***แบ่งปันประสบการณ์การเสริมจมูกของเราค่ะ***

กระทู้นี้อาจจะยาวหน่อยนะคะ..แต่เผื่อเป็นความรู้ให้บ้างค่ะ

เรื่องศัลยกรรมในปัจจุบัน..คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว..
เราก็เป็นคนหนึ่งที่มองว่าเรื่องศัลยกรรมเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลมาแต่ไหนแต่ไร...
...เพราะเรามีความคิดที่ว่า.."อยากจะสวย..ก็จัดไป"..อิอิ...จนเมื่อประมาณ
เกือบ 1 ปีมาแล้วที่เราตัดสินใจทำศัลยกรรม 1 อย่างบนใบหน้า.....นั่นคือการเสริมจมูก...
ขอบอกตรงนี้ก่อนว่า..เดิมเราก็มีความคิดที่อยากจะทำอยู่แล้วนิดๆ..แต่ยังไม่มีตัวกระตุ้น
ให้ทำ..จนกระทั่งมีพี่ที่ทำงานด้วยกัรเค้าจู่ๆ มานั่งจ้องหน้าเรา..แล้วก็บอกให้เราลองดึงจมูก
ขึ้นมาให้เค้าดูหน่อยซิ..เราก็ดึงขึ้นมาให้ดู..เค้าก็บอกเรา(นี่แหล่ะจุดเริ่มต้นของการจุดประกาย)...
บอกว่า..ส่วนอื่นบนใบหน้าเธอดีหมดนะ..เสีแต่จมูกนี่แหล่ะ..ถ้าโด่งกว่านี้อีกซักนิด..เกิดจ๊ะเกิด..
..เอาแล้วนั่นไง...เชื้อเพลิง(กิเลส)อยู่ครบ..มีประกายไฟมาสะกิดเข้า..ก็ลุกพรึ่งพรั่บน่ะสิคู๊ณณณณ!!!
เชื่อไหมคะ..เราฟังพี่เค้าพูดแค่นั้นแหล่ะ..วันทั้งวันนั้นน่ะ..เราหาข้อมูบและถามเค้าเกี่ยวกับที่ทำจมูก
ว่าทำที่ไหนดี..ราคาไม่แพงจัด..และพี่เค้าก็แนะนำมาที่หนึ่งค่ะ..เค้าบอกว่าที่เนี่ย  เพื่อนเค้าไปทำมา
ไม่แพง ประมาณไม่เกิน 8000 นะ..แล้วก็สวยด้วย...เราฟังก็ตกลงปลงใจไปกับที่นี่ทันที(ขอสงวนชื่อสถานที่นะคะ)
เราได้โทรไปนัดคิวเพื่อทำจมูกในวันรุ่งขึ้นทันที (ใจร้อนอยากได้จมูกเหลือ..) ...

เมื่อถึงเวลานัด..เราถึงกับชิ่งจากงานระหว่างวันไปทำจมูกทีเดียว (อย่าทำตามอย่างนี้นะจ๊ะ..มันไม่ดี)....
พอไปถึงที่..คนมาอยู่รอทำศัลยกรรมต่างๆกันมากพอดูค่ะ...เหลียวๆมองรอบกาย..บางคนก็ทำเสร็จแล้ว..
ท่าทางเดินสะโหลสะเหล๋ทีเดียว...เราก็รอด้วยใจอดทนปนตื่นเต้น..จนกระทั่งถึงคิวเราค่ะ..ผู้ช่วยก็จับเราถ่ายภาพ
รูปหน้าและจมูก..(จะบอกว่าถ่ายเร็วม๊าก..ไม่โฟกัสอะไรเลยรึเปล่าเนี่ย..)..แล้วเค้าก็พาขึ้นชั้นบนเพื่อไปขึ้นเขียง..
ภาพที่เราพอขึ้นไปชั้นบนนั้น..พอเข้าไปในห้อง..ภาพที่เราเห็นคือ..หมอผู้ชายท่าทางยังค่อนข้างหนุ่ม(ไม่น่าเกิน 35 นะ)
นั่นท่าทางหมดแรงเล็กน้อย..คงทำมาหลายเคสแล้วคงล้าน่าดู..หมอก็ยิ้มให้เรา และมาจับๆเนื้อตรงจมูกเรา พร้อมกับ
ถามว่า.."ต้องการโด่งแค่ไหนจ๊ะ.."...เราก็ตอบไม่ค่อยถูก..เลยตอบแบบเบสิคพื้นฐานสุดว่า..
"เอ่อ..ขอแบบเข้ากับรูปหน้า โด่งธรรมชาตแต่เอาสวยค่ะหมอ  แฮ่ๆ"..หมอนิ่งผงะไปเล็กน้อยแต่พอไหวตัวทัน..
หมอตอบว่า "เอาโด่งธรรมชาติใช่ไหทจ๊ะ..ดีมาก..ดีแล้ว"........และผู้ช่วยก็พาไปล้างหน้าด้วยสารชำระล้างของ
ทางการแพทย์..เป็นของเหลวเหมือนสบู่เหลวสีแดงแป๊ด..แต่พอล้างแล้ว..กลิ่นแอลกอฮอล์มันเหลือทนซะ....
กลิ่นยิ่งกว่าน้ำโสมโคเซ่ซะอีก...ล้างหน้าเสร็จ..ก็ขึ้นเขียงไป..งิงิ..หลังจากนั้นเค้าก็บองว่าจะวางยาสลบค่ะ..
เสียงสุดท้ายก่อนเราสิ้นสติคือ...หมอเอาซิลิโคนมาล่อหน้าล่อตาแล้วบอกว่า.."สิ่งนี้คือซิลิโคนที่จะใส่ให้นะจ้า....."
(มาเพิ่งบอกอะไรตอนจะสลบฟร่ะ??....).......แล้วเราก็สลบไป..น้ำลายไหลรึเปล่าไม่รู้..คร่อกกกกกกกกก...

พอรู้สึกตัวเพราะได้ยินเสียงงุ๊งงิ๊งของคุณผู้ช่วย..เราจึงฟื้นจากยา...พอเราเดินไปส่องกระจกเพื่อมองดั้งใหม่...
สิ่งที่เห็นทำเราผงะไม่น้อย.....อุแม่เจ้า..นี่หน้าตูหรือนั่น..ทำไมดูดั้งมันหนาๆ บานๆเยี่ยงนั้น....
หมอท่าทางจะเห็นสีหน้าของเราที่บอกครบอาการ..จึงพูดปลอบใจไปว่า.."ไม่เป็นไรนะ..หมอทำให้สวยอย่าเกาหลี
แน่นอน....แต่ไม่ต้องกลัวนะที่เห็นมันบวมๆ..เพราะ 3 วันแรกนี่จมูกของหนูจะกลายเป็นสิงโตเลยทีเดียว"...อ๊าคคคค...
...พรุ่งนี้หนูยังทำงานค่า....เอ่อ..หมอคะ..ซิลิโคนเนี่ยมันมีอายุการใช้งานไหมคะ..แบบว่าทำแล้ว..ก็ต้องถึงเวลาเปลี่ยนน่ะค่ะ..  "โอ้..ไม่ต้องห่องหรอกจ๊ะ..เค้าจะอยู่กับหนู่ไปจนตราบชั่วลูกชั่วหลานทีเดียว.."......ขอบคุณค่ะหมอ...
และเราก็ลากลับบ้านไปด้วยความรู้สึกมึนๆในฤทธิยา...ยาที่เค้าให้มาทานก็คือ..ยาแก้อักเสบ..ยาแก้บวม(เม็ดเล็กๆเหลืองๆ)
และยาแก้ปวด...เราทานแต่แก้อักเสบ(ไม่ต่อเนื่องด้วย)..เพราะความชะล่าใจว่ามันคงไม่บวมมากมั้ง..และไม่ทานยาแก้ปวดด้วย..
เพราะคิดว่ามันคงไม่ปวดขนาดทนไม่ได้หรอก..........เราคิดผิด....

****เดี๋ยวมาต่อนะคะ

แสดงความคิดเห็น

Incorrect please try again