[BEAUTY BIBLE] น้ำหนัดลงลงง่ายๆ เพียงแค่ "ปรับวิธีการกินอาหาร"

BbyOnn

BbyOnn

ดู Profile



สวัสดีค่ะสาวๆทุกคน



วันนี้รีบกลับบ้านมานั่งเขียน Blog นี้ให้อ่านกันเลย เพราะหลังจากเมื่อคืน

โยนหินถามทางกันไปว่า ถ้าจะเขียน Blog เกี่ยวกับสาเหตุ ปัจจัย ที่ทำให้น้ำหนัก

ของออนลด มีใครสนใจจะอ่านกันมั้ย ปรากฏว่ามีแต่คนรออ่านกันทั้งน้ัน เกือบ 700 likes

แหนะ ปลื้มปริ่มสุดๆ วันนี้เลยจะมาเขียนแบบเต็มๆ จะไม่ได้มีรูปนะคะ อยากให้อ่าน

กันจริงๆ เพราะตั้งใจเขียนมาก




(รูปภาพไม่เกี่ยวนะคะ แค่ใส่เฉยๆ เดี๋ยวจะตาลายกับตัวหนังสือ)



สิ่งที่ควรรู้



- ไม่ได้ลดน้ำหนักแบบอดอาหาร

- ไม่ได้ลดน้ำหนักแบบรวดเร็ว ทุกอย่างใช้เวลาหลายเดือน

- ไม่ได้กินยาลด ยาดักจับ หรือวิตามิน สมุนไพรอะไรที่เกี่ยวกับการเผาพลาญ

หรือลดน้ำหนัก

- น้ำหนักที่ลดลงไปล้วนๆ เกิดจาก



” การเปลี่ยนวิธีการกินอาหารของออน”



มาเริ่มกันเลยดีกว่า ..  ตั้งแต่ๆเด็กๆ ออนเป็นคนที่จะว่าน่าหมันไส้ ดัจริต กระแดะก็ได้

เพราะเป็นเด็กที่ไม่ชอบทานอาหารไทย เรียกว่ากินแกง กินอะไรเผ็ดๆ ไม่เป็น อาหารไทย

กินได้แต่พวกอาหารเด็ก อาหารจืดๆ จำพวก ราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ก๋วยเตี๊ยวปลา ผัดไทย

อะไรแบบนี้ พวกแกงเขียวหวาน แกงเลียง แกงส้ม เป็นอะไรที่ไม่แตะเลย บวกกับออนไม่

ชอบกินข้าวด้วย (ข้าวสวย) ทำให้อาหารที่เรียกว่าเป็นอาหารหลักของออนไม่ค่อยจะ

เหมือนกับคนอื่น เท่าที่จำความได้ .. ตอนเด็กจะค่อนข้างรีบ ส่วนมากจะทานอาหารในรถ

ระหว่างที่คุณแม่ไปส่ง ส่วนมากจะแวะปั๊มน้ำมัน ซื้อพวก Hot dog, Hamburger ทาน

หรือถ้าวันไหนไปถึงโรงเรียนเร็วหน่อย ที่โรงเรียนจะมีร้าน Siam Steak ก็จะขายพวก

Breakfast จำพวกไข่ดาว ไข่เจียว ไข่เจียวแฮมชีส แฮมเบอร์เกอร์ ฮอทดอก ชีส หรือ

พวกไก่ยากิโตริ ไส้กรอก ต่างๆ ร้านอื่นๆก็จะมีพวกเฟรนฟรายส์ ไอศกรีม ไข่ลวก เบเกอรี่

ทำให้ออนชินกับการกินอาหารแบบนี้มาตลอด ไข่เจียวแฮมชีส ขนมปังกระเทียม ชีสเปล่าๆ

2 แผ่น และต่อด้วยนมเย็น เป็นอะไรที่ขาดกันไม่ได้เลย บางวันก็ชีสเบอร์เกอร์เนื้อ กับ

ไก่ยากิโตริเสียบไม้ทอด ออนกิน กิน กิน แบบนี้มาเรื่อยๆ ..



