เผ่านประตูเข้าไปกลิ่นของกาแฟเข้ามาทักทายเราเป็นสิ่งแรกแล้วตายด้วยความอบอุ่นของฮีทเตอร์ร้าน บรรยากาศค่อนข้างวลัวๆ หลังจากกวาตัวมองรอบๆแล้วเราก็สรุปในใจนี่มันร้านคาเฟ่อีกแล้ว ไหนๆก็มาแล้วสั่งชาเขียวร้อนไป 2 แก้วอีกเช่นเคย หาที่นั่งเหมาะๆ แล้วจิบชาร้อนๆ ท่ามกลางบรรยากาศวิวแบบนี้เราถือว่าทริปนี้คอมพลีทมากกกกกกกก

ความพิเศษที่เราชอบมากของร้านนี้คือเป็นการนั่งกับพื้นที่มีพื้นที่ให้ยืดขาน้ำตาจะไหลค่ะ มันตอบโจทย์คนอ้วนแบบเรามากๆเพราะนั่งนานๆได้สบายเลยมันคือร้านที่นั่งแล้วเหน็บไม่กิน !!! ถ่ายรูปยาวไปเลยแบบนี้

บรรยากาศก็จะฟินๆแบบนี้

ชาเขียวร้อนที่สั่งไปราคา 500 เยน ประมาณ 150 บาทไทย จะถูกเสิร์ฟมาในถาดพร้อมกับน้ำและลูกอม แล้วลูกอมของเค้าเป็นรสช็อคโกแลตมีกลิ่นมิ้นต์อ่อนๆ อร่อยมากฮือออ แอบจิกถาดแม่มาอมด้วย

เต็มอิ่มกับวิวแล้วเราเริ่มเดินขึ้นไปยังด้านบนของหมู่บ้านเพื่อเก็บบรรยากาศมุมสูงกันบ้าง คนค่อนข้างบางตาค่ะ มีแค่เรากับอีก 2 ครอบครัวเท่านั้นที่เดินมา55555 บรรยากาศแอบดูเหงาๆ

ทางเดินและริมข้างทางปกคลุมไปด้วยหิมะทำให้เราและแม่ผู้ซึ่งไม่ได้เตรียมรองเท้ามาลงความเห็นกันว่าเราควรลงไปเดินข้างล่างเหมือนเดิมดีกว่าก่อนที่จะมีใครสักคนล้มหัวฟาดสะก่อน

คุณนายแม่บอกว่าบ้านหลังนี้สวยที่สุด ถูกใจเลิฟมากกก

เดินไปเดินมาสัก 4-5 ชม เริ่มเหนื่อยขอลากันไปด้วยน้ำดื่มกระป๋องกลิ่นพีซที่ช่วยทำให้รู้สึกหนาวกว่าเดิม55555 แล้วที่สำคัญตอนขากลับอย่าลืมต้องกำลังขาไว้สักนิดเพราะเราต้องเดินกลับไปสถานีที่เดิมซึ่งเดินไกลเหมือนเดิม การเที่ยวของเราครั้งนี้ยังเดินไม่ครบทั้งหมู่บ้านนะคะเพราะมันใหญ่มากจริงๆ ขอเก็บความประทับใจไว้แต่เพียงเท่านี้ หากมีโอกาสอีกจะกลับไปอีกครั้งแน่นอนค่ะ

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย