[Review] รองพื้นจากความรู้สึกคนหน้าเมือกก

ppnkxx

ppnkxx

ดู Profile

สวัสดีค่าหลังจากที่สิงสถิตอยู่ที่จีบันมานานหลายปี คอยดูรีวิวต่างๆ (และเสียเงินตำตามสาวๆหลายคนมานานแล้ว 55555)วันนี้เราก็อยากจะมาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับรองพื้นที่มีอยู่ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับสาวๆคนไหนที่กำลังหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการซื้อน้าาสภาพผิวของเรา โดยพื้นฐานคือ ผิวขาวเหลือง หน้ามันมากๆ รูขุมขนกว้าง แพ้ง่าย สิวมาๆไปๆ (รว่องห้ายย)เพราะฉะนั้น การเลือกรองพื้นของเราส่วนใหญ่จะเป็น medium – full coverage และ oil control ค่า

และอีกทริคนึงที่เราอยากจะมาแนะนำสาวๆที่มีปัญหาเรื่องรองพื้นเป็นคราบ ไม่ทน หลุดระหว่างวัน ที่เราก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะใช้รองพื้นแพงง ดีขนาดไหนก็แก้ไม่หาย สาเหตุที่เป็นแบบนี้มันมาจากการที่ผิวขาดน้ค่ะ เราพื้นฐานเป็นคนผิวมันมากๆจากกรรมพันธุ์ มันชนิดที่ว่า อาบน้ำเสร็จไม่ทาอะไรเลย 10 นาทีผ่านไปก็มันแล้ว เมื่อก่อนเราเลยคิดว่า ก็เราหน้ามันอยู่แล้ว จะต้องทาครีมบำรุงทำไม ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้แย่ไปกันใหญ่จนเราได้ลองใช้ Physiogel AI ครีมตอนที่หน้าเราแพ้หนักมากๆ จนมันแห้งๆกรังๆ ตัวนี้ช่วยหน้าเราไว้ได้เยอะมาก และผลที่ตามมาคือ หน้าเราหายเป็นคราบเวลาทารองพื้นเลย ไม่ว่าจะทาแค่แป้งผสมรองพื้น หรือรองพื้นเนื้อมันๆ ก็ไม่เคยมีปัญหาคราบ หรือหลุดระหว่างวันอีกเลยนอกจากนี้การดื่มน้ำเยอะๆก็ช่วยให้แต่งหน้าติดดีขึ้นด้วยนะคะ เราสังเกตจากช่วงไหนเราไม่ดื่มน้ำนี่คือแบบหน้าคราบมากๆ ถึงแม้ว่าจะใช้ผลิตภัณฑ์เดิมๆที่ไม่เคยมีปัญหาก็ตาม

อันนี้คือภาพหมู่ของรองพื้นที่ใช้อยู่ในช่วงนี้ค่า

มาเริ่มกันที่ตัวแรก Estee Lauder Double wear maximum cover

นางเป็นรองพื้นที่ชาวบ้านเค้าบอกว่า หนามาก ปกปิดหนักมาก ซึ่งช่วงนั้นที่เราซื้อมาคือหน้าเราเป็นรอยสิวเยอะมาก แล้วเรามีเหตุการณ์ที่ต้องใช้การปกปิดอย่างแรงง เราก็เลยตัดสินใจสอยนางมาไว้ในครอบครอง ก่อนหน้านี้เราเคยลองเอสเต้รุ่นขวดแก้วแล้ว แต่เรารู้สึกว่าไม่ชอบที่มันดรอปมากๆ ดรอปจนหน้าหมองหน้าดำต่ำตม เลยหวังใจไว้ว่าตัว maximum cover นี้ จะไม่เลวร้ายเหมือนตัวขวดแก้วเนอะ

