Review - มาสคาร่าสุดเลิศ "Mistine Super Model Mascara" และรีวิวเปิดกรุของถูกและดีจาก Mistine อีกมากมาย!!!

porschepor

porschepor

ดู Profile

สวัสดีจ้าทุกคน ปอร์เช่ ปอ (Porsche Por) นะจ๊ะ กลับมากับรีวิวข้าวของอีกแล้วแหละ

กระทู้นี้อาจจะเป็นกระทู้เอาใจคนที่มองหาเครื่องสำอางคุณภาพถือว่าดีใช้ได้เลย แต่มาในราคาที่ไม่แพง เรียกได้ว่าถูกมากเลยแหละ แถมยังเป็นแบรนด์คนไทยอีกต่างหาก

ปอขอยกกระทู้นี้ให้เป็นกระทู้ที่ขนของมารีวิว "ตูม" ใหญ่! รีวิวหลายสรรพสิ่งของ Mistine รวมๆ กันหลายๆ อย่างเลย แต่ตัวหลักของกระทู้นี้คือมาสคาร่าตัวใหม่จาก Mistine นั่นก็คือ

"Mistine Super Model Miracle Lash Mascara"


ซึ่งเป็นสิ่งที่ลองใช้แล้วชอบ เลิศ! เลยหยิบมารีวิว แล้วเห็นมีหลายๆ อย่างที่น่าจะหยิบมารีวิว หรือ swatch ได้คร่าวๆ เลยจับมารวมกันในกระทู้เดียวเลย ยังไงติดตามจนจบกระทู้นะจ๊ะ จะได้รู้ว่าปอเอาอะไรมารีวิวบ้าง ^___^

ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มต้นด้วยนางเอกของเรานั่นคือ
Mistine Super Model Mascara

มาสคาร่าตัวนี้ปอเห็นครั้งแรกใน facebook fanpage ของมีสทีน ที่เป็นรูปพลอย เฌอมาลย์ปัดมาสคาร่าสีขาว (แล้วขนตาซ้อนกัน 2 ชั้น 555+) เห็นแล้วเห้ย!! มาสคาราสีขาวอ่ะ น่าสนใจว่ะ!!! จนมีโอกาสได้มาลอง จริงๆ แล้วมันเป็นมาสคาร่าปกติเนี่ยแหละ แต่มี 2 ด้าน ซึ่งทางแบรนด์เคลมมาว่า

Product's Claimed

มีสทีน ซุปเปอร์ โมเดล มิราเคิล แลช มาสคาร่า มาสคาร่าสุดล้ำ สูตรล้างออกง่ายสวยครบ 2 ด้านในแท่งเดียว

ขนตา
ยาวขึ้นทันที 400% และขนตาหนาสุดๆ ด้วยไฟเบอร์ชนิดพิเศษ

คำโปรยมาเลิศเว่อร์ คือเลิศจนเว่อร์ 555+ ยาว 400% โอ้แม่เจ้า ยาวทิ่มคิ้วเลยไหม?? ดังนั้นของแบบนี้ต้องลอง ต้องพิสูจน์จ้ะ จะให้เชื่อง่ายๆ ได้ไง เสียชื่อปอร์เช่ ปอหมด!

ตัวนี้ราคาอยู่ที่ 178 บาท นะจ๊ะ ถูกมาก!

ก่อนอื่นมาดูหัวแปรงกันก่อนเลย อย่างที่บอกมาสคาร่าแท่งนี้มีหัวแปรงมา 2 ด้าน ซึ่งแปรงแตกต่างกัน และเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ติดแปรงออกมาก็แตกต่างกัน เอาจริงๆ ผิดหวังเล็กๆ เมื่อเห็นด้านสีขาว คือตอนเห็นโฆษณารูปพลอย เฌอมาลย์อ่ะ คือปัดขนตาสีขาวเลยนะ ก็นึกว่าเป็นเนื้อมาสคาร่าสีขาว ช่วยปัดต่อขนตาให้ดูยาวขึ้นอะไรแบบนี้ เผื่อบางทีอยากแต่งหน้าแฟนซี ปัดมาสคาร่าสีขาวบ้างจะได้ใช้ได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย มันเป็นเส้นใยไฟเบอร์ เหมือนปุยนุ่นสีขาวละเอียดๆ อีก เป็นฝอยๆ เล็กๆๆ ติดเต็มหัวแปรง ส่วนอีกด้าน เป็นเนื้อมาสคาร่าสีดำสนิทปกติ แต่หัวแปรงใหญ่ไปนิด เวลาปัดขนตาล่างเลอะง่ายมาก ต้องเกร็งปากสุด! 5555+

แต่ที่ทำให้ชอบมันอยู่ที่ผลลัพธ์นี่!! ดูสิๆๆๆๆๆ จากขนตาธรรมชาติที่แทบมองไม่เห็น แต่พอปัดมาสคาร่าตัวนี้ตามขั้นตอนที่เขาบอกมาด้านหลังบรรจุภัณฑ์ ก็ได้ออกมาแบบในรูปเลย มันไม่ถึง 400% หรอก แต่มันยาวและหนาขึ้นมากกก!! แล้วก็ไม่ค่อยจับตัวเป็นก้อนด้วย แต่สังเกตได้ว่าขอบตาล่างเปื้อน บอกแล้วว่าหัวแปรงมันใหญ่ เลยทำให้ปัดด้านล่างค่อนข้างลำบาก แต่ผลที่ได้น่าพึงพอใจมากกก!!!

ส่วนวิธีการที่บอก ก็ตามรูปด้านบนเลยจ้า หลังจากดัดขนตาเป็นที่เรียบร้อย ให้ใช้ด้าน Extension Mascara หรือด้านที่เป็นเนื้อมาสคาร่าสีดำก่อน ปัดไปก่อนเลย 1 รอบ จากนั้นให้อีกด้าน คือด้าน Lash Fiber (ในรูปปอเขียนผิด มันต้องสลับกัน) หรือด้านไฟเบอร์ที่เหมือนนุ่นที่บอก ปัดทับลงไปช่วงปลายขนตา มันจะดูเป็นก้อนๆ ไม่ต้องตกใจ ทิ้งไว้แบบนั้นแหละ แล้วปัดทับด้วยด้านสีดำอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ ได้ขนตาหนาและเด้งสะใจ!

ในด้านความทนทาน มันกันน้ำ กันเหงื่อได้ดีในระดับหนึ่งนะ ถ้าไม่เอามือไปถูกหรือเช็ดออก ไม่งั้นก็หลุดเหมือนกัน แต่เวลามันหลุด มันดีตรงที่มันจะหลุดออกมาเป็นขลุยๆ ทำให้ไม่ดูเป็นแพนด้า อีกนัยหนึ่งคือมันไม่ไหลเยิ้มนั่นเอง เช็ดออกง่ายมาก! ด้วยความที่บอกว่าเป็นสูตรล้างออกง่ายมั้ง มันเลยไม่ทนเหมือนพวกมาสคาร่ากันน้ำตัวอื่นๆ

จบการรีวิวนางเอกหลักของเราไป สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ เอาเป็นว่า ตัวปออ่ะชอบนะ ถือเป็นมาสคาร่าที่ดีเลย เป็นทางเลือกที่ดีในราคาที่ถูกด้วย แล้วก็ติดทน หนังตามันก็ไม่ไหลนะ แต่อย่างที่ทดสอบด้านบน ถ้าเหงื่อออกหรือโดนน้ำแล้วไปถู มันจะหลุดเป็นขลุยๆ แต่ถ้าไม่ชอบจริง จะไม่หยิบมารีวิว โอเคนะ (":

นางเอกหลักจบไป ต่อไปก็มาดูบรรดานักแสดงสมทบกันบ้างดีกว่า ปอบอกก่อนนะจ๊ะว่าพวกผลิตภัณฑ์ตัวต่อๆ ไปนี้จะรีวิวคร่าวๆ เวลาที่ปอหยิบมาใช้งานแล้วรู้สึกอย่างไร ผลลัพธ์เป็นอย่างไร แล้วก็ swatch สีให้ดู ดังนั้นอาจจะไม่ละเอียดมากเท่าไรเนอะ

เริ่มต้นกันด้วยตัวเด่นอีกตัวที่เพิ่งออกมาได้ไม่นานเท่าไรอย่าง
"Mistine Super Black Fixed Liner" ที่แพนเค้กโฆษณา ตัวนี้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ของตัว Super Black รุ่นเก่า จุดเด่นอยู่ที่พวกแปรงไลเนอร์ที่ปรับปรุงใหม่ให้เรียว แหลม เขียนเส้นได้คมขึ้นกว่าเดิม

จริงๆ แล้วปอเป็นคนที่ใช้อายไลเนอร์ของมีสทีนมาตลอดอ่ะ ใช้มานานเป็นปีๆ แล้วอ่ะ เพราะรู้สึกว่าไลเนอร์ของแบรนด์นี้ดี แล้วก็ทนพอสมควร พอมาเจอตัวนี้ คุณพระ! หัวแหลมมาก!! บอกเลยว่าหัวแปรงมันแหลมเหมือนหัวเข็มเลยแหละ

เปรียบเทียบให้ดูกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Super Black ตัวเก่า ที่เมื่อเทียบกันแล้วจะเห็นได้เลยว่าหัวแปรงใหญ่ที่สุด แต่ตัวนี้จะเหมาะสำหรับคนที่หนังตามันมากกว่า เมื่อก่อนปอหยิบตัวนี้ขึ้นมาใช้บ่อย เพราะเป็นคนหนังตามัน มันจะทนกว่า กับตัว Maxi Black ที่เมื่อก่อนใครๆ ก็บอกว่ามันเขียนได้เฉียว เส้นคม แต่พอมาเทียบกับ Super Black Fixed ตัวใหม่ก็ยังมีหัวแปรงที่ใหญ่กว่าอยู่ดี ดูได้เลยว่าหัวแปรงมันเรียวแหลมมากขนาดไหน

ในเรื่องของความทนทาน แอบผิดหวังเล็กๆ ตรงที่ความเป็นรุ่น Super Black มันน่าจะทนกับหนังตามันได้เหมือนรุ่นเก่าอ่ะ แต่ตัว Fixed นี่มันไม่ค่อยทนกับความมันของหนังตาเท่าไร ตัวนี้เยิ้ม เปื้อน แล้วก็สีเลือนออกพอสมควรเลยเวลาหัวตามันๆ แต่ถามว่ากันน้ำไหม ปอทดสอบไลเนอร์แบบน้ำทั้ง 4 ตัวของมีสทีนที่ปอมี ทุกตัวกันน้ำได้ดีมาก เรียกว่าถูกก็ยังไม่หลุด ไม่ลอก แต่ถ้าดูตัวที่ทนกับหนังตามันได้ดีมีแค่ตัว Super Black ตัวเก่ากับ So... Black ที่ทนสุด ส่วนตัวที่ล้างออกยากที่สุดก็คือ So... Black รองลงมาก็คือ Super Black Fixed ส่วนตัวที่เขียนแล้วได้เส้นคมที่สุดก็คือ Super Black Fixed ลองดูตรงตัวหนังสือที่เขียนชื่อปอ ปอใช้ Super Black Fixed เขียน จะได้เส้นที่เรียวมากกก ส่วนรองลงมาก็คือ Maxi Black จ้า แต่โดยรวมถามว่าดีไหม ก็ยังคงเป็นแบรนด์ที่มีอายไลเนอร์ดีอีกแบรนด์แหละ และปอก็คงซื้อใช้ต่อเรื่อยๆ (อาจจะสลับกับแบรนด์อื่นๆ บ้าง)

ต่อไปไล่ลำดับจากหนังหน้าก่อนแล้วกัน ไล่จากรองพื้นเลย กับ "Mistine True Matte Oil Control Foundation Mousse" รองพื้นแบบครีมที่เนื้อนุ่มเหมือนมูส เนื้อแมตต์ สูตรควบคุมความมัน

รองพื้นตัวนี้ปอรู้สึกว่าพอใช้แล้วเนื้อมันแมตต์จนเป็นรองพื้นแบบ cream to powder เลยอ่ะ คือไม่ต้องใช้แป้งลงทับเลย ไม่งั้นจะดูหนาและเป็นคราบ เวลาใช้ตัวนี้ให้ลงไปตัวเดียวคือพอ มันไม่ค่อยปกปิดเท่าไร เนื้อไม่หนาด้วย ดูแมตต์แต่ก็ยังดูเป็นผิวนิดๆ ถ้าต้องการการปกปิดเพิ่มแนะนำให้ใช้คอนซีลเลอร์ลงเฉพาะจุด แม้เนื้อมันจะไม่หนา แต่ถ้าลงซ้ำๆ ก็โบ๊ะเหมือนกัน แล้วก็ cakey ด้วย ไม่โอเค รองพื้นตัวนี้มีด้วยกัน 3 เบอร์ ปอใช้เบอร์ 3 แต่ก็ยังดูขาวไปหน่อย อ๋อ... ระวังอีกเรื่อง! ระวังเรื่องการตกร่อง ใครมีริ้วรอยที่เห็นชัดๆ หน่อย อย่าลงรองพื้นตัวนี้ในบริเวณนั้นมากเกินไป เพราะตกร่องแน่นอน

ในเรื่องของความทนทาน รองพื้นตัวนี้โอเคตรงที่ไม่ค่อยหมอง oxidized จริง แต่ไม่ค่อยหมองลงมากเท่าไร ส่วนเรื่องการควบคุมความมัน ทำได้ได้ในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรกหลังการใช้ หลังจากนั้นก็จะเริ่มมันขึ้น ปอแนะนำให้ซับหน้าแล้วใช้แปรงลงทับด้วยแป้งฝุ่นหรือแป้งฝุ่นอัดแข็งเบาๆ อย่าใช้แป้งผสมรองพื้นเพราะยิ่งทำให้ดูหนาและเป็นคราบได้ง่ายขึ้น

ต่อไปเป็นไฮไลต์ตัวหนึ่งที่ปอชอบมาก! ด้วยความที่สีมันใช้กับผิวเหลืองอย่างเราๆ แล้วสวย วิ้งพอสมควร แต่ดูไม่เว่อร์ นั่นก็คือ
"Mistine Shiny Shimmer Stick" เป็นไฮไลต์เนื้อครีมในรูปแบบแท่งๆ หมุนขึ้นมาใช้งาน ใช้ง่ายด้วย จนปอยกให้เป็นหนึ่งใน the best items of 2014 เลย!

เอาตรงๆ ตอนแรกที่ได้มา แล้วใช้อ่ะ ไม่ค่อยชอบเท่าไร มันเป็นเนื้อครีมใช่ป่ะ ปอก็ลงแล้วถึงลงแป้งฝุ่นตาม แต่พอลงแป้งฝุ่นไปแล้ว มันดูจางไปเยอะเลย ไม่ค่อยโกว์ลเท่าไร แต่มาค้นพบวิธีใช้ใหม่ ซึ่งถูกไหมไม่รู้ แต่รู้ว่ามันเหมาะกับตัวเองมากกว่า นั้นคือการใช้แปรงลงรองพื้นแบบแบนลงหลังจากลงแป้งฝุ่นแล้ว หน้าจะดูโกว์ล ดูวาวอย่างที่ต้องการ แต่ไม่เว่อร์เท่าไรเพราะเดี๋ยวปัดพวกบลัชออนอะไรทับอีกก็ดูธรรมชาติ แต่ใช้วิธีนี้แล้วเลิศกว่าสำหรับตัวปอเองนะ แต่ที่ชอบคือมันเล่นกับแสงดีมาก และอย่างที่บอกคือสีมันไม่โดด ไม่ได้ดูเหมือนว่าอีนี่ไฮไลต์มา นอกจากจะดูวาวเว่อร์แล้ว สียังลอย โป๊ะแตกอีกต่างหาก แต่ตัวนี้สีมันกลืนไปกับผิวเลย ช่วยแค่ให้หน้าดูฉ่ำๆ ขึ้นเท่านั้นเอง ดีงาม!!

สังเกตได้ว่ามันแทบจะดูไม่ต่างจากผิวที่ลงรองพื้นปกติ แต่จะดูวาวขึ้นมานิดหน่อย ซึ่งปอว่ามันกำลังดีสำหรับการไฮไลต์ แต่ถ้าต้องการให้ฉ่ำเป็นพิเศษก็ลงมากกว่านี้ได้เหมือนกัน ตัวชิมเมอร์มันเห็นชัดก็จริง แต่ด้วยการเล่นแสงของมัน ทำให้ดูไม่เว่อร์เกินไป

ต่อไปเป็นบลัชออนมั้งแล้วกัน กับ
"Mistine CIAO Milano Cheek Color" ปัดแก้มเนื้อฝุ่น ที่แบรนด์บอกว่าเป็นเทคโนโลยี่เนื้อสีมาจากอิตาลีเลยทีเดียว และแรงบันดาลใจก็มาจากเมืองมิลานในอิตาลีด้วย ออกมาด้วยกัน 2 สี คือโทนชมพู กับโทนสีพีช ซึ่งแต่ละตลับจะแบ่งออกเป็น 3 เฉดสีด้วยกัน

เป็นบลัชออนที่พิมพ์ลายได้น่ารักมาก สีในตลับก็น่ารัก แต่พอลองใช้แล้วเนื้อสีไม่ค่อยชัดสักเท่าไร แต่ชิมเมอร์ชัดมากกก! ถ้าจะให้เห็นสีต้องปัดย้ำพอสมควร แต่แนะนำว่าไม่ควรใช้ร่วมกับไฮไลต์ที่วาวๆ มีชิมเมอร์ เพราะบลัชออนตัวนี้ชิมเมอร์เยอะอยู่แล้ว หน้าจะยิ่งดูวาว ดูมันมากเกินไป อีกอย่าง เนื้อเป็นฝุ่นพอสมควรเลยทีเดียว

ในรูปปอใช้สีพีชนะจ๊ะ ปัดรวมกันทั้ง 3 เฉดเลย พอปัดออกมาจะออกเป็นสีชมพูๆ มากกว่า ให้ลุคที่เป็นแก้มสีอ่อนๆ สังเกตที่หน้าแก้มจะออกเป็นสีชมพูอ่อนระเรื่อๆ อยู่ แล้วจะมีความแวววาวจากชิมเมอร์

ต่อด้วยผลิตภัณฑ์ในคอลเล็กชั่นเดียวกันเลย แต่เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับตาอย่างอายแชโดว์กันบ้าง
"Mistine CIAO Milano Eye Color" ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นเดียว เทคโนโลยีเดียวกับตัวบลัชออน แต่มาด้วยกันทั้ง 3 พาเลต 3 โทนสี แต่ละพาเลตประกอบด้วยอายแชโดว์ 4 สีด้วยกัน

ถึงเป็นเทคโนโลยีเดียวกับบลัชออน แต่อายแชโดว์นี่เม็ดสีแน่นมาก! คือสีชัด ติดทนดีด้วย แต่เนื้อยังคงมีความเป็นฝุ่นมากอยู่เหมือนกัน ดังนั้นควรเคาะแปรงก่อนจะแตะลงที่เปลือกตา แต่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมาก! ปอว่าเป็นอายแชโดว์ที่คุณภาพดี ในราคาแค่ 129 บาทอ่ะ!

ปอลองใช้อายแชโดว์อันนี้แต่งให้เพื่อนไปแสดงตอนงานคริสมาสต์ ถือว่าทนอยู่นะ เพราะถ่ายรูปมาสีก็ยังเห็นชัดอยู่ ตอนที่แต่งก็รู้สึกว่าสีติดดีเลย ใช้เบอร์ 01 Pink Verona ในการแต่งนะจ๊ะ ใช้ทุกสีเลย

แล้วก็ใช้แต่งตัวเองด้วย ใช้รวมกับอย่างอื่นด้วย แต่หลักๆ ก็ใช้ตัวนี้จ้า

แซ่บป่ะล่ะ รู้ว่าทุกคนคงดูที่ขนตามากกว่า 555+ มันหนักจนมันเด้งออกอ่ะ T^T

จบท้ายที่ผลิตภัณฑ์สำหรับริมฝีปากแล้วกัน ปอเอามารีวิว 2 ตัวด้วยกัน แต่ 2 ตัวนี้ไม่ได้บอกว่า 2 สีนะ! 555+ ตัวแรกคือ
"Mistine Magnetis Nude Series Lipstick" ลิปสติกไซส์มินิ คือมาในแท่งเล็กที่น่ารักดี 55+ ลิปไซส์จิ๋ว แต่แพกเกจหรูอยู่นะ อย่าว่าไป รุ่นนี้จะมาในโทนสีนู้ดทั้งหมดจ้า

รุ่นนู้ดนี้มาด้วยกัน 6 สี ขอบอกว่าสีสวยทุกสี แล้วคือปอรู้สึกว่ามีสทีนอ่ะ ทำการ re-product ของแบรนด์ตัวเองใหม่ ออกผลิตภัณฑ์น่าสนใจๆ มาทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะลิปสติกที่ออกมาตีตลาดมาก ตั้งแต่ Mistine JOOPS!! ที่สร้างยอดขายถล่มทลายมาก!! ปอเองก็ไม่พลาดเช่นกันตอนนั้น 555+ มาถึงเจ้าตัวนี้ เป็นลิปสติกเนื้อครีม ที่ไม่เยิ้มมาก เนื้อวาวๆ หน่อย ปกปิดสีปากได้ดีพอสมควร แล้วคือสีสวยมาก!

ปอหยิบใช้เบอร์ 23 กับ 25 บ่อยมาก เพราะรู้สึกว่าสามารถทาได้ในชีวิตประจำวัน ถ้าแล้วดูไม่สาวแตก 55+ แล้วก็ไม่ได้ดูนู้ดป่วยเว่อร์ เดี๋ยวดู swatch กับริมฝีปากนะจ๊ะ

สีเดียวที่ทาออกมาแล้วเข้ม ก็คือเบอร์ 26 Nude Mocca สีนี้ตอนอยู่ในตัวแท่งก็เข้ม พอทาแล้วก็เข้มจริงๆ แหละ 555+ แต่โดยรวมนะ ชอบทุกสีเลย คือมันนู้ดจริง แต่ทุกสีทาแล้วไม่ป่วย คือทาแล้วรอดทุกสี สำหรับตัวปอนะ แต่ถ้าใครที่ขาวมากๆ พวกเบอร์ 21-23 อาจจะไม่รอด เพราะสีมันค่อนข้างอ่อน ที่ดีคือทาแล้วปากไม่ค่อยแห้งมาก

แล้วสุดท้ายของกระทู้นี้ก็คือ ลิปรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกไม่นาน ในตอนที่ปอเขียนกระทู้นี้ นั่นคือ "Mistine Kiss Me Tint & Gloss" จะบอกว่าเป็นลิปสติกเลยทีเดียวคงไม่ถูก มันเป็นทินท์ด้านหนึ่ง และอีกด้านเป็นลิปกลอส แพกเกจน่ารัก ฟรุ้งฟริ้งมาก!

ตัวนี้ออกมาด้วยกัน 4 สี ในด้านของทินท์นะ ส่วนลิปกลอสเป็นแบบใส มีชิมเมอร์เหมือนกันหมด เป็นสีที่ยังคลุมโทน ใช้ได้ทั่วไป คือโทนสีพีช/ส้ม กับโทนชมพู เนื้อทินท์เหลวๆ หน่อย สีไม่ได้ชัดมาก แต่จะดูสมูธไปกับสีปาก ไม่ได้ดูโดดเหมือนพวกลิปสติก พอทาไปสักพักจะแห้ง และแมตต์ไปกับริมฝีปาก ถ้าทาเฉพาะทินท์จะให้ฟิลแบบลิปสติกแบบน้ำ ที่เนื้อแมตต์อ่ะ แบบพวก Lola, NYX อะไรแบบเนี่ย ความรู้สึกปอว่ามันคล้ายกันมากเลย ส่วนเนื้อกลอสเหนียวๆ หน่อย ไม่มีสี แต่มีชิมเมอร์สีเงินๆ กลิ่นหอมทั้งคู่

จริงๆ จะบอกว่าสีไม่ชัดก็ไม่ได้อ่ะ มันก็ชัดอยู่แหละ แต่ด้วยความที่เนื้อมันเป็นทินท์แบบน้ำๆ พอปาดไปเรื่อยๆ มันจะเริ่มกลืนไปกับริมฝีปากมากกว่า

ลองสังเกต ถ้าทาแค่ทินท์จะดูเหมือนทาลิปเนื้อแมตต์มากเลย แต่พอทากลอสทับ ปากก็ดูอวบอิ่มขึ้น สีทินท์ติดทนอยู่นะ กินน้ำกินอะไรก็มีหลุดไปบ้าง แต่ก็ยังมีสีเหลือติดอยู่ที่ริมฝีปาก ส่วนตัวปอชอบเบอร์ 03 กับ 04 ที่สุด ทาบางๆ อ่อนๆ ปากจะดูเป็นสีระเรื่อๆ สวยมาก!

หมดแล้วแหละ จัดให้แบบเต็มแม็กซ์! หวังว่าจะถูกใจนะจ๊ะ อาจจะไม่ได้ละเอียดอะไรมาก แต่ก็บอกตามความรู้สึกจริงๆ อ๋อ... ผลิตภัณฑ์เกือบทุกชิ้น ยกเว้นอายไลเนอร์ที่ไม่ใช่รุ่น Super Black Fixed Liner ทางมีสทีนส่งมาให้จ้า แต่ไม่มีการจ้างแต่อย่างใด จริงๆ ได้มาเยอะกว่านี้มาก แต่แจกคนอื่นไปด้วย แล้วก็หยิบเฉพาะตัวที่ตัวเองชอบ แล้วก็น่าสนใจมารีวิวจริงๆ ไม่ได้อวยหรืออะไรนะ ถ้าไม่ดีก็อย่างที่เห็น ก็บอกเลยว่ามันไม่ดี

ยังไงก็ขอบคุณนะจ๊ะ สำหรับใครที่ตามอ่านมาตั้งแต่แรกจนจบเลย ติชมได้จ้า ตรงไหนดีแล้ว ตรงไหนยังไม่ดีบอกได้น๊าาา แล้วเจอกันใหม่จ้า ^____^

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย