Farewell Karl Lagerfeld - The World Fashion Legend

candy

candy

ดู Profile

เมื่อมีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่าโลกแห่งศิลปะแฟชั่นได้สูญเสีย Creative Director แห่ง Chanel และ Fendi ไปอย่างกะทันหัน ผู้คนต่างแสดงความอาลัยต่อดีไซน์เนอร์ผู้ทรงอิทธิพลเช่น Karl Lagerfeld กันอย่างล้นหลาม

แน่นอนว่าเขามิได้เป็นบุรุษเจ้าของเทรดมาร์คผมหางม้าสีขาว แว่นตากันแดดและสูทดำที่ถูกยกให้เป็นอัจฉริยะเพียงเท่านั้น เขามีชีวิตที่น่าทึ่งอีกหลายด้าน สำหรับเราแล้ว ความเก่งและเผ็ดแซบของ Karl Lagerfeld จะตราตรึงในความทรงจำของชาวโลกไปอีกนานเท่านาน

เราจะขอยก Quote สุดเด็ดดวงมาเป็นเครื่องมืออธิบายส่วนหนึ่งในความเป็น Lagerfeld เขาสามารถเปลี่ยนโลกแฟชั่นได้อย่างไรกันนะ ??

รสนิยมชั้นสูงที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยไร้เดียงสา


" ตอนอายุสี่ขวบ  ผมขอให้แม่หาพ่อบ้านรับใช้ส่วนตัวมาเป็นของขวัญวันเกิด"   ผมต้องการให้มีคนคอยเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ ผมจะได้เลือกเอาชุดมาใส่ได้ตามใจชอบ  ผมเป็นเด็กที่หมกมุ่นกับการเปลี่ยนชุดไม่ให้ซ้ำ  อย่างน้อยวันๆ หนึ่งก็ต้องเปลี่ยนสักสี่รอบ"




Lagerfeld ยึดมั่นในเรื่องของรสนิยม เขาเชื่อว่า หากไร้รสนิยมก็จะเข้าขั้นเกินเยียวยา ไม่ว่าจะเงินหรืออะไรก็ช่วยฉุดขึ้นมาไม่ได้ แน่นอนว่าช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์หลายทศวรรษจะบันดาลไลฟ์สไตล์ที่เลิศหรูมาให้และเขาก็มีพ่อบ้านรับใช้หลายคน แต่เขาได้ประกาศว่า มันเป็นอินเนอร์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สี่ขวบ แม้กระทั่ง makeup line ที่เขาเปิดตัวไปเมื่อปีก่อนก็ยังมีคอนเสปท์ Beauty Butler สร้างความฮือฮา





ทัศนคติในการทำงานที่ดูไม่ปรานีปราศรัย


"ผมคือแวมไพร์แห่งแฟชั่น"


บางคนอาจจะตีความว่าเขากำลังประกาศความเป็นอมตะ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกันค่ะ มันเป็นลักษณะของการทำงานที่พร้อมจะตักตวงผลประโยชน์จากคนอื่นเหมือนกับแวมไพร์ดูดเลือด Lagerfeld ได้เปิดเผยว่า สำหรับเขา การเดินทางท่องโลกเปรียบเหมือนกับฝันร้าย อย่าว่าแต่โดยสารเครื่องบิน แค่ออกไปจากบ้านก็มีแต่คนถ่าย selflie คอยติดตามรบกวนเขาไปทุกแห่ง ส่วนแรงบันดาลใจในการออกแบบ แค่นั่งในบ้านก็มีความคิดบันเจิดโดยไม่ต้องเดินทางไปไหน ใช้เพียงจินตนาการเพื่อฉีกกรอบเดิมๆ

"เราจะไม่ยึดติดกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์แต่พยายามเข้าถึงอารมณ์ภายใน มีสาวเกาหลีที่ทำงานกับผมอยู่คนหนึ่ง เธอแสดงอาการกังวลว่างานเราดูไม่เป็นเกาหลีพอ ผมจึงบอกไปว่าผมไม่อยากเป็นเหมือนเกาหลีสักหน่อย ลืมคติความเชื่อเก่าๆ ไปได้แล้ว ผมจะใช้แรงบันดาลใจจากตรงนั้นนิดหน่อย แต่ผมไม่จำเป็นต้องให้ความเคารพนบน้อม  ผมเป็นแวมไพร์แห่งแฟชั่น  ผมตักตวงแต่สิ่งที่ต้องการ ที่เหลือนอกจากนั้นผมไม่เอา"





การทุ่มเททำงานโดยไม่คิดจะเกษียณ


"ทำไมผมต้องเลิกทำงานด้วยล่ะ ผมจะหยุดเมื่อไรก็ต่อเมื่อลาโลกนี้ไปแล้วนั่นแหละ "


Lagerfeld มีชีวิตอยู่จนถึง 85 ปีโดยที่ไม่เคยประกาศรีไทร์ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วเขายังออกมาโบกมือทักทายแขกผู้เข้าชมแฟชั่นโชว์ spring-summer 2019 collection ที่เนรมิตชายหาดและฟ้าใสที่งามสร้างสรรค์ตระการตาสมกับเป็นโชว์ของ Chanel
เมื่อได้รู้ว่าเขาเคยพูดถึงชีวิตแห่งการสร้างสรรค์ศิลปะแฟชั่นได้ราวกับล่วงรู้อนาคตของตัวเองแล้วก็ทำให้ใจหาย...






เขาเคยพูดถึงเหตุผลที่ทำงานหนักยาวนานโดยไม่ปริปากบ่นถึงความเหน็ดเหนื่อยว่า

" เราไม่สามารถโอดครวญเรื่องความเหนื่อยยากให้ใครๆ ฟังได้หรอก  ผู้คนมาซื้อชุดเพื่อปรนเปรอตัวเองให้มีความสุข  พวกเค้าไม่ได้อยากจะมาฟังว่ามีใครบางคนต้องจิตตกเรื่องผ้า taffeta  มากขนาดไหน"


"การทำงานของผมก็ไม่ต่างจากการหายใจ  ดังนั้นถ้าผมหายใจไม่ได้  ผมก็ต้องเจอปัญหาหนักแล้วล่ะ"





ตำนานแฟชั่นที่ไม่หวั่นต่อความท้าทายเกินร้อย

"ตอนที่ผมขึ้นมากุมบังเหียน Chanel ทุกคนรอบตัวต่างก็บอกว่า อย่าริไปแตะต้องงานนี้เชียวนะ แบรนด์นี้ตายไปแล้ว คุณช่วยอะไรไม่ได้หรอก และผมก็ได้บอกกับตัวเองว่า ชอบจังที่ทุกคนต่างก็เชื่อกันแบบนี้ ไหนลองดูสักตั้งซิ"



ในตอนที่ Lagerfeld ได้รับการทาบทามให้มาเป็น chief designerให้กับ Chanel ในยุค 80s แบรนด์มิได้มีสถานะทรงอิทธิพลเหมือนในปัจจุบันนี้ค่ะ Coco Chanel ได้เสียชีวิตไปแล้วกว่าสิบปี และอนาคตทางธุรกิจก็ดูไม่มั่นคง แต่เขาก็ได้คืนชีวิตให้กับ Chanel เขาได้นำตัวโลโก้ CC ไขว้กัน ที่ Coco ได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ยุค 20s มาสร้างเทรดมาร์คอันโด่งดัง และสร้างสรรค์ผลงานโดนใจผู้เสพแฟชั่นจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่พลิกโฉมหน้าแฟชั่นมานาวนานหลายสิบปี



"ผลงานของผมคงเป็นสิ่งที่ Coco จะต้องยี้  แบรนด์จะต้องรักษาภาพลักษณ์และมันเป็นหน้าที่ผมที่จะปรับปรุงมัน  ผมทำในสิ่งที่เธอไม่เคยทำ  ผมต้องเริ่มจากความเป็น Chanel แบบเดิมๆ ให้กลายเป็นสิ่งที่ Chanel ควรจะเป็น "






ศิลปะการเหยียดแบบ Karl Lagerfeld


"คนอื่นทำตัวแสนดีกับผมเสมอ  ทั้งๆ ที่ผมมีชื่อเรื่องการใช้คำพูดแบบแย่ๆ"



ใช่แล้วค่ะ นอกจากฝีมือการออกแบบสากกะเบือยันเรือรบแล้ว นี่คืออัจฉริยะที่สร้างเสียงโต้แย้งในสังคมด้วยฝีปากจัดจ้าน เรียกได้ว่า No แคร์  No แยแส ว่าใครจะมองไม่ดี เจ้าตัวประกาศจุดยืนมายาวนานว่าเค้าไร้ความรู้สึกนึกคิดแบบปุถุชนธรรมดา คิดอย่างไรก็ด่าไปตรงๆ ด่าแบบไม่มีคำหยาบคายแต่โคตรเจ็บ เราไม่ได้บอกว่านี่เป็นการกระทำที่ควรนำมาเป็นแบบอย่าง แต่ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า บางสิ่งที่ออกมาจากปาก Lagerfeld ก็ตรงกับใจคนมากมาย แค่ไม่กล้าจะพูดออกสื่อให้โฉ่งฉ่าง ลองมาดูสิคะว่าเค้าเคยแสดงความ anti อะไรบ้าง


ผู้ชายรัสเซียน

"ถ้าผมเป็นผู้หญิงในประเทศรัสเซีย  ผมคงกลายเป็นเลสเบียนไปเลย  ผู้ชายที่รัสเซียอัปลักษณ์มาก มีชายหน้าหล่อเหลาเพียงไม่กี่คน  อย่างแฟนของ Naomi Campbell  คุณจะพบกับผู้หญิงสวยหยาดเยิ้มที่ประเทศนี้ แต่ถ้าเป็นผู้ชายล่ะดูไม่ได้เอาซะเลย"




บทสนทนาที่แสดงถึงสติปัญญา


"ผมใฝ่หาความรู้ใส่ตัวให้มากที่สุด  แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะชอบพูดคุยเพื่อแสดงสติปัญญากับพวกคนฉลาดเฉลียวทั้งหลายหรอกนะ  ผมให้ความสำคัญเฉพาะความคิดของตัวเองคนเดียวเท่านั้น"



คนหน้าตาไม่ดี - อวบอ้วน - ขาดแคลนความสูง

Karl Lagerfeld ยืนยันเรื่องอคติต่อคนที่มีรูปร่างหน้าตาไม่ดีพอตามมาตรฐานของตัวเองมาหลายครั้งหลายหน

"ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวหญิงชาวเยอรมันที่มีหน้าตาแสนจะขี้ริ้วขี้เหร่  มันนานมาแล้วตั้งแต่พวกคอมมิวนิสต์หมดอำนาจใหม่ๆ เธอใส่สเวทเตอร์สีเหลืองและมันค่อนข้างจะโปร่งใสจนเห็นข้างในได้  ถันของเธอมโหฬารพอๆ กับบราสีดำที่ใส่อยู่  เธอตำหนิผมว่าที่ใส่แว่นดำอยู่เนี่ยมันไม่สุภาพเอาซะะเลยให้ถอดออกซะ  ผมจึงตอบกลับไปว่า ทีผมไม่เห็นจะขอให้คุณถอดบราตัวนี้ออกเลยนี่"





"ชีวิตคนเราไม่เหมือนกับการประกวดนางงาม  คนขี้เหร่ก็สามารถทำอะไรที่ยอดเยี่ยมได้เหมือนกัน  แต่ที่ผมรับไม่ได้เลยคือพวกที่นอกจากจะขี้เหร่แล้วยังนิสัยแย่  ที่อุบาทว์ที่สุดคือผู้ชายตัวเตี้ยๆ สำหรับผู้หญิงน่ะ ถึงจะเตี้ยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นผู้ชายแล้วมันไม่ไหวเลยจริงๆ คนพวกนี้ไม่มีความเมตตาให้อภัยคนอื่น จิตใจเหี้ยมโหดและอยากจะเชือดคุณให้ตาย"



"ผู้หญิงที่เป็นโรคปฏิเสธอาหารมีน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ซะอีก  แต่ที่ฝรั่งเศสน่ะ สาวที่น้ำหนักตัวเกินมีถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์  มันเสี่ยงอันตรายและทำให้สุขภาพย่ำแย่  ทุกวันนี้การกินอาหารขยะหน้า TV น่ะตัวดีเรื่องทำลายสุขภาพ พวกนางแบบผอมก็จริง แต่ก็ไม่ได้ผอมมากมายขนาดนั้น ยิ่งนางแบบในยุคใหม่น่ะไม่ได้ผอมเกินไปสักหน่อย"





เขาแสดงความเห็นในเรื่องที่มีคนส่งเสริมให้เสนอภาพผู้หญิงที่มีรูปร่างแบบผู้หญิงทั่วไปที่ไม่ใช่หุ่นผอมบางอย่างนางแบบมาอยู่บนปกแม็กกาซีนว่า


" ไม่มีใครอยากจะดูสาวอ้วนบนแม็กกาซีนและรันเวย์  มีแต่พวกคุณแม่ตัวอ้วนเผละนั่งกินมันฝรั่งทอดเป็นถุงๆ หน้าจอ TV ที่เอาแต่บ่นว่าพวกนางแบบตัวผอมๆ นั้นดูไม่สวย "



"นั่นเป็นเพราะว่าโลกแฟชั่นสร้างขึ้นมาจากความใฝ่ฝันและภาพมายายังไงล่ะ"





แต่ไม่กี่ปีก่อนจะลาจากโลกนี้ไป Lagerfeld ก็เคยแสดงภาพสเก็ทช์หญิงสาวหุ่น curvy สร้างความแปลกใจให้กับผู้คน แต่ว่ากันว่า การที่เขาเปิดใจรับรูปร่างผู้หญิงที่ไม่ผอมได้นั้นมาจาก The Kardashian Effect  และยังร่วมงานกับ KimK มาแล้ว

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย