>>ไปเที่ยวกันนะ ตอน Lost in Macau >>

kurodo

kurodo

ดู Profile

สวัสดีค่ะ วันนี้คุฯ แอบมารีวิวทริปท่องเที่ยว(ที่ดองเอาไว้นานมากๆ) นิดนึง...

ย้อนความกลับไปเมื่อปีที่แล้ว (นึกภาพเป็นสีซีเปียประกอบด้วย) ่วงกดโปร 0 บาทของหางแดง  ตอนนั้นพี่ต้ง (Jay Chou) ออกตารางทัวร์คอนเสิีร์ตพอดี ดูแล้วก็ประจวบเหมาะกับมาเก๊าตอนต้นปี คุฯเลยจัดการจองทริปมาเก๊าไปชิลๆ 4 วัน 3 คืน รวมเบ็ดเสร็จที่ 4,500 บาท (โดยประมาณ) ราคาแพงนิดนึงเพราะขากลับเลือกไฟลท์ดึกเลยจ่ายเต็มราคา ได้ขาไป 299 ขาเดียว (แล้วไหนล่ะ 0 บาทของหร่อน ?)

จากนั้นก็เกือบจะลืมกันไปเลยทีเดียวว่าเราต้องไปเที่ยว (จองกันข้ามชาติมาก) ซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเหตุการณ์แรกก็เกิดขึ้น วันที่คุฯ ไปดันตรงกับวันที่ Super Junior มาจัดคอนเสิร์ตในไทยพอดิบพอดี (แอร๊ย~ 2 รอบด้วย) นั่งคิดนอนคิดอยู่นานก็ตัดใจว่า เปลี่ยนไฟลท์กลับละกัน เลยเลื่อนไฟลท์วันกลับจากดึกมาเป็นเช้าสุดแทน และได้รับการเปลี่ยนไฟลท์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด (เย้)

ถึงอย่างนั้นเราก็ยังชิลต่อ จนใกล้วันเดินทาง กว่าจะมาเตรียมตัวก็เลยปีใหม่มาเสียแล้ว (บินอาทิตย์ที่สองหลังปีใหม่) จัดการที่พักและนู่นนี่เรียบร้อยก็ได้รับข่าวดีจากพี่ต้งว่า พี่มันติดโพรโมทหนังอยู่อเมริกา แคนเซิ่ล คอนฯที่มาเก๊านะจ๊ะ  แอร๊ยยยยยย เจ็บปวด



ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ทริปนี้จึงเป็นทริปท่องเที่ยวแบบแท้จริงไม่อิงนิยาย โดยการจัดกระเป๋าเดินทางคืนนั้นก่อนไป (สดมาก) ตอนแรกอากาศปกติช่วงเดือนมกราที่มาเก๊าจะอยู่ที่ 15-17 องศา เราก็เออ ไปชิลๆ เนอะ ไม่ค่อยหนาว คืนจัดกระเป่าลองเช็คอีกที  ที่ไหนได้ พยากรณ์ที่นั่นบอกว่า 10 องศาแล้วจ้า  คุฯ เลยงัดรองเท้าบูท ถุงมือ ที่ปิดหูออกมายัดใส่กระเป๋าไปด้วยละกัน คิดในใจว่าเผื่อๆ ไว้


ไฟลท์เราออกจากสุวรรณภูมิ 7 โมงเช้า ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้(มั้ย?) คุฯ เลยออกจากบ้านตี 5 และไปถึงตี 5 นิดๆ โดยประมาณ (เช็คอินล่วงหน้าจากที่บ้านแล้วครับผม) พอไปถึก็เอื่อยเรื่อยกันนิดหน่อย นิดหน่อยในที่นี้คือสั่งพิซซ่าในเกทมานั่งกินกันตอน 6 โมง 20 (คริคริ)  ช่างกระตือรือร้นจริงๆ

แต่แล้วเราก็เดินทางมาถึงมาเก๊าโดยสวัสดิภาพ ซึ่งคุฯเพิ่งมารู้ในตอนนั้นเองว่าเพื่อนร่วมทริปมีทั้งหมด 9 คน (ช่างเป็นคนที่อ่อนโยนและใส่ใจโลกเสียนี่กระไร) ประกอบไปด้วยสาวสวยบอบบาง 8 และหนุ่มน้อยที่ถูกหลอกมาเป็นตากล้องอีก 1 (คริคริ) เจอกันตรงตม.มาเก๊านั่นแหละ โอเค มีเพื่อนเที่ยวเยอะๆ ก็สนุกดี ลั้นลา~ คุฯ ชอบ


จากสนามบินเราก็รอรถเข้าเมือง ก่อนออกจากเครื่องมีเมาท์พนักงานสนามบินกันนิดหน่อยว่าแต่งตัวอลังเนอะ แต่พอลงไปจริงๆ แล้ว ขำไม่ออกทีเดียว ตอนนั้นอากาศ 9 องศาซะงั้น หนาวๆ   ตามรีวิวที่เคยอ่านแนะนำให้เราขึ้นรถฟรีของแกรนด์เอมเพอเร่อ สีม่วงๆ คุฯและชาวคณะใช้เวลาค้นหาพักใหญ่ๆ ก็เจอ.......ลานจอดรถ ไม่เจอรถ  แต่ไม่ต้องตกใจไป เราอาศัยถางคุณลุงซีเคียวริตี้การ์ดเอาละกัน(ขั้นตอนนี้ใช้ทั้งสกิลภาษาอังกฤษและภาษามือ บวกมโนเองนิดหน่อย) ลุงบอกรถจะมาถึง 11.30 น. ตอนนี้เพิ่งจะ 10 โมงกว่า เดินเล่นกันไปก่อนนะจ๊ะ
 


พอเข้าเมืองมาได้ (ด้วยรถโรงแรมอื่น) คุฯ พักที่โรงแรมเมโทรโพล ซึ่งทำเลเจ๋งมาก อาศัยรถจากแกรนด์เอมเพอเร่อมาแล้วก็ข้ามถนนนิดนึงก็ถึงที่พักเรา  ข่าวดีคือโรงแรมให้เช็คอินบ่าย 2 ตอนนั้นเพิ่งจะเที่ยง (อาเมน) เราเลยฝากกระเป๋าไว้กับโรงแรมและออกไปหาอะไรทานก่อนละกัน  เดินมาจากโรงแรมไม่ไกล เยื้องๆ กับเซนาโด้สแควร์จะมีถนนแห่งความสุขอยู่ (ซึ่งคุฯ และเพื่อนๆ เรียกกันว่ารูแห่งความสุข) จะมีร้านอาหารตั้งอยู่เยอะ เราเลือกสักการะเกี๊ยวกันก่อนเลย ที่สั่งมาเป็นเกี๊ยวรวมมิตรทุกชนชาติของเกี๊ยว ราคา 17 เหรียญ (แพงนิดนึง) แต่ก็กินกันหมดเกลี้ยง เย้!


ขากลับเราเลือกเดินอ้อมหลังจากถนนแห่งความสุขมา ด้านบนจะมีโบสถ์และโรงละครอยู่ เดิเอาวิวทิวทัศน์งดงาม และที่เจ๋งมากคือเดินมาเจอโรงเรียนชายล้วนซะงั้น(กรี๊ดดดด) มีความสุขเล็กน้อยถึงปานกลางทีเดียว 555  จุดนี้เราก็เดินถ่ายรูปเล่น เหล่หนุ่มน้อยไปตามสะดวก ช่างเป็นการท่องเที่ยงที่เรื่อยเปื่อยและไร้แก่นสารเสียจริง


ถ่ายกันเพลินๆ ก็ถึงบ่าย 2 เราเลยเดินต่อกันมาเพื่อเช็คอินโรงแรม ระหว่างทางมีเจอสถานีตำรวจ(มีปรโยชน์กะเราหรือ?) เด็กน้อยในร้านขายนม และนั่นนี่นู่นเพลิดเพลินตา แล้วก็จัดการเช็คอิน เก็บข้าวเก็บของกันให้เรียบร้อย (นอนพึ่งพุงนิดนึง) โรงแรมสะอาดและเรียบร้อยดี เก็บค่ามัดจำไว้คนละ 100 เหรียญด้วย (แต่จ่ายอย่างอื่นไปหมดแล้วนะ) ทางโรงแรมจะคืนให้วันกลับ แปลว่าวันกลับเราจะมีตังซื้อหนมอีก 100 เหรียญ โอเค จดไว้ๆ


จุดหมายต่อไปคือการมาสักการะมาเก๊าทาวเวอร์ ปกติแล้วแค่ขึ้นมาเยี่ยมชมก็จะเสียค่าใช้จ่ายอยู่ เราเลยเลือกขึ้นไปทีไทม์กันดีกว่า ราคาประมาณเกือบๆ 500 บาทไทย แต่ได้กินขนมและได้ดูวิวไปด้วยเลย จากโรงแรมมามาเก๊าทาวเวอร์เราเดินทางกันด้วยแทกซี่ และก็บรรลุในนาทีนั้นว่า ค่าแทกซี่ถูกจังเลย กรี๊ดดด รอดแล้ว ไม่ต้องอาศัยรถเมล์แล้ว  
ทีไทม์ของที่นี่จะมีขนมความหวานให้ชิมพอเป็นพิธี บวกกับชาหรือกาแฟรีฟิล ขนมรสชาติดีกว่าหน้าตาจนน่าตกใจ(หน้าตาแห้งๆ บ้านๆ ทีเดียว) กิจกรรมด้านบนของเรามีกระโดดบันจี้จัมพ์ด้วย แต่ไม่ได้ลอง อย่าถามเลยว่าเพราะอะไร คริคริ


จากมาเก๊าทาวเวอร์ ตอนแรกเราตั้งใจจะขึ้นเพนญ่า แต่พี่แทกซี่ทักว่าเพนญ่าปิด 6 โมงนะจ๊ะ (ตอนนั้น 5 โมงครึ่ง) เอ่อ เลยเปลี่ยนแผนไปเจ้าแม่กวนอิมแทน (ปกติแล้วคุฯ เป็นคริสเตียน ไม่ค่อยเน้นเที่ยววัดวาอารามเท่าไหร่) พอไปถึง ที่จริงเจ้าแม่กวนอิมก็ปิด 6 โมงเหมือนกัน แต่ลุงยามใจดี ยืน(คุม)ให้เราเพ่นพ่านถ่ายรูปกันได้จาหมดแสง ซึ่งเราก็เกรงใจคุณลุงยามกันมาก ดูได้จากท่าโพสอันอ่อนหวานของเค้า  (อรั๊งงงง~)  


จากเจ้าแม่กวนอิม เดินต่อมาอีกนิดเดียวก็จะถึงโรงแรม MGM ตึกสีทองสีเงินสีทองแดง เข้าไปด้านในก็อลังการตามประสาโรงแรมบวกคาสิโนทั่วไป เราก็เวียนว่ายตายเกิดถ่ายรูปกันชนิดไม่กลัวเมมโมรี่เต็มทีเดียว ถ่าจนไม่รู้จะโพสท่าไหน (ท่าที่เรียนมาจากเจ๊ไทร่านี่งัดมาใช้หมดแล้ว) ก็เปลี่ยนมาเดินเล่นดูผู้คนแทน (ขอเมาท์ว่าเจอหนุ่มน้อยน่ารักมากๆๆๆ เดินมากับผู้ชายคนนึงที่หล่ออบอุ่น เป็นอะไรที่คุฯ ฟินมาก จนอยากจะทำป้ายไฟเีชียร์ทีเดียว)


แวะพักเหนื่อยกันด้วยโกโก้ร้อนกับช็อคเ็ค้กและเค้กอะไรซักอย่าง(ที่ร้านแนะนำ) ขนมที่นี่อร่อยใช้ได้ โดยเฉพาะคุกกี้ช็อคโกแลต หวานๆ ขมๆ มีรสเกลือติดลิ้นด้วย แซ่บมาก (ซื้อกลับโรงแรม) ออกจาก MGM ก็เดินเลาะเรื่อยไปถึง Wynn เพื่อรอดูระบำน้ำพุท่ามกลางอากาศเย็นๆ  ภายใน Wynn มีช็อปให้ช็อปปิ้งด้วย เจ๊จิล(นามสมมุติ)ถึงกะได้กระเป๋าใส่เศษตังมิวมิวมาใบนึงเลย จนนั้นเราก็แยกย้ายหาอะไรกินกันก่อนนอน (วันนึงมีกี่มื้อกันน้า) กลับถึงโรงแรมเที่ยงคืนพอดิบพอดี  ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่

 


ตื่นเช้า(ทำไม?) วันต่อมาก็กระดื๊บออกจากโรงแรมด้วยความเกียจคร้านและหิวโซ ร้านที่เล็งไว้คือร้านติ่มซำที่อยู่เลยเซนาโด้ไป พอเราไปถึงก็จัดการสั่งด้วยการชี้และสุ่มเดา(มีเมนูภา๋่ษาอังกฤษด้วจ้า) มาพอประมาณ เรียกกันว่ากินแบ๊วๆ กันแต่เช้า (ดูจากรูป นี่แค่ส่วนเดียวเท่านั้น) บางอย่างก็เฉยๆ แต่บางอย่างอร่อยมาก สั่งซ้ำลำบากเพราะกินไปหมดแล้ว ไม่มีตัวอย่างให้เจ๊เจ้าของร้านดู แถมไม่รู้ว่าที่กินไปนี่คืออะไร 


แล้วก็ถึงคิดของเซนาโด้(ตอนเช้า) วันนี้อยากได้อารมณ์เดินเล่นเรื่อยเปื่อย(ซึ่งจริงๆก็เรื่อยเปื่อยทุกวัน) เมื่อยก็แวะนั่ง หายเหนื่อยก็ถ่ายรูปกันต่อ (ประหนึ่งยกกองไปถ่ายโฟโต้บุคส์) วันนี้คุฯ ที่กินอิ่มแล้วร่าเริงขึนมาอีกนิดนึงเพราะกรุ๊ปทัวร์ญี่ปุ่นมาเยอะเชียว (ลั้นลา)


เดินมาถึงซากของโบสถ์เซนต์พอล แลนด์มาร์คที่ทุกคนต้องมา ส่วนตัวแล้วไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่ (แต่อลังการและสวยดีนะคับ) ตอนสายแดดเริ่มออกเลยร้อนนิดนึง เราก็เดินกันไปเรื่อยๆ จนถึงป้อมปืนด้านบน วิวสวยอากาศดี 


อย่างที่บอกว่าเหมือนมาทำโฟโต้บุคส์ เจอวิว เจอมุมถูกใจก็จะแช่กันอยู่ตรงนั้นนานๆ ไม่เว้นแม้แต่สนามเด็กเล่น หญิงชราอย่างเราก็ปีนปาย ห้อยโหนออกกำลังกายกันพอหน้ามืด (หาท่าโพสแบบใหม่) เหนื่อยแล้วก็เดินลง สงสารนักท่องเที่ยวคนอื่นเค้า.... เนอะ

 


กลับมาเก็บของเปลี่ยนเสื้อผ้ากันนิดนึงที่โรงแรมก่อนจะไปวัดอาม่ากันต่อ บอกแล้วว่าคุฯไม่ค่อยสนิทกับวัดเท่าไหร่เลยเดินเตร็ดเตร่อยู่รอบนอก รอเพื่อนๆ  เรียบร้อยก้เดินขึ้นเพนญ่ากัน ซึ่งตอนนี้เพิ่งมาสงสัยว่าเดินทำไม เดินเพื่ออะไร? ระยะทางขึ้นเขาเกือบ 2 กิโลเนี่ย!!!


เหนื่อยมากกกกกกก (ใครที่คิดว่าจะไปสามารถเรียกแทกซี่ขึ้นไปได้นะจ๊ะ เดินเหนื่อยมากจริงๆ) ขึ้นไปก็เดินเล่น ถ่ายรูป ดูวิวไปตามเรื่องตามราว (ปิด 6 โมงเย็น) เราอยู่กันจนเกือบปิดก็เดินลง ตอนเดินลงก็สงสัยตัวเองว่า ตรูเดินขึ้นมาทำไม ทำไมไม่เรียกรถ เว้!!
 

 


ขาเดินลงสนุกดี บ้านแถวนี้เป็นบ้านสร้างใหม่ ทรงสวยๆ แปลกตาเยอะ แถมยังมีอาคารทาสีชมพูด้วย(น่าจะเป็นทำเนียบเก่า) สปีดขาลงดีมาเดินลงมาถึงอ่าวเล็กๆ มำน้ำทะเลใสๆ มองเห็นสาหร่าย แก้เหนื่อยกันด้วยการนั่งพักดูวิวมาเก๊าทาวเวอร์ตรงนี้พักใหญ่ๆ  คำแนะนำ สำหรับคนที่ปวดเท้าจากการเดินขึ้น -ลงเขา สามารถถอดรองเท้าแล้วเดินย่ำบนพื้นหินเย็นๆ บริเวณนี้ได้เลยค่ะ ช่วยได้มากพอควร


ความเปรี้ยวเรายังไม่สิ้นสุด จากอ่าวเราก็เดินกันมาจนถึงโรงแรม (เดินกันอึดมาก) แล้วเลยไปฝั่งตรงข้ามที่มีร้านเป็ดย่างขึ้นขื้น(ในพันติ๊ปบอกไว้) เป็ดอร่อยจริงจัง หมูก็อร่อย (ห่านหมดแล้ว) ด้วยความเหนื่อยล้าเราจึงซัดกันเกลี้ยงภายในพริบตา (เหวอออ!!)  สุดท้ายก็แวะเข้าที่พักแล้วแยกย้ายกันเที่ยว วันนี้ตั้งใจว่าจะไปช็อปปิ้งเสียหน่อย (พรุ่งนี้จะไปฝั่งโคโลอาน) เลยซื้อไว้ตั้งแต่วันนี้ดีกว่า (คุฯช็อปถึงเที่ยงคืนแล้วแวะกินข้าวอีกมื้อด้วยเถอะ ให้ตาย!!) 

ปล.เครื่องสำอางค์ไม่แพงเลย อาร์มานี่จัดเซ็ทลดราคาด้วย ถูกมากกกกกกก
ปล.2 น้ำหอมก็ถูกเช่นกัน 
 


ตื่นเช้ามา ได้เวลากินอีกแล้ว วันนี้เราจึงรู้ว่ามาเก๊าไม่ใช่เมืองที่ตื่นเช้า เราตื่นเช้าไปก็ไรประโยชน์ กว่าร้านข้าวจะเปิดก็เกือบๆ 10 โมงนู่น ชาวคณะไปยืนกดดันอาม่าและอาแปะแ๊ป๊บเดียวก็ได้โจ๊กและของกรุบกริบมากินเติมพลังก่อนจะข้ามเกาะไป (ส่วนคุฯ แว๊นซ์ไปกินก๋วยเตี๋ยวเผ็ดอีกร้านคับผม)


จุดหมายที่แรกคือวัดบนเขาที่มีอาม่าใหญ่ๆ เจรจากับแทกซี่ด้วยรูปภาพก็สื่อถึงกันในที่สุด ปล. วันนี้อาาศหนาวมาก มีแดดยังหนาวถึงหนาวที่สุด ไม่จริ๊งงงง วันนี้เค้าใส่เสื้อตัวเดียวน้า~  ที่ลานจอดด้านล่างจะมีชัตเตอร์บัสคอยรับส่งขึ้นมาด้านบน พอคุฯ ขึ้นมาถึงแล้วก็เดินเล่นดูนู่นนี่ตามประสาคนห่างวัด วิวสวยและหนาวมาก


กิจกรรมของคนห่างวัด 5555   


และแล้วเราก็ได้ขึ้นรถเมล์ จากหน้าวัด(ด้านล่าง) มีป้ายรถอยู่ ขึ้นมาสองจึ้กก็ถึงวงเวียน(จำได้จากในรูป) เรามาที่นี่กันเพื่อทาร์ตไข่!!! เย้  นอกจากทาร์ตไข่แล้วขนมอื่นๆ ของร้านนายพลก็อร่อยนะคะ (พูดจริงๆ ไ่ม่ได้โดนยัดสปอร์นเซอร์แต่อย่างไร) ชีสเค้ก เบเกิ้ล เค้กไข่ขาว ทีรามิสุ อร่อยหมดเลย 


ถัดจากร้านนายพลก็เป็นโบสถ์(จำชื่อไม่ได้แหะ) ที่เป็นฉากในเรื่อง Goong (เจ้าหญิงวุ่นวายฯ) ในเรื่องนางเอกขี่จักรยานมา ภาพดูสวยมาก แต่นาทีที่คุฯไป แค่วิ่งยังทำไม่ได้เลย หนาวที่สุด (อยู่ติดทะเล ลมแรงอีก เว้!!!)


มื้อนี่เราสักการะแมคกันนีสกัน หลายอย่างอร่อยมากกกกก เช่นกุ้งทอดเกลือ ปูผัด ผักนึ่ง ส่วนปลาคอดที่อยากมากิน ปรากฏว่าเค็มมาก เค็มจนนึกว่าปลาอินทรีย์แห้งบ้านเรา  บวกกับอากาศหนาว(ดันนั่งตรงช่องลม) ชาเดือดๆ เทใส่แก้วแป๊บเดียวยังเย็นเลย สุดๆ อ่ะ


แถววงเวียนมีตลาดเล็กๆ ด้วย ตรงนี้คุฯ ได้สตอเบอรี่(จากไต้หวัน)มากิน อร่อยมากกกก อ่อยจนต้องซื้อกลับบ้านมา 3 ปอนด์เลย ซึ้งที่สุด มะเขือเทศก็อร่อย เลยซื้อมากินแกล้มกับชาเขียวมีฟองหน่อยนึง  ราคาไม่แพงค่ะ


ย้อนกลับมาเวเนเชี่ยน  ที่เวเนเชี่ยนสำหรับคุฯแล้ว ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก เพราะได้สัมผัสกับเวนิสมาแล้ว(อวดๆ) คณะแยกย้ายกันถ่ายรูป คุฯได้มีโอกาสไปดูโชว์บับเบิ้ลของ city of dream ฝั่งตรงข้ามด้วย เป็นโชว์ 3 มิติในโดมรูปฟองอากาศ อลังการ(และดูฟรี) ดีจังเลย

สุดท้ายก็รอเพื่อนๆ มากันครบ (ไม่ได้เล่นคาสิโน หาเหรียญไม่เจอ  แต่เด็กคุมโต๊ะหน้าตาน่ารักมากกกกกหลายคน) กลับโรงแรมกันด้วยรถเวเนเชี่ยน(ไปส่งที่ท่าเรือ) ข่าวดีต่อมา อากาศด้านนอกติดลบ 2 องศา   นี่มันอะไรก๊านนนนนนน
 


กลับมาที่ห้อง มีปาร์ตี้เลี้ยงส่งกันนิดหน่อย (ปล.แวะไปซื้อของย่างที่ถนนแห่งความสุข น้องคนขายน่ารักมากกกกกกกกกกก เสียดายเพิ่งมาเจอคืนสุดท้าย T^T ) อีกกรุ๊บนึงจะอยู่ต่อเพื่อไปฮ่องกง ส่วนเพื่อนอีกคนจะอยู่ต่อถึงสิ้นเดือน  ส่วนคุฯ และเพื่อนอีก 4 คนจะกลับพรุ่งนี้ไฟล์เช้า เสียดายจัง ยังไม่อยากกลับเลย


ตอนนี้กำลังมองหาโอกาสไปซ้ำอยู่ แต่คาดว่าจะไปอยู่นานๆ นิดนึง(ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกะน้องขายของย่างแต่อย่างใด) เริ่มหลงรักเกาะนี้ขึ้นมาซะอย่างนั้น 


เอาไว้ไปเที่ยวคราวหน้าจะอยู่นานๆ เลยนะจ๊ะหนุ่มน้อย~ (เอ๋??)
 

Jebanista คุณก็เป็นได้!

มีรีวิว หรือ How to อะไรเอามาแชร์กัน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ JEBAN COMMUNITY
ได้ง่ายนิดเดียว เริ่มเขียนเลย