Overall opinion :และจากที่เราได้ใช้งานจริงแล้ว นางทำได้ดีกว่าตัวขวดแก้วค่ะ เพราะนางเป็นเนื้อครีมๆ ไม่ใช่เนื้อ Fluid แต่ข้นเหมือนตัวขวดแก้ว และเราว่าเนื้อครีมแบบนี้มันทำให้เกลี่ยง่ายกว่า เราลองลงด้วยนิ้วมือแล้วคือแบบ หนาน่ากลัวมาก หนาเหมือนใส่หน้ากากและเสี่ยงจะตกร่องตกรูและเป็นคราบ เราเลยเปลี่ยนวิธีลงใหม่ คือใช้ในปริมาณน้อยๆ และเกลี่ยด้วยฟองน้ำไข่ชุบน้ำหมาด คือจะได้การปกปิดที่กริบ และไม่หนามากค่ะ ซึ่งโดยส่วนตัวเราไม่ได้ชอบรองพื้นบางๆอยู่แล้ว ตัวนี้ถือว่าโอเคมากๆสำหรับวันที่ต้องการลุคหน้าแน่นเป็นพิเศษ เช่น วันรับปริญญา เราใช้ตัวนี้แต่งหน้าตั้งแต่ตีห้า และอยู่ในสภาพอากาศร้อน อยู่ยาวยัน 2-3 ทุ่ม ไม่หลุดและไม่ดรอปเลย

คุมมัน : สำหรบเราที่หน้ามันมากๆ ใช้คู่กับไพรเมอร์และแป้งฝุ่นคุมมัน เราว่าตัวนี้คุมมันโอเคเลยอยู่ได้ประมาณ 6 ชั่วโมงถึงจะต้องซับมัน พอซับแล้วก็เนียนเด้งปกติ ส่วนคนผิวผสมน่าจะคุมมันได้ดีมากเลยค่ะ

สี : มีให้เลือกหลายสี ลองไปเทสดูที่เคาเตอร์ได้ค่า ส่วนตัวรู้สึกว่าแทบไม่ดรอประหว่างวันเลยค่ากลิ่น : ไม่มีกลิ่นน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์แพคเกจ : เป็นหลอดบีบ ซึ่งสะดวกต่อการใช้มาก และไม่ทำให้รองพื้นสกปรกหมายเหตุ : เหมาะสำหรับวันที่ต้องการปกปิดเป็นพิเศษ และคนที่ไม่ค่อยมีปัญหากับรองพื้นที่มีน้ำหนัก

ตัวถัดมา ก็ยังคงอยู่ในหมวดรองพื้นหน้าแน่น ตัวนี้คือ Kat Von D Lock-it Foundation

ชั้นรักแบรนด์เน้ ! คือเราว่าแบรนด์เค้ามีคอนเซปในการออกแบบแพกเกจจิ้งที่ดีมากๆ คือเห็นก็อยากได้แล้ว ไม่สนอะไรทั้งนั้น เจา 55555555 (ถึงแม้ราคานางจะแอบโหดร้ายต่อกระเป๋าตังค์ก็ตาม) รองพื้นตัวนี้เค้าเคลมว่าเป็นรองพื้นที่สามารถปกปิดรอยสักได้ เพราะฉะนั้นอย่าเรียกร้องความเป็นธรรมชาติ หน้าวาว ฉ่ำโกลวโจอินซองจากนางนะคะ (แอบพาดพิงถึงอปป้าที่รักนิดโหน่ย)Overall opinion : เนื้อนางข้นและแน่นมากกก แน่นแบบถ้าปล่อยไว้นานคือแห้งคามือเด้อ ตัวนี้แน่นกว่า แห้งกว่า และปกปิดมากกว่าตัวเอสเต้หลอดน้ำเงินค่ะ เพราะฉะนั้นใครที่ชอบความแน่น ปกปิดขั้นสุดก็ไปลองเทสต์นางได้ ส่วนตัวเราทาเดี่ยวๆไม่รอดค่ะ รู้สึกหนาไป ทุกวันนี้เลยใช้ผสมกับรองพื้นเนื้อเบาๆ แล้วใช้ฟองน้ำไข่ชุบน้ำกดๆทั่วหน้า ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะทำให้เอฟเฟครองพื้นที่ใช้ในวันนั้นอยู่ทน ปกปิด และสีไม่ดรอปเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ตกร่องตกรูด้วยเพื่อนเราเคยใช้ตัวนี้แต่งหน้ารับปริญญาให้เพื่อนอีกคน คือนางหน้ามันน้อยกว่าเรา คือเราเห็นว่าหน้าเพื่อนไม่มัน ไม่ดรอป ไม่คราบเลย ขนาดโดนแดด เหงื่อออกท่วม หน้าเพื่อนยังเป๊ะปังอลังการอยู่เลยค่า(เวลาใช้ฟองน้ำหมาดในการทา ห้ามถูหรือลากน้า ไม่งั้นความปังปินาศจะมาเยือนเอาได้)คุมมัน : สำหรับชะนีหน้าเมือกอย่างเรา ขนาดเวลาผสมกะรองพื้นตัวอื่นแล้วยังอยู่ได้โดยไม่ต้องซับถึง 8 ชั่วโมง และหลังจากใช้ทิชชู่กดซับความมันออกแล้ว นางก็เนียนเหมือนเดิมนะคะ ไม่หลุดเลยสี : มีให้เลือกหลายสี ลองไปเทสดูที่เคาเตอร์ดูได้ และไม่ดรอประหว่างวันเลยค่ะกลิ่น : ไม่มีกลิ่นน้ำหอมแพคเกจ : เป็นขวดปั๊มใช้สะดวก รองพื้นไม่สกปรก แต่ตรงจุกที่รองพื้นออกมา ถ้าไม่ปิดดีๆรองพื้นมันจะแห้งคาท่อ TTหมายเหตุ : เหมาะสำหรับวันที่ต้องการปกปิดเป็นพิเศษ และคนผิวแห้งต้องบำรุงผิวดีๆก่อนใช้น้า

ตัวต่อมาคือ Covermark Waterproof Foundation

ตัวนี้คือแบบ ซื้อมาเพราะได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างสรรพคุณของแบรนด์นี้มานาน แม่เรานี่ไซโคมาก บอกว่าสมัยแม่สาวๆแบรนด์นี้ดีสุด เลิศสุด จริงๆเราแอบอยากได้ตัวแพง แต่เห็นตัวนี้ถูกเลยซื้อมาลองดู เราชอบความเหลืองของสีมันนะ คือนี่เป็นคนหน้าเทาง่ายไง ต่อให้ใช้รองพื้นโทน Neutral ก็เทา ต้องใช้รองพื้นเหลืองเท่านั้น ซึ่งตัวนี้มันเหลืองถูกใจเรามว๊ากกOverall opinion : เนื้อมันเป็นเนื้อครีมแห้งๆ ข้นๆ ซึ่งเนื้อแบบนี้มันควรจะปกปิดอะ แต่นางไม่ค่อยปกปิด คือมนปกปิดแหละ แต่ไม่เนียน แถมหนามากๆ ตอนแรกที่เราใช้คือเราแคะออกมานิดเดียว ผสมกะกัดแดดละทาหน้า คือยังหนาจนตกใจรีบไปล้างออกเลย ต่อมาเราก็ลองเอามาผสมกะรองพื้นตัวอื่นดู ซึ่ง … มันก็ยังหนาอยู่ดี แล้วก็เป็นคราบอีก ยังค่ะยัง เราลองเอามาทำเป็นคอนซีลเลอร์ใต้ตา นางก็ปกปิดน้อย แถมเป็นคราบอีก แง ไม่รู้จะทำยังไง ตอนนี้เลยใช้นางเป็นคอนซีลเลอร์ปาดเก็บทรงคิ้วอย่างเดียวเลยค่ะคุมมัน : เราอ่านรีวิวมา บอกว่าคุมมันนะ แต่เราใช้ละไม่รู้สึกว่าคุมมันเลยสี : จริงๆมีให้เลือกหลายสีเลยค่ะ ทั้งโทนเหลืองโทนชมพู ใครสนใจลองไปเทสดูได้เลยค่ากลิ่น : ไม่มีกลิ่นน้ำหอมหมายเหตุ : สำหรับเราไม่ค่อยโอเค แต่อย่างไรก็ตามอันนี้อาจจะเกิดจากหน้าเราเป็นตัวแปรก็ได้ หากใครสนใจสามารถไปลองเทสที่เคาเตอร์ได้น้า

ตัวต่อมา เข้าสู่โหมดปกปิดดีเหมาะกับชีวิตประจำวันล้าวว ตัวนี้คือ Beauty People Absolute cover fit

เมื่อก่อนเราเคยใช้รองพื้นเกาหลีแล้วแบบ มันไม่รอดอะเธอออ เยิ้ม หลุด ดรอป คงเป็นเพราะเราหน้ามันมากด้วย เลยเลิกใช้ไปเกือบ 4 ปี แต่พอมาเจอตัวนี้เลยไปลองๆดู แล้วก็ตำมา เพราะขวดสวย เนื้อสัมผัสไม่เหนียวเลยยOverall opinion : ชั้นรักเค้า ! คือกลิ่นดีมาก เนื้อเป็นเนื้อ Fluid ค่ะ คือกดออกมาบนหลังมือแล้วไม่ไหล เกลี่ยไปบนหน้าจะเหมือนว่าเหนียว แต่พอมันเซตตัวแปปนึงแล้วจะไม่รู้สึกเหนียวหน้าเลย แต่ก็ไม่ได้แห้งเป็นแป้งนะคะ เรื่องของการปกปิดคือปกปิดดีอะ แบบเห้ย รองพื้นเกาหลีปกปิดและคุมมันได้ขนาดนี้หรอ อเมซิ่งมากก และอีกอย่างที่ทำให้เราปลื้มนางสุดๆคือ นางไม่ได้แห้งผากกรังๆ และก็ไม่ได้มัน แต่มันทำให้ผิวดูสวยอะ มีความเงาข้างในแต่ไม่มัน ดีมากก รักมาก ตอนนี้เป็นลูกรักที่เราใช้ทุกวันเลยคุมมัน : คนหน้ามันอย่างเราเอาอยู่ถึง 10 ชั่วโมงเลยค่ะ ตอนหลังๆคือจะไม่ได้แมทมาก แต่มีความเงาผิวสุขภาพดีสี : ยี่ห้อนี้มีแค่ 2 เบอร์ เบอร์แรกจะขาวแบบสาวเกาหลีเลย ส่วนเบอร์ 23 ที่เราใช้ คือเข้มสุดแล้ว จะเป็นสีโทนคนผิวขาวเหลืองค่ะกลิ่น : หอมแบบสะอาดๆ ห อมมากๆ เราใช้แล้วไม่แพ้แพคเกจ : ขวดเป็นพลาสติกใส ฝาเป็นสีดำ มีหัวปั๊ม คือสวยและใช้งานสะดวกหมายเหตุ : รักมากก ดี ไปโดนให้ทั่วกัน เราว่าใช้ได้ตั้งแต่คนผิวแห้ง ผิวผสม ผิวมัน แต่เลือกสีดีๆเด้อ เดี๋ยวหน้าลอย เป็นห่วงนะ จุบุ

ตัวต่อมาก็ยังคงอยู่ในโหมดปกปิดดี เหมาะกับใช้ทุกๆวันเหมือนกันค่า Beautelush Organix DD cream

อันนี้วอแวอยากได้เพราะเคยเห็นพี่นุ่น Nobluk กับคุณ Lily Nawiya ใช้แล้วมันดูน่าใช้มากๆ แต่ราคาก็สูงใช้ได้ ไปๆมาๆก็ตำมาจนได้ ส่วนหนึ่งเพราะตัวนี้ผลิตโดยคุณหมอด้วย เราก็เลยไปตำมาในที่สุด นี่หลอดที่ 2 แล้วสำหรับเราOverall opinion : รักอะ รักมากก คิดไรไม่ออกหยิบอันนี้มาทาเลย คือไม่ว่าหน้าจะพังแค่ไหน แพ้มาจากอะไร ใช้ตัวนี้แล้วจะไม่แสบ หรือรู้สึกระคายเคืองเลย เนื้อสัมผัสเป็นเนื้อครีม เกลี่ยง่าย ไม่คราบ ติดทนพอสมควร 6-8 ชั่วโมง แต่เราว่าสูตรเก่าคุมมันมากกว่าสูตรใหม่ สีก็เหลืองเข้ากับหน้าเราด้วย หมดอันนี้แล้วก็คงซื้อต่ออีก ชอบมาก อีกอย่างที่ทำให้เราทึ่งกะตัวนี้คือ มันสามารถลงให้เป็นบางเบาเหมือน no makeup ได้ โดยการปั๊มลงบนฝ่ามือ ถูฝ่ามือทั้ง 2 ข้างเพื่อวอร์มครีม แล้วเอากดๆลงทั่วหน้า หรือถ้าอยากให้ปกปิดดีขึ้นก็สามารถใช้วิธีใช้นิ้วมือกดๆทั่วหน้าได้ เอ้อออ เอาสิ ซื้อ 1 ได้เอฟเฟคถึง 2 แบบเลยคุมมัน : คนหน้ามันอย่างเราอยู่ประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ โดยมันจะดูดิวอี้ไม่เมือก ใช้ทิชชู่กดๆก็เนียนเด้งเหมือนเดิมแล้ว เราว่าตัวนี้ใช้ได้ทั้งคนผิวแห้ง ผิวผสม ผิวมันเลยน้าสี : สีเบจมี 2 เบอร์ค่ะ ส่วนตัวเราขาวเหลืองใช้เบอร์ 2 พอดีผิวกลิ่น : ไม่มีกลิ่นน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ค่ะแพคเกจ : ขวดเป็นพลาสติก มีหัวปั๊ม ใช้งานสะดวกรองพื้นไม่ปนเปื้อนสกปรกหมายเหตุ : รักมากก ดี ไปโดนให้ทั่วกัน เราว่าใช้ได้ตั้งแต่คนผิวแห้ง ผิวผสม ผิวมัน

ตัวต่อมาก็ยังคงอยู่ในโหมดปกปิดดี เหมาะกับใช้ทุกวันเหมือนกันค่า นั่นก็คือ L’oreal True match

อันนี้ทีแรกกะจะผ่าน แต่เพื่อนนี่มาแนะนำบอกว่าดี คุมมันอยู่ทั้งวัน เลยไปตำมา 1 ขวด เราได้มาจาก EB นะคะ ตอนนั้นยังมีโปรอยู่ด้วย ราคาจูงใจมาก ประมาณ 200 ปลายๆOverall opinion : เนื้อเป็น Liquid เหลวๆ หากปั้มลงบนมือแล้วจะไหลๆได้ ดูที่ขวดจะเห็นว่าเขาผสมชิมเมอร์ละเอียดสีทองมาด้วย เราว่ามันน่าจะให้เอฟเฟคในการเล่นแสงเวลาถ่ายรูปไรงี้ เวลาลงบนผิวแล้วดูบาง ปกปิดกลางๆ แต่ทำให้หน้าดูสว่างขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ชอบการปกปิดกลางๆ สบายผิว ไม่เหนียว ไม่มัน หาซื้อได้ง่ายและมีหลายสีให้ลองคุมมัน : คนหน้ามันอย่างเราอยู่ประมาณ 5 ชั่วโมงค่ะ คนผิวผสม ผิวแห้งน่าจะคุมมันได้ดีมากสี : มีหลายสีให้เลือกมากๆ ของเป็นเป็น G1 ขาวเหลืองค่ะ สีไม่ดรอปด้วยกลิ่น : ไม่มีกลิ่นน้ำหอมแพคเกจ : ขวดเป็นแก้ว มีหัวปั๊มฝาปิด ใช้งานสะดวกรองพื้นไม่ปนเปื้อนสกปรก

ตัวต่อมาจะเป็นประเภทเนื้อบางเบา ปกปิดปานกลางค่ะ Peripera Peri Ink bb drop

นี่ไปเดินวนๆวอแวอยู่ใน Beautrium ที่ดิจิตอลเกตเวย์ ลองบนหลังมือแล้วรู้สึกแห้งสบายผิว และกลิ่นหอมเหมือนแป้งเด็ก เลยตำใหไวเลยค่ะ ตอนนั้นมีโปรแถมฟองน้ำลงบีบีรูปมาการองมาด้วย น่ารักกกกOverall opinion : เนื้อเป็น Liquid เหลวๆ หยดลงบนมือแล้วไหลได้ เหมือนแป้งน้ำเลย เราใช้วิธีตบๆลงทั่วหน้า ให้ความรู้สึกสบายผิวเหมือนทาแป้งน้ำอะ แต่ไม่แห้งกรังๆ แค่ไม่เหนียว ปกปิดกลางๆ แต่เราว่ามันปกปิดได้ดีเกินเนื้อสัมผัสของมันนะ ปกติพวกรองพื้นเนื้อแบบนี้มันจะปกปิดได้น้อยมากคุมมัน : คนหน้ามันอย่างเราอยู่ประมาณ 5 ชั่วโมงค่ะ ซับแล้วหลุดบ้างตามประสาเนื้อบางเบา เราว่าคนผิวผสมน่าจะถูกกับตัวนี้เลยแหละสี : มีแค่ 2 สี เราดันไปหยิบเบอร์ขาวสุดมา เพราะกลัวดรอป ปรากฏว่าตอนนี้ขาวไป ต้องปัดบรอนเซอร์ช่วยกลิ่น : หอมน่ารักๆเหมือนแป้งเด็กแพคเกจ : ขวดพลาสติค น้ำหนักเบา เหมาะกับการพกพา มีหัวหยดๆผลิตภัณฑ์ออกมาทำให้ใช้ง่ายหมายเหตุ : เหมาะกับสาวๆที่ไม่ต้องการการปกปิดมาก และชอบความสบายผิว แต่ไปเลือกสีดีๆนะคะ ^^

ตัวต่อมาเป็น CC cream ค่า Cute press Juvena white cc cream สาวๆคนไหนออกงานบ่อย ชอบถ่ายรูป ห้ามพลาดตัวนี้เลยค่า

Overall opinion : ตัวนี้เป็น CC แบรนด์ไทยที่น่าสนใจมากตัวนึง เนื้อบางๆ และมีความฉ่ำ โทนสีกลางๆไม่ชมพูไป ไม่เหลืองไป และส่วนตัวเราว่ามันปรับได้ตามสีผิวของแต่ละคนนะ แต่ถ้าใครผิวเข้มมากๆไปลองเทสที่ชอปก่อนดีกว่าเพื่อความชัวร์ค่ะ สำหรับเราที่ชอบความปกปิดมากๆ เราว่าตัวนี้ปกปิดน้อย แต่เราชอบมาในการเอาตัวนี้ไปผสมกับรองพื้นแน่นๆตัวอื่น เพื่อลดความแน่นของรองพื้นบางตัว และให้เอฟเฟคถ่ายรูปออกมาสวยมาก ยิ่งโดนแฟลชยิ่งสวย เราเคยทาไปงานแล้วต้องถ่ายรูปเยอะๆ คือถ่ายออกมาเพื่อนที่ถ่ายด้วยนางยังตกใจแบบ แกรใช้อะไรรรร ทำไมดีจัง จะไปซื้อบ้าง 555555คุมมัน : คนหน้ามันแบบนี่ใช้เดี่ยวๆแล้วมันไม่คุมมันเลยค่ะ แต่ถ้าผสมกับตัวอื่นโอเคอยู่สี : มีสีเดียวค่ะ ถ้าใช้เดี่ยวๆบางทีแอบดรอป สาวๆคนไหนสนใจลองไปเทสดูน้ากลิ่น : ไม่มีกลิ่นน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์แพคเกจ : หลอดพลาสติกปั๊ม มีฝาปิด พกพาสะดวก ใช้สะดวก ไม่ทำให้รองพื้นสกปรก ดีมากๆหมายเหตุ : ตัวนี้แนะนำจริงๆนะ แต่ต้องมีเทคนิคในการใช้ สาวๆคนไหนชอบถ่ายรูป จงไปโดนนน

หมดแล้วค่าสำหรับการรีวิวรองพื้นจากกรุคนหน้ามันเมือกแบบเราหวังว่ารีวิวของเราคงมีประโยชน์กับการตัดสินใจสำหรับสาวๆที่กำลังมองหารองพื้นใหม่ๆอยู่ไม่มากก็น้อย สุดท้ายนี้นี่เป็นรีวิวจากความรู้สึกของเราล้วนๆหากใครสนใจตัวไหนแนะนำให้ไปลองเล่นที่เคาเตอร์ดูก่อนเผื่ออาจจะชอบไม่เหมือนกัน และป้องกันการแพ้ด้วยค่าสำหรับกระทู้นี้ก็ขอจบการเม้ามอยเพียงแค่นี้ เจอกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่า

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย