ประสบการณ์ผ่าตัดใส้ติ่ง(แบบส่องกล้อง)

1 21
 
 
วันที่ 1 ม.ค. 54 (เวลาโดยประมาณทั้งสิ้น)
10.30 น. เรารู้สึกปวดท้องบริเวณ ท้องส่วนต้น เหมือนประจำเดือนจะมา หรืออาหารไม่ย่อย บอกไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ทนเจ็บไปเรื่อยๆ 
16.00 น. อาการปวดเริ่มมากขึ้น บอกแฟนว่า ถ้าเป็นการปวดท้องประจำเดือนคงจะปวดที่สุดในชีวิตแล้วเนี่ย และตำแหน่งที่ปวดเริ่มเด่นชัดขึ้น คือมันปวดทางด้านขวาใกล้ๆ เอว แต่ต่ำลงมาทางกระดูกสะโพกนิดหน่อย ก็กลัวว่าตัวเองจะเป็นใส้ติ่งอักเสบ ก็เลยลองหาข้อมูลในเวบดู ก็มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็น คือ .. อาการเจ็บช่วงแรกจะเจ็บรวมๆ ทั้งทั้ง จากนั้นจะย้ายตำแหน่งมาเป็นด้านขวา จะไม่อยากอาหาร แต่เราไม่มีไข้ เลยยังไม่แน่ใจ
21.30 น. ตัดสินใจไปโรงพยาบาล พร้อมกั้นใจกินพิซซ่าที่สั่งมา สองชิ้น (เสียดายสั่งมาแล้ว)
22.00 น. ถึงโรงพยบาลใกล้บ้านที่สุด(ร.พ. เอกชนแห่งหนึ่งใกล้ BTS สนามเป้า) หมอก็เข้ามาจับๆ ดึงขาไปข้างหลังถามว่าเจ็บใหม ปวดด้านหลังบ้างใหม แล้วก็ถามถึงว่า ประจำเดือนเราคลาดเคลื่อนใหม เพราะว่าตำแหน่งนี้อาจจะเป็นได้ทั้งใส้ติ่งอักเสบ หรือไม่ก็โรคเกี่ยวกับรังไข่ เราอาจจะท้องนอกมดลูก (เห้ยยยยย เป็นไปไม่ได้) แล้วคุณหมอก็ขอตรวจเลือด กับปัสสาวะ แล้สเราก็นั่งรอผล lab อยู่ 40 นาที คุณหมอก็บอกว่า ผลออกมามีโอกาสที่จะเป้นใส้ติ่งอักเสบ จะให้ผ่าเลย แต่ก็มีโอกาศอีก 10-20% ที่จะผ่าไปแล้วไม่ใช่ ถ้าอยากจะให้แน่ใจต้องทำ  com scan แต่มีค่าใช้จ่ายค่าสแกนอีก 6000 โดยประมาณ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร เรายอมจ่ายเพราะไม่อยากโดนผ่าฟรี
23.30 น. เข้าห้องคอมสแกน (อุโมงค์) นั่งรอผล .. .. คุณหมอบอกว่า ใส้ติ่งเราเป่งแล้ว คือปรกติมันมีขนาด 0.5 เซ็นต์ แต่ของเรามันไปแล้ว 1.5 เซ็นต์ (สามเท่า) แต่.... เราดันไปกินพิซซ่าก่อนออกจากบ้านนี่สิ  เลยทำให้เราต้องรอถึงตี 5 กว่าจะได้ผ่า ตอนนี้คุณหมอก็ถามว่าจะให้ผ่าแบบใหน มีให้เลือกสองอย่างคือ ผ่าปรกติ กับผ่าแบบส่องกล้อง เราก็โทรปรึกษาตัวแทนประกัน เค้าว่าให้ส่องกล้องเลย เพราะเราทำไว้ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว คุณหมอก็โทรตาม อาจารย์หมอมา ปรากฏว่าอาจารย์หมอบอกว่า ไม่ต้องรอให้ผ่าเลย

วันที่ 2 ม.ค. 54 (เวลาโดยประมาณทั้งสิ้น)
02.00 น. เริ่มทำการผ่าตัด(แบบส่องกล้อง) ก็คุยกับคุณหมอ หมออารมณ์ดีมากค่ะ ตลกมาก แล้วก็เริ่มดมยา จากนั้นเราก็เริ่มไม่รู้สึกตัว (เร็วมาก สักไม่เกิน 10 วิได้มั้ง) 
04.00 น. เริ่มรู้สึกตัวตอนที่พยาบาลอุ้มเราลงจากเปล แล้วแฟนรอเราอยู่ในห้องแล้ว ก็จำได้ว่าคุยอะไรสักอย่ายงกับแฟน แต่ก็จำไม่ได้ว่าอะไร
09.00 น. เริ่มตื่น แต่ไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวแผลปริ พอดีพยาบาลเข้ามา เราเลยถามว่า เราพอจะขยับตัวได้ใหม พยาบาลกลับบอกว่า "ลุกเลยค่ะ จริงๆ ต้องบังคับให้ลุกมาเดินทันที เพื่อกระตุ้นให้ลำใส้ทำงาน" เราเลยลุกไปเข้าห้องน้ำ (และผายลมบ่อยมาก)  แต่ว่ามันจะอยากอาเจียรมากๆ เลย ยืนนานไม่ได้ เดินได้สักพักก็ต้องนอน 
16.00 น. คุณหมอมาดูอาการ ถามว่าผายลมใหม เราก็บอกว่า เราผายลมหลายครั้ง ปัสวะปกติ แต่มีวิงเวียนอยากอาเจียร หมอบอกว่าเป็นเพราะการดมยาสลบ จะเป็นประมาณ 1 วัน เรื่องปกติ แล้วเราก็ขอกลับบ้าน หมอบอกว่าถ้าเรา ผายลมได้ก็กลับบ้านได้แล้ว แผลมันเล็กมาก แล้วอีก 8 วันมาดูแผลอีกที

สรุปว่า ... เราผ่าตี2 กลับบ้านตอน5โมงเย็นของวันนั้นเลย การผ่าตัดแบบส่องกล้องมันพักฟื้นเร็วมากๆ และแผลก็เล็กมากๆ เหมาะสำหรับคนที่กลัวว่าจะเป็นแผลเป็นไม่สวย วันนี้ครบ8วันไปให้คุณหมอตรวจอีกที โอ้ ... แผลที่คุณหมอเย็บ มันสวยมาก (เพิ่งเห็น) มันมีสามตำแหน่ง
1. ตรงสะดือ ซึ่งคุณหมอก็เย็บเก็บไว้ในรอยสะดือ ถ้าหายแล้วก็เป็นแค่รอยยับในสะดือ
2. กลางพุง ด้านซ้ายมือ(แต่ใส้ติ่งจะอยู่ด้านขวามือ)แผลจริงๆ แทบไม่เห็นเลย
3. เหนือที่ลับ ซึ่งถ้าขนลับขึ้นมันก็คงจะมองไม่เห็นแผล กางเกงในปิดมิดตอลดเวลา
คุณหมอเก่งมากๆๆ อะคะ ชื่นชมสุดๆ ปรกติถ้าผ่าตัดใส้ติ่งแบบธรรมดา จะไม่สามารถออกกำลังกายได้ อย่างน้อยก็มี 1 เดือน หลังผ่าตัด แต่คุณหมอบอกว่า ผ่าแบบนี้ ออกกำลังกายได้เลย แต่ยังไม่อยากให้หักโหมหรือยกของหนักที่ต้องเกร็งท้องสักพัก เท่านั้น แต่.... ทุกสิ่งก็มักจะแลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงตามมา เพราะว่าทั้งหมดนี้ ค่าใช้จ่ายรวมถึง 131,000 บาท โชคดีที่ประกันเราจ่ายไปแสนนึง เราจ่ายสามหมื่น ...ถามว่าคุ้มใหม สำหรับผู้หญิงคนนึงที่กลัวจะเป็นแผลเป็น ... คุ้มค่ะ(แต่ถ้าจ่ายเต็มคงจะเริ่มไม่คุ้มเท่าใหร่แหะๆ)
 
ปล1. ที่เรามาเขียนไม่ได้จะโฆณานะคะ แต่เราคิดถึงตอนเราเป็น เราอยากรู้ว่ามันเจ็บใหม ค่าใช้จ่ายเท่าใหร่ ลักษณะการผ่าเป็นยังไง เราเลยมาแชร์ประสบการณ์ที่เราเจอ เท่านั้นนะคะ ว่ามันมีทางเลือกอีกทางหนึ่งของการผ่าตัดที่ เราพักพื้นเร็วกว่า เจ็บตัวน้อยกว่า แต่มันก็แพงกว่าแบบแสนสาหัส คุณหมอแอบบอกมาว่า เมืองนอกค่าผ่าตัดแบบนี้ ราคาไม่ต่างกันกับผ่าแบบผ่าหน้าท้อง คุณหมอรู้สึกไม่ยุติธรรมที่เมืองไทยยังไม่สามารถเป็นแบบนั้นได้ แต่คุณหมอก็หวังว่าในอนาคตที่เครื่องมือทางการแพทย์มันทันสมัยละราคาถูกลง ทุกคนจะสามารถใช้การส่องกล้องแทนการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องได้มากกว่านี้
ปล. 2 เด๋วมาลงรูปประกอบค่ะ ไปอาบน้ำก่อน 

(เพิ่มเติม)  เพิ่งนึกออก - คุณหมอใช้ใหมละลาย ข้างนอกละลายหมดแล้ว เหลือแต่ด้านใน คุณหมอว่า 6 เดือนถึงจะละลายหมด แล้วก็ตอนนี้ แผลโดนน้ำำำได้ปรกติ ไม่ต้องแปะแผลแล้ว เอาละลงภาพก่อน มันมีสามตำแหน่งนะคะ ตำแหน่งสุดท้ายมันหวาดเสียวจะเรท ขออนุญาติไม่ลง เอาเป็นว่ามันอยู่ตรง "ขน" ละกันค่ะ 
 

ภาพแรก ตอนที่ผ่าวันแรก ก่อนออกจาก โรงพยาบาล 


แผลด้านซ้ายล่างเป็นสะดือค่ะ  โดนแปะสะดือแล้วดูตลกๆ ยังไงไม่รู้ 5 5 5
รูปที่สองเพิ่งถ่ายเมื่อกี๊หลังจากอาบน้ำ ให้ดูแผลค่ะ ถือว่าเล็กมากเลย ตอนนี้แผลอายุ 9 วัน ค่ะ 
การใช้ชีวิตหลังผ่าตัด สักสองวันแรกก็เจ็บนิดหน่อยนะคะ จะเจ็บมากๆ แค่ตอนล้มตัวลงนอน กับเวลา ไอ หรือจาม (เจ็บสุดๆ) เท่านั้นค่ะ สามารถเดินขึ้นบันไดได้ทำงานเบาๆ ได้ ปรกติตั้งแต่วันที่สองเลย (ถ้าหายจากอาการเวียนหัวแล้ว) ดื่มน้ำเยอะๆ ทานอาหารอ่อนๆ เน้น โปรตีนกับแป้ง ช่วงสองสามวันแรก แต่ถ้าขับถ่ายเป็นปกติแล้วจะเริ่มทานผักเลยก็ได้ค่ะ เวลาไอหรือจามเค้ามีวิธี คือให้หายใจเข้าลึกๆ ก่อน(ถ้าทำทัน) แล้วเอามือพยุงแผลไว้ แล้วถึงจะจาม หรือไอค่ะ  ให้เดินเยอะๆ หลังผ่าตัดถ้าทำได้เพื่อนกระตุ้นให้ลำใส้ทำงาน ถ้าไม่เดินท้องจะป่องๆ เพราะลมในลำใส้เยอะค่ะ  แต่ของเราป่องเป็นอาทิตย์เลย 5 5 5+  คุณหมอว่า ถ้าถ่ายหนักก็อย่าเบ่งแรง ให้มันค่อยๆ ออกมาเอง  เราถ่ายหนักตั้งแต่วันที่ สองเลย เครียดแล็กน้อยแต่ก็เป็นไปได้ด้วยดี แหะๆ สรุปก็ดีค่ะ การส่งกล้อง เจ็บตัวน้อยดี แต่ถ้าอนาคตมันจะถูกลงกว่านี้จะดีมาก ^_^

เพิ่มเิติมข้อมูล 
อันนี้ลักษณะเปรียบเทียบระหว่างผ่าแบบธรรมดา กับผ่าแบบส่องกล้อง


อันนี้หาทางเน็ตว่าถ้าผ่าแบบธรรมดาจะเป็นแผลแบบนี้

เครดิต: https://www.beartai.com/2009/index.php?q=content/BarCampBangkok2-%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%86
 


t0tentanz

t0tentanz

FULL PROFILE