จนกระทั่งช่วงม.ปลาย ออนไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ยิ่งเจออาหารถูกใจเลยคือ

อาหารที่มีแต่แป้ง เนย นม เนื้อ แกะ ชีส ครีม เรียกว่าไม่มีมื้อไหนไม่ชอบกิน กินทุกวัน

ตอนเช้ากินแซนวิช ตอนกลางวันกินแฮมเบอร์เกอร์ ตอนเย็นกินสเต็กกับมันบด ต่อด้วย

ไอศกรีม หรือบางทีตอนเย็นก็กินลาซานย่า พิซซ่า มักกะโรนีอบชีส เป็นแบบนี้ประมาณ

3 ปี พวก junk food หรือมัดบด มันอบ ชีส เป็นอะไรที่ออนกินเล่นเลย อยู่นั่นออนกินชีส

สติ๊กเป็นแท่งๆ ซึ่งตอนนั้นสูงประมาณ 155 ซม และน้ำหนักพุ่งขึ้นจาก 43 เป็น 52 ค่ะ

เรียกว่าระยะสุดท้ายมาก ด้วยความสูงของออน กับน้ำหนัก และขนาดตัว

ซึ่งช่วงนั้นกินอาหารแบบตอนเที่ยงคืนตลอดเวลา เหมือนบางทีนอนไม่หลับ ก็เลยลุก

มาหาอะไรกิน นั่งกินตอนห้าทุ่ม เที่ยงคืน กินพิซซ่าหน้าชีส อะไรแบบนี้ กินเสร็จ

เกือบๆตีหนึ่ง พร้อมน้ำโค๊ก และนอน ..



พอกลับมาเขียนมหาลัยที่ไทย เริ่มเห็นว่าหน้าบวมขึ้นมาก แขนเริ่มออก ขาเริ่มขยาย

ก็เลยลดการกินมื้อดึกไป คือทานเช้า กลางวัน เย็น เหมือนเดิม โดยยังเป็นอาหารแบบ

เดิมๆคือพวก แป้ง เนย นม ชีส ยิ่งทานสเต็กกับมันบด พร้อมโค๊ก และต่อด้วยของหวาน

เป็นอะไรที่ทำตลอดดดดด บวกกับพอเริ่มเข้ามหาลัย ก็จะมีกลุ่มเพื่อนใหม่ สังคมใหม่

หลังเลิกเรียนก็เหมือนจะเป็นเวลา Hang out นัดเม้ามอยกัน โดยส่วนมากออนกับเพื่อน

ก็จะมาหาร้านนั่งชิล นั่งกินกันที่ทองหล่อ (เพราะใกล้บ้านออนและบ้านเพื่อน) และอย่าง

ที่รู้กัน ร้านแถวทองหล่อแทบทุกร้านเสิร์ฟแอลกอฮอลล์ ดังนั้นเม้ามอยไปมา ก็จะเริ่มมี

แอลกอฮอลล์หวานๆ สวยๆ เข้ามาด้วย อาทิตย์นึงนั่งชิลแบบนั้น 2-4 ครั้งได้ อย่างน้อยๆ

ต้อง 2 ครั้ง มากสุดก็ 4 ครั้ง คือกินอาหารอ้วนจัดเต็ม กินแอลกอฮอลล์ด้วย เน้นพวก

ค็อกเทลผู้หญิง ซึ่งเป็นตัวอ้วนเลย เพราะน้ำตาลเยอะ (ออนเปลี่ยนเสื้อทุกครั้งก่อนนั่ง

ชิลนะคะ ไม่ได้ใส่ชุดนิสิตมานั่งชิลค่ะ ออนว่ามันไม่เหมาะสม ดูไม่ดี ไม่ให้เกียรติสถาบัน)

ทำแบบนี้ตั้งแต่ช่วงปีหนึ่ง ถึงประมาณปีสาม บวกกับเที่ยวด้วยบางครั้ง น้ำหนักช่วงนั้น

จะขึ้นๆลงๆอยู่ที่ 48-50 ซึ่งเวลามองตัวจะดูไม่ค่อยออก แต่ถ้าดูหน้าจะคิดว่าอ้วน เพราะ

ออนเป็นคนที่อ้วนแล้วออกหน้ากับพุง ไม่ได้ออกแขน ออกขา



พอเริ่มปี 4 เป็นช่วงที่มีแฟน และเริ่มเรียนหนักขึ้น เพราะกลัวจะไม่จบ จะติดวิชานั้นนี้

ด้วยความที่ไม่ใช่คนเรียนเก่ง ดังนั้นก็จะชิลดึกๆน้อยลง คือส่วนมากหลังเลิกเรียนก็

จะกินข้าว เม้ามอยปกติ แต่ไม่ได้ดื่มเท่าไหร่ (ยังมีบ้าง อาทิตย์ละ 2 ครั้ง) อะไรแบบนี้

แต่เลิกเที่ยว เพราะเริ่มรู้สึกเหนื่อย และขี้เกียจ บวกกับพอมีแฟนแล้ว ไม่รู้จะไปนั่งแต่งตัว

สวยๆเจอคนอื่นทำไม .. ผ่านมาซัก 2-3 เดือนหลังมีแฟน ออนได้ไปเจอว่าร้านอาหารญี่ปุ่น

แถวบ้านออนมาเปิดใหม่ ซึ่งมีโปรโมชั่นแรงมาก ด้วยความงก และตะกละ เลยเริ่มกิน

จากที่ปกติจะกินแต่อาหารอ้วนๆ พอได้ลองกินที่นี่ก็ติดใจ บวกกับเริ่มสนิทกับเชฟ เลย

ได้ของแถมตลอดดดดดดดดดด พอคนเราเหมือนเจออาหารอร่อย บวกกับได้จานแถม

จากเชฟ ก็เริ่มมาบ่นขึ้นๆ .. และนี่คือจุดเปลี่ยน




 



- จากที่แต่ก่อนกินของอ้วนๆ พร้อมกับโค๊ก ก็กลายมาเริ่มกินซูชิ ซึ่งจะเน้นปลา

และข้าวก้อนเล็กๆ พร้อมสาหร่ายแทน ที่สำคัญดื่มชา แทนน้ำโค๊ก



- ดื่มน้ำเปล่าให้เยอะขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นไม่นานเป็นโรคกะเพาะปัสสะวะอักเสบ

เจ็บมาก ต้องไปฉีดยาแก้อักสบเข้าเส้นเลือดที่เซี่ยงไฮ้ ทำให้กลัว และดื่มน้ำเปล่า

มากขึ้นไปเอง



- เริ่มกำหนดตัวเองให้กินโค๊กแค่วันละ 1 แก้ว จากที่แต่ก่อนกินโค๊กแทนน้ำเปล่า

หิวเมื่อไหร่ ซื้อโค๊กเมื่อนั้น ตอนนั้นหิวเมื่อไหร่ กินน้ำเปล่า หรือน้ำอย่างอื่น และ

โค๊กไว้กินแค่ช่วงที่ง่วงๆ เบลอๆ อยาก boost up ขึ้นมา (โค๊กสำหรับออนเหมือนกาแฟ

เพราะออนไม่กินกาแฟ เวลาง่วงๆเหนื่อยๆเพลียๆ เลยกินโค๊กแทน)



- อาหารอ้วนๆที่เคยกินทุกวัน วันละ 3 มื้อ ตอนนี้เหลือแค่มื้อเช้ามื้อเดียว

เพราะมื้อเช้าร่างกายเผลาผลาญเยอะมาก ไม่มีปัญหา อาหารกลางวัน ก็พยายาม

ฝึกตัวเองให้ทานอาหารไทยที่โรงอาหารมหาลัย โดยกินอาหารรสจืดๆ

เหมือนอาหารเด็กเช่น ข้าวมันไก่ข้าวมันไก่ทอด ฯลฯ เพื่อให้อิ่มท้อง

และตอนเย็นจะพยายามกินข้าวช่วง 6 โมงกว่าๆ

อาจจะเหลทบ้างเล็กน้อย เพราะรอพี่โต้เลิกงาน ซึ่งกลายเป็นว่าเฉลี่ยแล้ว

กินซูชิกันอาทิตย์ละประมาณ 3 วัน และวันอื่นๆ ก็อาจจะมีอาหารไทยปนๆ หรือ

อาหารอ้วนๆ เช่นพิซซ่าบ้าง แต่ไม่ได้กินมื้อดึกเหมือนเมื่อก่อน



- ออนยังเป็นคนติดกินขนมหวานหลังกินอาหารเย็นเสมอ ซึ่งก่อนหน้านี้

จะจัดหนักตลอดดด แบบต้องไป After you หรือ Spring & Summer หรือร้านที่

ขายขนมหวานแบบจัดเต็มจริงๆ แต่เดี๋ยวนี้ อาจจะสั่งแค่ไอศกรีมลูกเดียว แล้ว

แชร์กับพี่โต้ หรือสั่งขนมที่ร้านนั้นจานเดียว แล้วแบ่งกันกิน แทนที่จะสั่ง 2-3 จาน

แบบแต่ก่อน



- ตกดึกพอหิวช่วง สี่ห้าทุ่ม หรือเที่ยงคืน แทนที่จะเดินลงมาเปิดตู้เย็นหาของ

กิน ก็จะกินนมอุ่นๆ หรือเนสวิต้าอะไรพวกนี้แทน ให้ท้องไม่ว่าง หลับสบาย

ไม่ต้องไปหาอะไรอ้วนๆกินให้อ้วนขึ้น



- ถ้าหากอยากกินอะไรอ้วนๆ จะพยายามกินช่วงเที่ยง หรือไม่ดึก

ยิ่งถ้ากินอะไรอ้วนๆช่วงเย็น ก็จะไปเดินเล่น ดูนั่น ดูนี่ ก่อนที่จะกลับบ้าน และนอน

เลย เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญออกไป



ออนทำแบบนี้มาโดยไม่รู้ตัว คือเหมือนกับค่อยๆทำ โดยที่ไม่ได้คิดอะไร

ผ่านไปประมาณ 4 เดือน สิ่งที่เริ่มเห็นคือน้ำหนักเริ่มลดลงจาก 49 เหลือ 46

จนผ่านมาเรื่อยๆอีก 2 เดือน (รวมเป็น 6 เดือน) น้ำหนักลดเหลือประมาณ 44.5

ไม่เกิน 45 (ความสูง 157) คนเริ่มทักว่าผอมลงไปทำอะไรมารึเปล่า

ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะไปฉีด Botox มา หน้าเลยดูเรียว แต่พอลองถามดู

หลายๆคนบอกว่าตัวออนดูเล็กลง แขน ขาเล็กลง ออนก็เลยลองมาสังเกตุ

ตัวเอง ก็รู้สึกเลย กางเกงที่เคยหลวมนิดๆ ตอนนี้หลวมมากขึ้น เสื้อผ้าที่เคย

ใส่แล้วฟิต ตอนนี้ใส่กำลังดี สบาย ไม่อึดอัด พุงที่เคยย้วย (เพราะเป็นคนลงพุง)

ทำให้เวลาวัดเอวพร้อมพุงแบบไม่แขม่ว เคยสูงสุดถึง 30″ ตอนนี้เหลืออยู่ 27″

ถ้าตอนแขม่ว ก็จะอยู่ที่ 26″ ค่ะ ที่สำคัญคือไม่ได้ดูซูบ ซีด เซียว ยังดูปกติเหมือนเดิม

แถมคนทักว่าดูดีขึ้นด้วย ซึ่งสำหรับออน ออนแฮ๊ปปี้กับน้ำหนักเท่านี้ คือจะไม่

ผอมลงไปกว่านี้ และจะพยายามประครอง ไม่ให้อ้วนไปกว่านี้



ถ้าลองสังเกตุดู .. ออนจะไม่ได้อดอาหาร อารมณ์แบบอยากกิน ก็กินไม่ได้

เพราะออนรู้สึกว่าแบบนั้นมันทรมาณ และพอมันแตกปุ้บ ก็กลายเป็นว่าเราจะสวาปาม

กินอย่างไม่ยั้ง ซึ่งอันนั้นแย่กว่า ดังนั้นวิธีที่ออนทำคือ สลับปรับเปลี่ยนเวลาการกิน

หันมาทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งอาหาร(อ้วนๆ)ที่ทำให้ตัวเอง

มีความสุข เพียงแค่เลือกเวลาทานให้เหมาะขึ้น ให้เร็วขึ้น และลองเดินเล่น ทำอะไร

หลังจากกิน เพื่อให้ร่างกายได้มีการเผาผลาญ



วิธีนี้ไม่ได้เห็นผลเร็วแบบ 1 เดือน 3 โล แต่เป็นการค่อยๆลดลงช้าๆ

แบบที่ร่างกายเราไม่ตกใจ จนทำให้หน้ามืด เป็นลม และสุขภาพดีด้วย

ออนอาจจะโชคดีด้วยส่วนนึง ที่เป็นคนร่างกายเผาผลาญดี ทำให้กินอะไรอ้วนๆ

แบบนั้นตั้งแต่เด็กแล้วไม่อ้วนจ้ำม่ำ แต่ออนมองว่าตอนนี้ออน 22 แล้ว ระบบ

การเผาผลาญของออนมันจะดีแบบนี้ไปได้ถึงไหน ดังนั้นออนเลยค่อยๆเริ่ม

ปรับวิธีการกินอาหารของตัวเองตั้งแต่วันนี้ค่ะ และตอนนี้ก็แฮ๊ปปี้กับผลลัพธ์มากๆ



วันนี้ก็จบกันไปเท่านี้นะคะ

หวังว่าสาวๆจะชอบกัน Blog นี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับสาวๆที่ชอบกิน

และกำลังเริ่มออกเนื้อ ออกหน้า วิธีนี้น่าจะพอช่วยทันค่ะ แต่ว่าถ้าหากอ้วน

เพราะสาเหตุกรรมพันธ์ หรือเป็นโรคอ้วนแล้ว อันนี้คงต้องใช้การออกกำลังกาย

เข้ามาช่วย รวมถึงปรึกษาคุณหมอ เกี่ยวกับวิธีการกิน การออกกำลังกายที่

เหมาะสมค่ะ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด



ผลลัพธ์ที่ออนได้นี้ อาจจะเกิดกับออนคนเดียวก็ได้ ดังนั้นถ้าลองแล้วเวิร์ก

ไม่เวิร์ก มาบอกกันด้วยนะคะ แต่ขอบอกว่าใช้เวลามากๆ 3-4 เดือนขึ้นไปค่ะ



เจอกันใหม่ค่า

สวัสดีค่ะ



Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย