Diary สิวๆ Review Skin care 2016 (ครึ่งปีหลัง) ราคานักศึกษา!!

21 8

สวัสดีค่ะ กระทู้นี้เป็นกระทู้ไดอารี่ส่วนตัวของเรา ที่เก็บสะสม อัดอั้นข้อมูล มาค่อนปี เกี่ยวกับการทดลองใช้ครีมยี่ห้อต่างๆ เพื่อทำให้หน้าสิวๆของเราหายไป ...เพราะประสบการณ์ในการลองผิดลองถูกของหน้าเราก็โชกโชนราวกับผ่านทัพกรุงแตกมาพอสมควร และจากการที่เป็นคนชอบหาอ่านรีวิวครีมตามเว็บต่างๆจึงสัญญากับตัวเองไว้ว่า....

"ถ้าเราเจอครีมที่ใช่ เราก็จะเอามารีวิวให้คนอื่นได้อ่านบ้างเหมือนกัน..." <3เราเลยพยายามจดและจำให้มากที่สุด เพื่อที่จะนำมาทำรีวิวในวันนี้ 

...ขออนุญาตเกริ่นที่มาราวกับมหากาพย์รามเกียรติ์  เปิดม่าน!!!

สาวหน้าสิว ผิวมัน ขนดก ฮอร์โมนได้พ่อมาเยอะ ไปรักษาสิวตั้งแต่วัยรุ่น(จนตอนนี้เรียนจบแล้ว) ที่ไหนดี แบบไหนแพง ทำมาหมด ฉีดสิว กินยา ทำทรีทเมนต์ จนพึ่งจะมาเข้าใจว่า คลินิครักษาสิวชอบเลี้ยงสิว...

พอหยุดไปหาหมอ ก็จะผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด คลินิคบางแห่งที่ดีจริงๆ ก็ต้องใช้เวลารักษา

" ห้ามแต่งหน้า ต้องกินยาให้ปากแห้ง กินยาเยอะๆ เลยลูก กินให้อิ่มแทนข้าว" 

(มันก็ทรมานไปมั้ย ไม่ได้อยากจะหน้าศพออกไปเรียนทุกวันนะ)

ไหนจะเป็นคนน้ำเหลืองไม่ดี แค่เกาๆหน้าหน่อยรอยแผลก็มา ดังนั้นจึงไม่ต้องถามว่าที่ไปกดสิวแรงๆกับคุณหมอบ่อยๆ เรามั่นใจได้แค่ไหนว่ามันจะหาย? ..แต่มั่นใจชัวร์ว่ารอยสิวนี่ไม่มีทางหายแน่ๆ 555

ดังนั้น จึงเป็นมหากาพย์ตลอดเวลา 4 ปี ที่ช่วงเราเข้ามหาลัย เราเริ่มหาวิธีใหม่ๆ เพื่อรักษาหน้าของเรา...

ช่วงปี 1 เรากินยาคุมลดสิว หน้านี่ใสบริ๊งค์มาก แต่พอหยุดกินไปสักพัก ก็กลับมาบะละฮึ่มเหมือนเดิม แถมยังแพ้อีก ดังนั้นวิธีนี้จึงตกรอบไปค่ะ!!

ช่วงปี 2 หายาสตรีมากินแทน กลับไปหาหมอสิวเหมือนเดิม (ไปๆ หยุดๆ แต่ก็ยังเหมือนเดิม) รวมทั้งเรียนหนัก นอนดึก หน้าโทรม รอยสิว และสิวมาเต็ม!!

ช่วงปี 3 เริ่มติดสั่งครีมออนไลน์ อันไหนดี อันไหนเด็ด ถ้าว่างก็จะนั่งอ่านรีวิวครีมมันทั้งวันค่ะ แต่จะเรียกว่าโง่ในความใจร้อนของตัวเองก็ได้ ที่สั่งครีมมามั่วๆ จนหน้าติดสารสเตียรอยด์!!! เป็นหนักเลยทีนี้

เลยต้องอ่านข้อมูลครีมเยอะขึ้น(กว่าเดิม) พยายามถามตัวเองให้มากๆ ว่าตัวนี้ดีมั้ย แต่ก็มีบ้างที่ทนกระแสรีวิวจากในโซเชียลไม่ไหว สุดท้ายก็ไปหาซื้อมาตำจนได้ ทดลองกับตัวเองมั่วๆ กว่าจะเจอที่ถูกใจก็ช่วงเรียนจบปีนี้แหละค่ะ (ปี2016 ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา) 

จึงอยากจะมาแบ่งปันเพื่อนๆที่มีปัญหาสิวๆเหมือนกัน เผื่อจะเป็นช่วยในการตัดสินใจนะคะ   มีทั้งตัวที่ใช้อยู่และเคยใช้ บางภาพเราขออนุญาตนำมาจากในอินเทอร์เน็ตนะคะ พอดีลืมถ่ายไว้ แล้วทิ้งไปบ้างแล้วค่ะ แหะๆ... หากภาษาไทยพิมพ์ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยไว้ในที่นี้ด้วยค่ะ :)

โดยเกณฑ์ที่เราจะให้คะแนนมาจากความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ  มีดังนี้ค่ะ

- ราคาเหมาะสม

- แหล่งที่หาซื้อสะดวก

- บรรจุภัณฑ์ถูกใจ

- อ่อนโยนไม่แพ้

- ใช้แล้วหน้าดีขึ้น

- ใช้ได้นาน/คุ้ม

- สะดวกในการพกพา(ไม่หกเลอะเทอะ)

- ความฟินในการใช้

- อยากจะกลับมาใช้อีก/ไม่มีตัวไหนดีกว่านี้แล้ว

- มีโปรโมชั่นลดบ่อย

ซึ่งตัวไหนที่ไม่ตรงกับเกณฑ์พวกนี้ เราจะติดลบไปทีละข้อค่ะ

เอาล่ะ เริ่มกันซะทีวุ้ย!!

เริ่มจากหมวด Cleansing กันก่อนเลยนะคะต้องบอกก่อนเลยว่า เราพึ่งจะมาเริ่มใช้คลีนซิ่งเมื่อช่วงปี 3 ที่ผ่านมา  ไม่รู้มาก่อนว่ามันจำเป็นขนาดนี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่สิวไม่หาย 555 เคยทดลองเริ่มต้นใช้มาหลายยี่ห้อ แต่พึ่งจะมาพยายามหาผลิตภัณฑ์ที่มันอ่อนโยน  *ไม่ผสมแอลกอฮอล์ ไม่ผสมน้ำหอมและสารกันเสีย*

เพราะเราเป็นสิวเตียรอยด์ จึงไม่อยากให้หน้าเราถูกกระตุ้นมาก ที่เราใช้และที่ชอบ มีดังนี้ค่ะ...

1. Bioderma ทั้งแบบ Sensibio H2O(สีชมพู สำหรับผิวแพ้ง่าย) และSebium H2O(สีเขียว สำหรับผิวมัน/ผสม)  **ราคา 3XX บาท**

-> เป็นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้ใบหน้าสะอาดแบบไร้สิ่งตกค้าง ทำให้ใบหน้าเปล่งปลั่งสดใสอยู่ตลอดเวลา ไม่ผสมแอลกอฮอล์ ไม่ผสมน้ำหอมและสารกันเสีย เหมาะกับทุกสภาพผิว จนถึงผิวที่แพ้มากๆ ก็สามารถใช้ได้

หลังใช้** ครั้งแรกเราใช้สูตรสีชมพู เพราะมันอ่อนโยนดี เมื่อใช้แล้วหน้าเย็นๆดีค่ะ รู้สึกสดชื่น เช็ดหน้าได้สะอาดดี แต่ก็เปลืองสำลีสุดๆ เพราะต้องเช็ดจนไม่ให้สำลีมีสีถึงจะดี เคยสลับมาใช้สูตรสีเขียวบ้าง เพราะเราหน้ามัน เวลาเช็ดแล้วสะใจดี รู้สึกเหมือนมันสะอาดและเย็นกว่า

แต่ก็ใช้สำลีเยอะไม่ต่างกัน จึงรู้สึกว่า หน้าเรามันโดนถูด้วยสำลีบ่อยๆมากๆก็ไม่ดีนะ แต่ถ้าไม่เช็ดก็ไม่ได้ จึงกลับไปใช้สีชมพูมากกว่า เพราะมันอ่อนโยน หน้าอาจจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าสีเขียว 555

ส่วนราคาเราฝากหิ้วจากแฟนพี่เราที่ฝรั่งเศสค่ะ ขวดใหญ่ คุ้มมากๆ แต่ก็นานๆทีถึงจะฝากได้ พอของหมดก็ไม่รู้จะหาซื้อถูกๆจากไหน ตอนนี้จึงไม่ได้ใช้แล้วค่ะ พยายามหาของในไทยที่ถูกกว่าแทน

คะแนน: 6/10 ค่ะ (ตัดคะแนนตรงที่ราคา, หาแหล่งซื้อที่ราคาถูกๆยาก, ไม่ค่อยมีโปรโมชั่น และคงไม่กลับไปใช้อีก)

2. Biore Perfect Cleansing Oil (ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)  **ราคา 3XX บาท**

->เป็นออยล์ล้าง เช็ดล้างเครื่องสำอางได้อย่างหมดจดแม้จะแต่งหน้ามากแค่ไหนก็ล้างได้สะอาดได้อย่างง่ายดายในขั้นตอนเดียว  พร้อมปรับสภาพผิวให้คงความชุ่มชื่น ผิวนุ่มนวล

ตัวนี้เป็นตัวที่เราหาอ่านจากรีวิวในอินเทอร์เน็ต หาอ่านเปรียบเทียบว่าตัวไหนดี เปรียบเทียบราคาว่าตัวไหนคุ้ม สุดท้ายก็ได้เจ้าตัวนี้แหละค่ะ กว่าจะเลือกได้ ขนาดจะเดินเข้าไปซื้อในร้านแล้วนะคะ ยังคิดแล้วคิดอีก เดินมันอยู่อย่างนั้นจนพนักงานจะรำคาญ 555 (เราเป็นคนที่เลือกของนานมากกกกก)

หลังใช้** เราจะใช้นวดทั้งหน้า ตา ปากและลามมาถึงคอ นวดไปเรื่อยๆ บางทีจะรู้สึกว่าสิวอุดตันกับสิวเสี้ยนมันหลุดออกมาด้วย (เป็นก้อนแข็งๆสีขาว) เวลานวดจะแสบนิดๆถ้าเผลอเข้าตา (แต่ถ้าหลับตาก็ไม่แสบนะ) วันไหนที่แต่งตาและปากจัดเต็มแบบกันน้ำ ใช้ตัวนี้นวดๆ คลึงๆ แปบนึง พอล้างน้ำเปล่าออกมาก็พบว่า พวกสีดำๆของมาสคาร่า อายไลเนอร์หรือสีของลิปสติกหายไปหมดแล้วค่ะ

เหลือแค่สีของรองพื้นประปราย ที่ต้องไปเช็ดด้วยคลีนซิ่งวอเทอร์อีกที  เราซื้อที่วัตสันค่ะ

คะแนน: 8/10 (ตัดคะแนนตรงที่ราคาแพงไปนิด และอยากลองหาตัวใหม่ดูก่อนค่ะ อิอิ)

3. Mizu Mi Smooth Cleansing Water (ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)  **ราคา 2XX บาท**

->เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสัมผัสนุ่มลื่น แต่ไม่เหนียวและไม่ได้ใช้น้ำมันใดๆ จึงช่วยลดแรงเสียดสีผิวที่เกิดจากการใช้สำลี ไม่อุดตัน ไม่มีน้ำหอม น้ำมัน แอลกอฮอล์ พาราเบน และสีสังเคราะห์ ไม่มีสบู่และสารก่อฟอง

หลังจากที่เราหยุดใช้ bioderma มาปีกว่า แล้วหันมาใช้พวกคลีนซิ่งมิลค์ คลีนซิ่งออยล์แทน (อยากประหยัดค่าใช้จ่ายจากสำลี) เรานวดๆก่อนล้างหน้า มันก็ดีนะ ล้างเครื่องสำอางที่กันน้ำได้ดี

แต่หน้าเราก็ยังมีสิวอุดตันและสิวเสี้ยนขึ้นมาอยู่ พอเรียนจบมีเงินเดือนกับเขาบ้าง ก็เอาวะ! ลองหาซื้ออีกสักตั้ง...ไหนจะต้องรับปริญญา แต่งหน้าหนาๆไปวันซ้อม วันรับจริง ถ้าสิวอุดตันขึ้น แต่งหน้าไม่ติดก็แย่เลย  และก็บังเอิญช่วงสิ้นปีมีโปรลดเยอะมาก ทั้งeveandboy ทั้งwatson (เรารับปริญญาเดือนพฤศจิกายน)  แล้วก็บังเอิญอีก ไปจ๊ะเอ๋กับตัว Mizu Mi Smooth Cleansing Water ขวดใหญ่ๆ ที่กำลังลดราคา แต่ถ้าไม่ลดก็ไม่รู้ว่าราคาจริงเท่าไหร่นะ

หลังใช้** จากคำโฆษณาที่โคตรจะเชิญชวนสุดๆ เมื่อใช้แล้วรู้สึกชอบมากกกกกค่ะ มันไม่ได้รู้สึกฟินเหมือนตอนใช้ไบโอเดอมานะคะ เฉยๆซะด้วยซ้ำ แต่เวลาเช็ดด้วยสำลีไปนานๆแล้วพอไปล้างหน้า มันไม่ได้รู้สึกแสบเลย...

Little Trip ตอนแต่งหน้าติดๆกันหลายวัน เราจะนวดโดยคลีนซิ่งออยล์ -> ล้างน้ำเปล่า  -> เช็ดหน้าให้หมาดๆ -> แล้วเช็ดด้วยตัวนี้ไปเรื่อยๆ  พอตื่นมาอีกวันสิวอุดตันและสิวเสี้ยนเราไม่ขึ้นค่ะ หน้าก็ยังแต่งติดทนเหมือนเดิมถ้าเทียบกับไบโอเดอมาหรือตัวอื่นๆ เราว่ามันดีทุกตัวเลย ถ้าเราหมั่นทำความสะอาดให้กับหน้าเราเยอะๆ สิวก็ไม่ขึ้น ส่วนเราจะเทียบกับราคาและการหาซื้อง่ายเหมือนเดิม 555 ดังนั้นเราจึงให้คะแนนตัวนี้...

คะแนน: 8/10 ค่ะ (ตัดคะแนนตรงที่อาจมีตัวอื่นที่ดีกว่านี้และความฟินในการใช้เฉยๆค่ะ)

ต่อกันที่หมวด Cleanserกันค่ะ

1. Paula's choice Skin Balancing Oil-Reducing Cleanser  **ราคา 6XX บาท**

->เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อเบาที่ช่วยขจัดความมันส่วนเกินและกระชับรูขุมขน เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย ด้วยสูตรผสมอ่อนโยน ขจัดคราบเครื่องสำอางได้ ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื่น ปลอดภัยต่อบริเวณรอบดวงตา ปราศจากน้ำหอมและการเจือสี 100%

        ตัวนี้เราสั่งออนไลน์ค่ะ ต้องบอกก่อนเลยค่ะว่า ผลิตภัณฑ์ในเครือของป้าพอลล่าเราก็ได้ยินมาบ่อยมากๆในเว็บรีวิวรวมทั้งในพันทิป แต่หาซื้อยากมาก ทั้งเป็นแบรนด์ของต่างชาติ ราคาในช่วงเป็นนักศึกษาจึงถือว่าสูงพอสมควร(พอๆกับ bioderma เลย)

        แต่พอทำโปรเจคจบเสร็จ ได้กลับมาอยู่ที่บ้านที่ต่างจังหวัด ค่าหอพักในกรุงเทพฯก็ไม่ต้องจ่าย ก็เลยได้ฤกษ์สั่งของออนไลน์อีกครั้ง(เราเป็นคนบ้าสั่งของออนไลน์มาก มันราคาถูกกว่าในห้าง แล้วเราก็ชอบลุ้นเวลาแกะพัศดุ เหมือนได้แกะของขวัญบ่อยๆ 555)

        เราสั่งมาจากเว็บขายเครื่องสำอางประจำของเราเหมือนเดิม (เว็บที่จัดโปรลดบ่อยมาก เว็บที่คุณก็รู้ว่าเว็บอะไร อิอิ) สั่งมาเป็นชุดเลยค่ะ ทั้ง Cleanser Toner แล้วก็ตัว BHA ซึ่งจะทยอยกล่าวในหมวดต่อๆไปนะคะ  

หลังใช้** เป็นเจลที่อ่อนโยน ไม่แพ้ ไม่แสบตาดีค่ะ ตอนเย็นเราจะล้างหน้าสองรอบ หน้าก็จะตึงนิดๆ แต่เราชอบนะ เพราะรู้สึกว่าหน้าเราถูกทำความสะอาดได้หมดจด ไม่ได้ลื่นเมือกเหมือนบางยี่ห้อ แต่ติตรงที่หัวเปิดมันเทอะทะไปหน่อย ต้องคอยเยาะๆใส่มือเหมือนขวดน้ำปลา 555 เราชอบขวดแบบปั๊มมากกว่า ถ้าถามว่าเรื่องสิวดีขึ้นมั้ย ดีขึ้นนะคะ เพราะเราเริ่มใช้ของป้าพอลล่าพร้อมกันทั้งสามตัว  แต่เราว่าเป็นเพราะเจ้า Toner กับ BHA มากกว่า ตัวนี้เฉยๆค่ะ ซื้อมาใช้แค่ครั้งเดียวค่ะ ใช้ได้นานมากๆเลย

คะแนน: 6/10 (ตัดคะแนนตรงที่ราคาสูงไป, ใช้แล้วเฉยๆ, ไม่ชอบดีไซน์ของตัวขวด และไม่ใช้ต่อค่ะ)

2. Dr.Somchai Acne Foaming Facial Cleanser  **ราคา 2XX บาท**

-> มีส่วนผสมของ Micronized Salicylic Acid สามารถลงลึกสู่ชั้นผิวและออกฤทธิ์ได้เร็วเพื่อให้สิวแห้งและยุบตัวได้เร็วขึ้น สารสกัดจากต้น วิช ฮาเซล ทำให้เซลส์ผิวมีการผลัดตัวดีขึ้น 

มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอ่อนๆ จึงช่วยลดการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังทำให้ผิวกระชับ เรียบเนียน และบำรุงผิวไม่ให้แห้งกร้าน เพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว

หลังใช้**  ตัวนี้เราเริ่มใช้หลังจากยอมแพ้กับราคาเจลล้างหน้าของป้าพอลล่า เราซื้อมาจากเซเว่นค่ะ

ตัวคลีนเซอร์จะเป็นโฟมปั๊ม เมื่อกดออกมาจะเหมือนวิปโฟม เวลานวดแล้วเพลินดีค่ะ กะปริมาณได้ดีแค่กดปั๊มเดียว และที่เราชอบอีกอย่างคือ ตัวขวดจะเป็นใสๆ ทำให้มองเห็นปริมาณในขวดได้ว่าเหลือแค่ไหนแล้ว และตัวปั๊มก็สามารถดึงเนื้อโฟมให้ออกมาใช้ได้จนหมดหยดสุดท้ายจริงๆค่ะ ใช้ได้นานดีนะ 555

ตอนใช้ช่วงแรกๆ เรารู้สึกว่าพวกสิวอุดตันที่แข็งเป็นไตๆตรงทรีโซนกับข้างแก้มผุดออกมารัวๆ กลายเป็นสิวอักเสบบ้าง แต่ก็ยุบเร็วมากๆ อาจจะเป็นเพราะเราใช้ตัว BHA ของป้าพอลล่าร่วมด้วย

มันเลยช่วยดีท็อกหน้าเราได้ดีแบบนี้

ตอนเย็นเราจะล้างหน้าสองรอบค่ะ ตึงนิดๆ แต่ก็ไม่ถึงกับเอี๊ยดๆนะ เราใช้ติดต่อกันมา 2 ขวดแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช่แล้วค่ะ อยากลองใช้ตัวใหม่ แหะๆ ถึงอย่างนั้นคลีนเซอร์ตัวนี้ก็ถือว่าเป็นตัวที่อยากจะกลับไปซบอกอีก ถ้ามีโอกาสค่ะ

คะแนน: 9/10 (ตัดคะแนนตรงที่เบื่อแล้ว อาจมีตัวอื่นที่ดีกว่านี้ 555)

3. Bifesta Foaming Whip Brightup (ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)  **ราคา 1XX บาท**

สูตรนี้เป็นสูตรเพื่อผิวกระจ่างใสค่ะ อีกสูตรหนึ่งเป็นสูตรสำหรับผิวผสม/ผิวมัน (sebum) 

->วิปโฟมเนื้อหนานุ่ม ทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนอย่างอ่อนโยนและล้ำลึก 

ไม่ระคายเคืองผิว กระตุ้นการหมุนเวียนใต้ผิว ด้วยการผสมผสานของสารบำรุงจาก Hyaluronate และ AHA จากน้ำนม ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสี ไม่มีสารกันเสียชนิดพาราเบน

มาถึงคลีนเซอร์ที่ใช้อยู่ปัจจุบันกันค่ะ ตัวนี้เราซื้อมาจากวัตสัน  ถือว่าราคาถูกดีค่ะ เราซื้อมาแบบไม่คิดอะไรเลย เห็นแค่ตรงที่เขียนว่า ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีน้ำหอม ฯลฯ เราก็รีบสอยมาทันที 555

หลังใช้**  ตัวนี้เนื้อโฟมแน่นและนุ่มเหมือนอย่างที่โฆษณาไว้จริงๆค่ะ เขาบอกว่าตอนล้างให้วนๆนวดๆประมาณ 20 วินาที เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนใต้ผิว ตัวปั๊มกะปริมาณยากหน่อย กดนิดเดียว ออกมาเยอะมาก ล้างหน้าสองรอบแล้วหน้าไม่ตึงดีค่ะ มันจะนิ่มๆ ดูมีเลือดฝาดนิดๆ แต่ไม่ค่อยช่วยล้างเครื่องสำอางหรือสิ่งสกปรกที่ติดแน่นมากๆ ช่วงเย็นเราจึงใช้โฟมอีกตัวล้างก่อน แล้วตามด้วยตัวนี้อีกที

ตอนเช้าเราใช้แค่ตัวนี้ตัวเดียวล้างหน้า อาจจะไม่ใช้ต่อค่ะ

คะแนน: 8/10 (ตัดคะแนนตรงที่หมดเร็ว และช่วยทำความสะอาดหน้าได้ไม่สะใจเท่าไหร่ )

ต่อกันที่หมวด Toner นะคะ

1. Paula's Choice Skin Balancing Pore-Reducing Toner  **ราคา 8XX บาท**

->โทนเนอร์สูตรบางเบา ช่วยกระชับรูขุมขน ให้ผิวดูเรียบเนียน อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื่น มอบความเปล่งปลั่ง เสริมสร้างสมดุลให้แก่ผิว ปราศจากน้ำหอมและการเจือสี

ตัวนี้เราสั่งออนไลน์ อาจจะแพงไปหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นพระเอกขี่ม้าขาวของเราเลยค่ะ เรารู้สีกว่าหน้าสิวสเตียรอยด์ของเราเริ่มดีขึ้นเพราะตัวนี้แหละ...

หลังใช้**  ช่วงแรกๆที่ใช้ มันจะแสบๆเย็นๆนิดนึงค่ะ (เพราะเขาบอกว่ามันจะทำปฏิกิริยากับผิวหน้าและปรับสภาพให้หน้าเราแข็งแรงขึ้น) แต่ใช้ไปเรื่อยๆก็ไม่แสบแล้วค่ะ เวลาเช็ด เราจะเห็นสีเหลืองๆ ดำๆ จากสำลี แปลว่าหน้าเรายังสกปรกอยู่ เราจะเช็ดจนมันไม่มีสี ถึงวันไหนไม่แต่งหน้า เวลาเช็ดก็ยังมีสีติดอยู่ จนพอใช้ขวดที่สอง หน้าสิวสเตียรอยด์ของเราเริ่มไม่มีแล้ว...สีเหลืองๆ ดำๆ จากสำลีมันก็ไม่มีแล้วค่ะ มีเฉพาะวันที่แต่งหน้า แล้วล้างหน้าไม่สะอาด  แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้แล้วค่ะ เพราะด้วยราคาที่สูงไป แล้วหน้าเราก็ดีขึ้นแล้ว จึงเปลี่ยนมาใช้น้ำเกลือแทนค่ะ อิอิ

คะแนน: 8/10 (ตัดคะแนนตรงที่ราคาแพงและหมดเร็วค่ะ)

2. น้ำเกลือยี่ห้อ Klen & Klar (ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)  **ราคา 3X บาท**

->น้ำเกลือบริสุทธิ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาเพื่อใช้กับบริเวณที่อ่อนโยนที่สุดของร่างกายเราได้นั้น สามารถใช้แทนโทนเนอร์ได้ดี หลังทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว นอกจากจะช่วยทำความสะอาดผิว น้ำเกลือยังมีคุณสมบัติเติมความชุ่มชื้นผิวด้วย 

หลังใช้**  เราซื้อขวดใหญ่ ปริมาณ 500 ml จากในโลตัส ช่วงลดราคา(คุ้มมากๆ ) ใช้ได้นานดีค่ะ ตอนเช็ดรู้สึกอ่อนโยน ไม่แพ้ สดชื่นดีค่ะ วันไหนที่สิวอักเสบขึ้น เราก็จะบีบแล้วโปะสำลีที่ชุบด้วยน้ำเกลือ เหมือนล้างแผลค่ะ วันต่อมา สิวก็ยุบเร็วขึ้นค่ะ เหมาะกับคนเป็นสิวอย่างยิ่ง ถ้าวันไหนไม่เช็ด จะรู้สึกแปลกๆเหมือนขาดอะไรไป 55

คะแนน: 9/10 ( ถ้าหมดอยากลองใช้โทนเนอร์ยี่ห้ออื่นบ้างค่ะ )

มาต่อกันที่หมวดครีมนะคะ ยาวเหยียดเลยค่ะ วู้วววว

1. Benzac 5% และ Retin A 0.05% (ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)

ขออนุญาตรีวิวแบบควบสองเลยนะคะ สองตัวนี้คงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก

เพราะมนุษย์สิวๆคงจะเคยผ่านๆมาบ้าง

หลังใช้** Benzac เราจะเอาไว้ละลายหัวสิวก่อนล้างหน้าค่ะ ช่วง 3 เดือนแรก เราใช้ทุกวัน(ใช้ควบคู่กับป้าพอลล่าเลย) แต่พอหลังๆ หน้าดีขึ้น ก็ใช้นานๆครั้งค่ะ ตอนที่รู้สึกว่าสิวอุดตันขึ้นเยอะ

ส่วน Retin A เราจะใช้ตอนที่มีสิวอักเสบปูดขึ้นมาค่ะ ทานวดๆก่อนนอน มันจะทำให้หน้าที่มีสิวปูดๆแดงๆไม่มีหัว สุกเปล่งเร็วขึ้น (พอสิวมีหัวเราก็จะชอบบีบออกค่ะ แต่ก็จะมีรอยสิวตามมาด้วย ไม่ดีเลย 555)

หรือบางทีอันไหนที่ใกล้สุกมากๆ พอทาแล้วล้างหน้า มันก็จะแตกแล้วหลุดออกมาเอง(ดูโหดเนอะ)

และมันก็จะช่วยให้สิวอักเสบยุบเร็วด้วยค่ะ

ราคาของทั้งคู่จำไม่ได้แล้วค่ะ ใช้ได้นานมาก ให้เป็นยาสามัญประจำบ้านค่ะ

คะแนน: 9/10 (ใช้ดีค่ะ แต่ก็ไม่ถึงกับเริศ แต่ก็ไม่รู้จะใช้ตัวไหนแทน)

2. Ella Scar Cream  **ราคา 3XX บาท**

-> ครีมบำรุงผิวที่มีปัญหารอยแผลเป็น ช่วยดูแลรอยแผลเป็นได้ทุกชนิด เช่น แผลเป็นเก่า นูนแข็ง ชนิดหลุม หรือแผลเป็นที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ ด้วยสารสกัดจากเมือกหอยทากฝรั่งเศส ซึ่งมีคุณสมบัติในการสมานและลดความเสียหายที่เกิดกับผิวหนังได้เป็นอย่างดี และสารสกัดจากเอนไซม์ของรากหอมหัวใหญ่ที่ป้องกันการเกิดแผลเป็นชนิดนูน ทั้งยังมีสารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศ ที่ช่วยปกป้อง และฟื้นฟูเซลล์ได้ลึกถึงระดับ DNA ทำให้การจัดเรียงตัวของเซลล์ผิวเป็นระเบียบ ช่วยให้สีผิวเรียบเนียน สม่ำเสมอ

หลังใช้**  เราซื้อมาจากวัตสัน หลอดเล็กนะสำหรับเราเมื่อเทียบกับราคาแล้ว เมื่อใช้แล้ว ช่วงแรกสิวอุดตันขึ้นค่ะ คงเป็นเพราะเราพอกหนาเกินไปมั้ง ทาทั้งเช้าและเย็น กลิ่นก็แรงมากด้วย แต่พอเราเปลี่ยนมาทาบางๆ แล้วทาเฉพาะก่อนนอน สิวอุดตันก็ไม่ขึ้นค่ะ แล้วก็รู้สึกว่าหน้าเนียนขึ้นด้วย รอยจางลงนิดๆ

( พึ่งจะเริ่มเห็นผลช่วงใกล้หมดหลอด 55 ) ตอนนี้ไม่ได้ใช้ต่อแล้วค่ะ แต่คิดว่าถ้ามีตังค์เยอะกว่านี้ ก็อาจจะซื้อมาใช้ต่อค่ะ

คะแนน: 7/10 (ตัดคะแนนตรงที่ราคาแพง หมดเร็วมาก ตัวหลอดดูก๊องแก็ง และบีบครีมยาก)

3. Eucerin Dermo Purifyer Super Serum 3 in 1  **ราคา 3XX บาท**

->เพื่อผิวมัน แพ้ง่ายและมีปัญหาสิว ผสาน 100% เนเชอรัล แอซิด ทำงานผสานเป็นหนึ่งเดียวกับผิว ตรงเข้าสลายความมัน ลดแบคทีเรียสะสม สิวอุดตันฝังลึก และรอยสิวดูจางลง ลดโอกาสเกิดซ้ำ ผิวเนียน กระจ่างใส

หลังใช้** เราฝากแฟนพี่สาวซื้อที่ฝรั่งเศสค่ะ พอใช้หมดก็มาซื้อของในไทยที่วัตสันราคา 9XX บาท จากคำโฆษณาที่บอกมา เราใช้แล้ว...ไม่ดีขึ้นเลยค่ะ!! ถึงแม้เขาจะบอกว่าให้ใช้ไปเรื่อยๆ มันจะดันสิวออกมาแล้วหน้าจะเนียนใส... คือเราใช้มา 2 ขวดแล้ว ลองไม่ค่อยแต่งหน้า ก็รู้สึกว่าอาการสิวที่ออกมา เหมือนแพ้และระคายเคืองมากกว่า

ตัวแรกที่ใช้ เราใช้ของที่ฝากซื้อมาจากฝรั่งเศส ก็คิดว่าอาจจะแพ้ เลยลองมาใช้ที่ไทย ก็หนักกว่าเดิมเลยค่ะ ถึงแม้พนักงานที่ขายบอกว่าใช้สูตรเดียวกันกับต่างประเทศ แต่ตอนที่เราใช้รู้สึกว่าของต่างประเทศจะสิวขึ้นน้อยกว่า แล้วก็รู้สึกว่าหน้าเนียนขึ้นนิดๆ (แต่ก็มีสิวอยู่ดี)

คะแนน: 5/10 (ตัดคะแนนตรงที่ราคาแพง หาที่ซื้อถูกๆยาก แพ้ยับเยิน ไม่ใช้ต่อค่ะ)

4. Paula's Choice Skin Perfecting 2% BHA Liquid (ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)  **ราคา 8XX บาท**

-> สูตรน้ำ เนื้อบางเบา แห้งเร็วซึมไว ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวทั้งผิวชั้นนอก และภายในรูขุมขน  ลดการเกิดสิวอุดตัน กระชับรูขุมขน ลดเลือนจุดด่างดำ สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ รอยแผลเป็นต่างๆ ให้จางลง ให้ผิวเรียบเนียน กระชับ กระจ่างใส อีกทั้งยังช่วยต่อต้านเชื่อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว ปราศจากน้ำหอม และสารแต่งสี 100%  มีค่า pH 3.2-3.6 สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผิวธรรมดา-ผิวมัน ผิวผสม ที่มีปัญหาสิวอักเสบ สิวอุดตัน สิวหัวดำ สิวเสี้ยน

หลังใช้** ต้องบอกเลยว่า BHA ตัวนี้ เป็นตัวคู่บุญที่ให้ทำหน้าสิวๆ อุดตัน อักเสบทั้งหลายดีขึ้นค่ะ มันไม่ได้ดันสิวออกมารุนแรงเหมือนตัวยูเซอรีนด้านบน แต่มันค่อยๆดันอ่า สิวอักเสบก็ยุบลง สิวอุดตันก็เหลือเป็นหัวไตแข็งๆให้สะกิดหลุดออกมาได้เลย สิวเรื้อรังที่ชอบขึ้นตรงระหว่างคิ้วกับข้างแก้ม ก็ไม่ขึ้นแล้ว มีขึ้นเฉพาะตรงทีโซนบ้าง เวลาประจำเดือนใกล้มาค่ะ

ตอนทาแรกๆ จะแสบๆหน้าหน่อยค่ะ (แต่ทนได้ 55) และต้องทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้มันแห้ง และทำปฏิกิริยากับหน้าให้เสร็จก่อน ค่อยลงครีมอื่นๆตาม (เพราะมันจะเข้าไปทำลายค่า pH ของ BHA) ข้อมูลวิธีใช้แบบนี้เราหาอ่านจากรีวิวมานะคะ ถ้าผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วยค่ะ :)

ช่วงอาทิตย์แรกๆ เราทาเช้าเย็นเลยค่ะ แบบฉันต้องหายให้ได้ 55 เราทนไม่แต่งหน้า พอดีกลับมาทำโปรเจคที่บ้านด้วย โชคดีมาก ไม่ต้องเจอใคร 555 พอหน้าเริ่มดีขึ้น(สิวอักเสบเรื้อรังเริ่มยุบ) ก็ใช้แค่ตอนกลางคืนค่ะ (เพราะทาตอนเช้าด้วย ทำให้หน้าลอก แต่งหน้าไม่ติด) เพราะตอนเช้าทาแค่มอยเจอร์ไรเซอร์และครีมกันแดดก็หนาแล้วค่ะ ไหนจะทา BB แป้งอีก ตอนนี้สลับใช้กับ AHA ค่ะ ทาตอนกลางคืนวันเว้นวัน (วันนึงทาBHA อีกวันทา AHA)  

เราสั่งออนไลน์เหมือนเดิมค่ะ  แต่กับในห้างราคาก็ไม่ต่างกันมากนะ

ใช้ได้นานค่ะ ตัวนี้ตัวแรกใช้มาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ตอนนี้ธันวาแล้ว ยังไม่หมดเลย!!

คะแนน: 8/10 (หักคะแนนตรงที่ราคาแพงและถ้าใช้บ่อยๆก็หน้าลอกได้ค่ะ)

5. Paula's ChoiceSkin Perfecting 8% AHA Gel Exfoliant (ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)  **ราคา 8XX บาท**

-> เหมาะสำหรับผิวที่มีปัญหาจุดด่างดำ และเริ่มปรากฏริ้วรอยแห่งวัย เนื้อผลิตภัณฑ์บางเบา เพราะมีน้ำเป็น base และประกอบด้วย 8% ไกลโคลิก แอซิด , ย้อนเวลาให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์  กระชับเต่งขึ้นจนคุณรู้สึกได้, สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอไร้จุดด่างดำ, ช่วยปกป้องผิวจากความระคายเคือง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ปราศจากน้ำหอมและสีสังเคราะห์ 100 %

หลังใช้** ตัวนี้เราซื้อจากร้านในห้าง ราคา 8XX บาท ค่ะ แพง... แต่ก็ใช้ได้นานพอๆกับ BHA ค่ะ

(ใช้สลับวันเว้นวันกับตัว BHA ในช่วงเย็น) ช่วงแรกๆ ทาแล้วจะแสบหน้ายิบๆ แต่พอใช้ไปเรื่อยๆก็ไม่ค่อยแสบแล้วค่ะ เว้นเฉพาะว่าวันไหนที่หน้ามีสิวอักเสบหรือหน้าแห้งลอก ยิ่งทาจะยิ่งแสบค่ะ แนะนำว่าควรงดทาไปก่อนนะคะ เมื่อใช้แล้ว รู้สึกว่า ผื่นแดงๆเป็นปื้นๆจากหน้าสิวของเราจางลงค่ะ จนตอนนี้หน้าแข็งแรงขึ้นมาก เหลือแต่รอยดำแล้ว เอามือลูบที่แก้มมันจะตึงๆ กระชับ ไม่ลอกแล้วค่ะ :)

คะแนน: 8/10 (หักคะแนนตรงที่ราคาแพงและถ้าใช้บ่อยๆก็หน้าลอกได้เหมือนกันค่ะ)

6. Biotherm Aquasource Everplump  **ราคา 16XX บาท**

-> ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเนื้อสัมผัสสุดพิเศษ บำรุงผิวพรรณจากภายในด้วยเจลเนื้อนุ่มที่พร้อมจะแตกตัวเป็นละอองความชุ่มชื่นขนาดจิ๋วนับพันเมื่อสัมผัสกับผิว มอบความสดชื่นสู่ผิวทุกครั้งที่ใช้ โดยส่วนผสมทรงคุณค่าจะเสริมสร้างให้ผิวแข็งแรงขึ้นจากภายใน เสริมประสิทธิภาพในการกักเก็บความชุ่มชื่นในผิว ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งอิ่มเอิบ ช่วยให้ผิวดูเนียนเรียบพร้อมทั้งลดเลือนริ้วรอยแรกเริ่มให้จางลง

หลังใช้** ตัวนี้เราสั่งออนไลน์ค่ะ ถูกกว่าในห้างเยอะ แต่สำหรับเราก็ถือว่าไม่คุ้มอยู่ดี หมดเร็วมาก

เราทาเฉพาะก่อนนอน เวลาทามันจะรู้สีกร้อนๆผ่าวๆ แต่ก็ไม่ได้แสบหรือแพ้แต่อย่างใด เวลาตื่นมาแล้วหน้าดูอิ่มดีค่ะ แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นผลอะไรแล้วค่ะ (หรือหน้าเราจะหนาไปก็ไม่รู้ 555)

เคยลองใช้ตอนกลางวันด้วย พอทาครีมกันแดด ทาแป้งทับ หน้านี่เป็นขุยมาเลยจ้า แล้วก็ตัวบรรจุภัณฑ์ต้องใช้มือล้วงจุ่มครีมขึ้นมา เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ คงไม่ใช้อีกค่ะ งบน้อย 555

คะแนน: 5/10 (หักคะแนนตรงที่ราคาแพง หาซื้อยาก ไม่ชอบตัวบรรจุภัณฑ์ หมดเร็ว และคงไม่กลับไปใช้อีกค่ะ)

7. Eucerin white therapy night cream **ราคา 9XX บาท**

-> ยูเซอรินไวท์ เธราพี ไนท์ ครีมบำรุงผิวหน้าสูตรกลางคืน ให้ความชุ่มชื่นพรอ้มฟื้นบำรุงผิวคล้ำเสียอย่างเข้มข้น ช่วยลดเลือนจุดด่างดำ กระ ฝ้าแดด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เผยผิวกระจ่างใส เปล่งประกายชั่วข้ามคืน เพื่อการฟื้นบำรุงผิว และลดเลือนจุดด่างดำ ชั่วข้ามคืน

หลังใช้**  ตัวนี้เราฝากหิ้วจากฝรั่งเศสค่ะ แต่ถ้าในไทยราคาก็อาจจะพันนิดๆ บรรจุภัณฑ์เป็นกระปุกครีมเหมือนของ Biotherm Aquasource Everplump แต่มีกลิ่นน้ำหอมแรงกว่าเยอะ (แต่มันก็ไม่ได้เหม็นถึงกับไม่ชอบนะ) รู้สึกว่าตอนทาแล้วดมกลิ่นไปด้วยมันรู้สึกฟินดี ไม่แพ้ค่ะ ตัวนี้ใช้ได้นานกว่าไบโอเธิม

อาจจะเป็นเพราะของยูเซอรีนเป็นแบบครีม ซึ่งให้ความชุ่มชื้นมากกว่าแล้วก็นานกว่า จึงไม่ต้องควักเยอะมาก ตื่นเช้ามาหน้าจะยังดูฉ่ำๆมันๆอยู่

ส่วนไบโอเธิมเป็นแบบเจล เราจึงรู้สึกว่ามันแห้งเร็ว ต้องโบกเยอะกว่า ตื่นมาหน้าถึงจะฉ่ำๆ  และเมื่อเทียบกับความเด้งฟูของหน้า เรารู้สึกว่าของยูเซอรีนดีกว่านะ วัดจากการที่แฟนทักตอนใช้ยูเซอรีนว่าทำไมหน้าดูใสๆเด้งๆ 555 ส่วนรอยแดงรอยดำของสิว ไม่ค่อยเห็นผลชัดเจน เพราะเราใช้แค่กระปุกเดียว ที่มันดูจางลงนิดๆ อาจเป็นเพราะหน้าเราดูอิ่มขึ้นก็ได้

สำหรับเราที่เคยใช้ของยูเซอรีนมาเยอะแยะ ตัวอื่นๆติดลบและเฉยๆมาก แต่ตัวนี้ถือว่าเป็นตัวแก้ต่างของยี่ห้อนี้เลยก็ว่าได้ 

คะแนน: 7/10 (หักคะแนนตรงที่ราคาแพง ไม่ค่อยชอบตัวบรรจุภัณฑ์เหมือนกัน และอาจมีตัวอื่นที่คุ้มกว่านี้ แต่ถ้ามีเงินเดือนเยอะกว่านี้ก็อาจจะซื้ออีกค่ะ)

8. Physiogel Soothing Care A.I. Cream (ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)  **ราคา 8XX บาท**

-> ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและผิวกาย เนื้อครีมจะมีโครงสร้างแบบลาเมลล่า (Lamellar Structure) เพื่อทาบนผิวสามารถเสริมสร้าง Physiological Lipid ของผิวพรรณและบำรุงผิว ด้วยสารบำรุงพิเศษ PEA Complex (Palmitamide MEA) ทำให้ผิวมีสุขภาพสมบูรณ์ เปล่งปลั่ง ฟิสิโอเจล เอไอ ครีม ยังปราศจากสารแต่งสี แต่งกลิ่น ทำให้เหมาะกับผิวทั่วไปโดยเฉพาะผิวที่บอบบางและแพ้ง่าย

หลังใช้**  ตัวนี้เราซื้อใช้ครั้งแรกที่ร้านในห้าง ราคาโหดมากค่ะ แต่ช่วงนั้นแพ้ครีมโอเลย์อย่างแรง ใช้ครีมอะไรแก้ก็หน้าลอกไปหมด พอดีไปอ่านเจอมาว่า เอไอครีมตัวนี้ช่วยทำให้หน้าแข็งแรงขึ้นได้ แล้วก็ไม่แพ้กว่าเดิม จึงลองจ่ายแพงดูสักครั้ง ปรากฎว่า...ดีมากเลยค่ะ

คืนแรกๆ เราพอกๆทั่วหน้า ไม่มีกลิ่น ไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ตื่นมาแล้วหน้าที่แดงๆ ลอกๆ ดีขึ้นมากกกก อาทิตย์เดียวก็หายเลยค่ะ เราใช้ทาแค่เฉพาะตอนกลางคืน เพราะครีมมันข้นมาก

ถ้าใช้ทาตอนแต่งหน้า หน้าจะมันเร็วมากค่ะ พอตัวนี้หมด ก็ฝากหิ้วจากฝรั่งเศสเหมือนเดิมค่ะ ราคาถูกกว่ามากก 3XX บาท ตอนนี้ก็ใช้บ้าง สลับกับตัวอื่นๆค่ะ แต่คงมีพกไว้อุ่นใจไปเรื่อยๆ

คะแนน: 8/10  (หักคะแนนตรงที่ราคาแพงและไม่ค่อยฟินกับความรู้สึกในการทาเท่าไหร่ค่ะ 555)

9. Dr.MJ Real Mucin Restore Gel **ราคา 5XX บาท**

-> ครีมบำรุงผิวหน้าสกัดเมือกหอยทากคุณภาพสูง (snail mucus) ประกอบด้วยสาร   Glycolic Acid ที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดเลือนจุดด่างดำ ความหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ริ้วรอยและรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว   เร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้กลับสู่สภาพปกติ สมบูรณ์ และแข็งแรง  เพิ่มความสามารถในการผลิตคอลลาเจน  อีลาสตินช่วยลดเลือนริ้วรอย ผิวแข็งแรงชุ่มชื่นและกระชับรูขุมขน ให้ผิวหน้าเรียบเนียนใสขึ้นจนสัมผัสได้ ...สำหรับผิวมันและผิวผสม

หลังใช้**  ตัวนี้เราเคยสั่งออนไลน์เมื่อนานมาแล้วค่ะ ใช้แล้วหน้าดีขึ้นนะคะ แต่หนักหน้าและเหนียวหนืดมาก กลิ่นแรง เวลาใช้นี่เละเทะมากค่ะ 555 เราจึงใช้ทาเฉพาะตอนกลางคืน ตอนนี้ไม่ได้ใช้แล้วค่ะ เฉยๆอ่า

คะแนน: 6/10 (หักคะแนนตรงที่ตัวครีมและตัวบรรจุภัณฑ์เทอะทะมาก หมดเร็ว หน้าไม่ได้ดีขึ้นมากอย่างที่โฆษณาไว้ และไม่ใช้ต่อค่ะ)

10. Moringa Repair Gel **ซองละ 39 บาท**

->เจลบำรุงผิวมะรุมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มความขาว กระจ่างใส ให้รอยสิว รอยดำจางลง ช่วยลดการเกิดของเม็ดสีผิว(เมลานิน) ที่เป็นต้นเหตุของความหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า ให้ผิวหน้าเรียบเนียน พร้อมเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวช่ำน้ำไม่แห้งกร้าน สามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว แม้แต่ผิวบอบบางแพ้ง่าย

หลังใช้** คือเราเป็นคนที่ชอบที่ของพวกสมุนไพรอยู่แล้ว แล้วพอรู้ว่ามะรุมมันมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงหน้า ก็เลยลองสอยมาใช้...ปรากฎว่า ใช้ดีค่ะ หน้านุ่มขึ้น เราใช้ทาทั้งก่อนนอน แล้วก็บำรุงก่อนแต่งหน้า ไม่เป็นคราบ แล้วก็หน้าไม่ลอก(เวลาที่โบกครีมทาสิวมาในก่อนนอน) เหมือนมันช่วยทำให้ครีมทาสิวทำงานได้ดีขึ้น เรารู้สึกนะ แต่ช่วงนี้ไม่ได้ใช้ต่อแล้วค่ะ พยายามหาตัวใหม่ไปเรื่อยๆ ตัวนี้หมดเร็ว เพราะเราใช้บ่อย 55 ซื้อจากเซเว่นค่ะ ถ้ามีโอกาสก็จะกลับไปใช้อีกค่ะ

คะแนน: 8/10 (หักคะแนนตรงที่มีแต่แบบซอง หมดเร็ว และยังอยากลองหาตัวอื่นใช้ไปก่อนค่ะ)

11. Aloe moringa detox gel (ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)  **ราคา 3XX บาท**

-> มาร์คเจลว่านหางจระเข้+ สารสกัดเมล็ดมะรุม เพื่อเติมความชุ่มชื่นให้ผิวยาวนานตลอดชั่วโมงการพักผ่อนเเละชะล้างสารเคมีที่ตกค้างในผิวชั้นลึก เพื่อจัดการต้นเหตุปัญหาสิวที่เเท้จริง **ใช้มาร์คก่อนนอนไม่ต้องล้างออก (สัปดาห์ 2-3ครั้ง)

หลังใช้** ตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์แนวสมุนไพรอีกตัวที่เราใช้ถัดจาก Moringa Repair Gel ค่ะ จะใช้แค่ช่วงก่อนนอน โบกไปค่ะ เพราะเนื้อเจลเยอะมาก ตื่นมาหน้าจะฉ่ำๆ ตึงๆ วาวๆ รู้สึกดีค่ะ แต่เรารู้สึกเหมือนมันเคลือบไว้มากกว่า พอล้างหน้า หน้าก็ดูไม่ฉ่ำเหมือนเดิมแล้ว เรื่องสิวเราเฉยๆนะ ไม่ค่อยช่วยค่ะ

ถ้าหมด คงไม่ซื้อต่อ แต่กับคนอื่นอาจจะใช้ดีก็ได้นะ

คะแนน: 6/10 (หักคะแนนตรงที่ราคาแพง(ไม่คุ้มกับผลลัพธ์ที่ได้รับเท่าไหร่) ไม่ค่อยมีโปรลด ใช้แล้วเฉยๆ และไม่ซื้อต่อค่ะ)

12. สไบนาง เซรั่ม & ครีมทาสิว & ครีมทากลางคืน **ราคา จำไม่ได้**

ขออนุญาตนำภาพจากในเนตมาแปะสรรพคุณด้วยเลยแล้วกันนะคะ

หลังใช้** เราชอบตัวเซรั่มนะ ตื่นมาหน้านุ่มมากกก แบบฟูขึ้นเลย ใช้จนหมดขวด รอยแดง รอยดำจางลงนิดๆ แต่หมดเร็วมากกก แล้วขวดดูก๊องแก๊งไปหน่อย

ส่วนครีมทาสิวกับครีมทากลางคืน เวลาใช้แล้วรู้สึกฟินดีค่ะ หอมกลิ่นสมุนไพร เหมือนกำลังดีท๊อกซ์หน้าหรือทำสปาอยู่ค่ะ ครีมทาสิวถ้าทากลางวันแล้วหน้ามันแพรบเลยค่ะ เหงื่อออกนี่ไหลเยิ้มเลย ไม่เหมาะที่จะใช้ก่อนแต่งหน้าเนอะ เราแนะนำว่าทาวันที่อยู่บ้านเฉยๆ หรือก่อนนอนกำลังดีค่ะ แต่ทั้งครีมทาสิวกับครีมทากลางคืน ใช้กระปุกที่สองแล้วเฉยๆค่ะ สิวที่หน้าเราก็ยังเหมือนเดิม ก็เลยไม่ใช้ต่อค่ะ (เซตของสไบนางเราทดลองใช้ก่อนจะเริ่มไปลองใช้ของป้าพอลล่าค่ะ)

คะแนน: 4/10 (หักคะแนนตรงที่ราคาแพง(บางอันถูก บางอันแพงมาก แต่แบบเซตรวมๆก็ยังถือว่าไม่ค่อยคุ้มกับผลลัพธ์ที่ได้ค่ะ) ผลิตภัฑณ์ไม่ค่อยคงทนและดีไซน์ดูแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก หาซื้อยากและของหมดเร็ว(เราหาซื้อตามร้านหนังสือ) ใช้แล้วเฉยๆ ดีบางอัน ตัวครีมทาสิวหมดเร็ว และไม่ซื้อต่อค่ะ)

13. ตัวทดลองฟรีของ Etude House

Etude House True Relief Moist Cream 

-> ครีมบำรุงผิวหน้าสูตรอ่อนโยนที่สุดของ Etude House มาจากธรรมชาติ100% ไม่มีสี น้ำหอมและแอลกอฮอล์ ช่วยเสริมสร้างเกาะผิวชั้นนอกให้แข็งแรง เน้นให้ความชุ่มชื่นและเสริมสร้างความแข็งแรงของผิวชั้นนอกด้วย Ceramide 3 ที่มาจากธรรมชาติ ทั้งยังช่วยปลอบประโลมผิวที่ระคายเคือง และช่วยลดการอักเสบของผิว ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หลังใช้** ตัวนี้เราทาก่อนแต่งหน้าช่วงรับปริญญา(แต่งเอง) รู้สึกว่ามันซึมไวดีค่ะ มันเบาบาง ไม่มันเยิ้มเหมือนครีมตัวอื่นๆที่เคยใช้ เครื่องสำอางติดหน้าดี ไม่มีกลิ่นใดๆ ใช้แล้วไม่ฟิน แต่รู้สึกดี งงมะ? 555 อาจจะไม่ซื้อมาใช้ค่ะ เพราะอยากลองใช้ตัวอื่นไปเรื่อยๆ

คะแนน: 7/10 (หักคะแนนตรงที่ใช้แล้วหน้าไม่ได้ดีขึ้น(แต่ทาก่อนแต่งหน้าแล้วติดทนดีนะ)

ราคา(ยังไม่ได้ซื้อ แต่ดูในเนต น่าจะ...)แพงค่ะ และไม่ใช้ต่อ)

Etude House Pink Vital Water Cream

-> ครีมบำรุงผิวหน้า เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิว ไม่เหนียวเนอะหนะ ซึมซับเนื้อครีมที่ให้ความชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว สารประกอบที่มีโมเลกุลของน้ำช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้นได้เป็นเวลานาน

หลังใช้** เราใช้ตัวนี้ต่อหลังจากตัว True Relief Moist Cream หมด ใช้ก่อนนอน ตื่นมาแล้วหน้านุ่มดีค่ะ พอใช้ก่อนแต่งหน้าแล้วหน้าก็ไม่ลอก ไม่เป็นขุยระหว่างวัน (แต่หน้ามันเร็วค่ะ)

แต่ความรู้สึกฟิน ตัวนี้ใช้แล้วฟินกว่าตัว True Relief Moist Cream ค่ะ กลิ่นมันไม่แรงมาก ทาแล้วตบๆ กำลังดีเลย แต่ก็ยังไม่อยากใช้ต่อเนอะ อยากลองใช้ตัวอื่นไปเรื่อยๆเหมือนกัน

คะแนน: 7/10 (หักคะแนนตรงที่ราคาน่าจะแพงเหมือนกัน ใช้หน้าดีขึ้นแค่นิดเดียว  และไม่ใช้ต่อค่ะ)

Etude House Moistfull Collagen Water Jelly Cream

->ครีมบำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน มากถึง 61.03% และ Cooling Water ช่วยให้ความสดชื่นเย็นผิว และยังมีสารสกัดของ ไมโครสไปรูลิน่า (Blue Plankton) ช่วยเก็บกักความชุ่มชื่นของผิวได้ตลอดทั้งวัน เนื้อเจลใส ไม่เหนียวเหนอะหนะ

หลังใช้** เราใช้ตัวนี้ต่อหลังจากตัว Moistfull Collagen Water Jelly Cream หมด  ตัวนี้กลิ่นแรงกว่าตัวอื่นๆ คล้ายๆกลิ่นเลมอน 555  ตัวนี้เราจะโบกก่อนนอนเยอะกว่าตัวอื่นๆ เพราะเริ่มเบื่อแล้ว อยากใช้ให้หมด 555 ตื่นมาแล้วหน้านุ่ม ฟูค่ะ แต่ไม่ได้ใสขึ้น ถ้าทาก่อนแต่งหน้า หน้าก็จะมันเร็วค่ะ ไม่ใช้ต่อค่ะ

คะแนน: 6/10 (หักคะแนนตรงที่ราคาน่าจะแพงเหมือนกับตัวอื่นๆ ใช้แล้วหน้าไม่ได้ดีขึ้นมาก กลิ่นแรงไปหน่อย  และไม่ใช้ต่อค่ะ)

สุดท้ายกับครีมมาร์คหน้าตัวที่ใช้แล้วเสียดายตังค์และตัวที่ปลื้มปลิ่มค่ะ > <

10. Bedook Clarifying Mud Mask **ราคา 8XX บาท**

-> มาส์คทำความสะอาดผิว ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขน ทำความสะอาดอย่างล้ำลึก ฟื้นฟูสภาพผิวหน้า ผลัดเซลล์ผิวเก่า เพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่ทดแทน เพิ่มความขาวกระจ่างใสกว่าที่เคย

หลังใช้**ตัวนี้เป็นตัวแรกที่เราฝึกสั่งซื้อทางออนไลน์ ต้องบอกเลยว่าเป็นความผิดพลาดมากเลย ทั้งๆที่เราพยายามหาอ่านรีวิวจากในเนตแล้วนะ แต่ก็ยังพลาด ถือว่าเป็นประสบการณ์ค่ะ 555

ช่วงที่ทาลงผิวหน้า รู้สึกเย็นๆดีค่ะ หอมนิดๆ แต่เหนียวเนอะหนะมากกก พอมาร์คไปเรื่อยๆ จนมันแห้ง

มันก็จะหล่นใส่เสื้อเป็นขุยๆ หล่นลงพื้นเวลาเดินด้วย (ต้องมาเสียเวลากวาดพื้นอีก) ล้างออกยากมาก

เราใช้ไปเรื่อยๆ จนสิวอุดตันมาจ้า แต่ใช้ได้นานค่ะ พยายามควักให้หมดเร็วๆ แต่ก็ไม่หมดซะที หน้าก็ไม่ได้ดีขึ้นด้วย จนสุดท้ายก็ทิ้งไปค่ะ T__T

คะแนน: 5/10 (หักคะแนนตรงที่ราคาแพง หาซื้อยาก ใช้แล้วหน้าไม่ดีขึ้น แพ้(สิวขึ้น) ไม่ใช้ต่อค่ะ)

11. สไบนาง White jelly mask **ราคาซองละ 3X บาท**

-> สไบนางไวท์เจลลี่มาส์ก เป็นมาส์กเนื้อเจล ใช้มาส์กหลังล้างหน้า 10-15 นาทีแล้วล้างออก เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว และเพิ่มความกระจ่างใส เรียบเนียน ด้วยสารสกัดจากแตงกวา ว่านหางจระเข้ องุ่นแดง ที่อ่อนโยนและปลอดภัยกับผิว

หลังใช้** ต้องบอกว่าสรรพคุณสั้นๆ แต่ผลที่ได้ดีมากค่ะ ติดที่หาซื้อยาก เซเว่นบางที่ก็ไม่ขายแล้ว

เรามักจะใช้ตัวนี้มาร์คเวลานอนดึก หรือวันที่ต้องแต่งหน้าจัดเต็มแบบสวยๆ เช่นงานรับปริญญา หรืองานไนท์ที่ภาค เป็นต้น

หนึ่งซองใช้ได้หลายครั้งค่ะ แต่เราจะใช้ได้แค่สองครั้ง เพราะชอบโบกแล้วนอน 555

ถ้าทาใกล้ๆตานี่แสบตามากกก น้ำตานี่ไหลเป็นสายน้ำเลย แต่เราสายฮาร์ดคอ อันไหนที่มันใช่!! เจ็บแค่ไหนก็ทน!!! เพราะตื่นมา แล้วหน้าจะนุ่มมากกก ผ่อง  มันรู้สึกฟินเวลาส่องกระจกอ่าา ถ้าแช่ตู้เย็นแล้วมามาร์คจะฟินกว่านี้อีกค่าาา ถ้าเจอก็จะซื้อมาใช้อีกเรื่อยๆค่ะ

คะแนน: 8/10 (หักคะแนนตรงที่มีแต่แบบซอง แล้วก็เป็นแบบฉีก อยากได้แบบฝาหมุนมากกว่า จะได้เก็บไว้นานๆ และใช้แล้วแสบตาค่ะ)

12. Tamarind Peeling Mask&Scrub **ราคา 2XX บาท**

-> มาร์กและสครับมะขามสด ใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ช่วยฟื้นฟูและรักษาผิว ที่โดนทำร้าย ทั้งจากสารเคมี แสงแดด มลภาวะ รอยแผลจากสิว ฝ้า ส่วนผสมหลักจากมะขามที่ผ่าน กระบวนการ สเตอริไรซ์ จึงปลอดภัยกับผิวทุกประเภท แม้ผิวที่อ่อนแอสุด ๆ

หลังใช้** ตัวนี้เราลองซื้อออนไลน์มาใช้ค่ะ ชอบที่เจ้าของแบรนด์เขาดีไซน์บรรจุภัณฑ์ได้น่ารักดี เว็บไซต์ก็สวย (เราทำงานกราฟิคเลยชอบอะไรที่มีการออกแบบอาทๆ 555)

ส่วนตัวเนื้อมาร์ค เจ้าของแบรนด์บอกว่ามันจิ้มกินกับมะม่วงได้ด้วย แต่เราไม่เคยลองกินจริงๆหรอก 555

แต่ช่วงที่ทา เนื้อมันเหมือนมะขามสดจริงๆนะ กลิ่นก็เหมือน

เราใช้ตัวนี้ พร้อมๆกับตอนใช้ของป้าพอลล่า แล้วก็ Eucerin night cream ถือว่าเป็นช่วงที่ใช้ครีมถูกกับหน้าตัวเองทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ถ้าเทียบเป็นหนังก็คงจะเป็นช่วงที่พระเอกได้รักกับนางเอกจากที่ฟันฝ่าอุปสรรคกันมานาน..55เราจะมาร์คตัวนี้แค่ทุกวันเสาร์ (สัปดาห์ละครั้ง) เพราะปกติเรามีตัว AHA ของป้าพอลล่าอยู่แล้ว ถ้ามาร์คบ่อยๆ หน้าจะลอกเอาค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากเริ่มมาร์คหน้าตัวนี้คือ ผิวนุ่มค่ะ หน้าเนียนขึ้น

จนแฟนทักเลย ว่าหน้าดูเปล่งปลั่งมากเลยอ่ะ ไปทำไรมา!! 555 แต่งหน้าก็ติดทนกว่าเดิม เวลาทารองพื้นหน้าไม่เห็นรูขุมขนชัดเหมือนแต่ก่อน รอยสิวดูจางนิดๆ ถือว่าชอบค่ะ ตอนนี้ไม่ได้ใช้แล้ว เพราะค่าครีมบวกกับค่าส่งก็แพงเหลือเกิน กะว่ารอเงินเดือนขึ้นอีกนิดนึง ค่อยกลับมาใช้

แต่ทั้งหมดทั้งมวลเราว่าหน้าเราดีขึ้นเพราะครีมตัวอื่นๆช่วยหนุนด้วยแหละ ไม่ใช่แค่ตัวนี้ตัวเดียว ที่เราใช้แล้วดี แต่คนอื่นอาจจะเฉยๆก็ได้ ใช้วิจารณญาณในการซื้อแล้วกันเน้อ

คะแนน: 8/10 (หักคะแนนตรงที่หาซื้อเองไม่ได้ ต้องสั่งออนไลน์อย่างเดียว และเรายังซื้อไม่ไหวพอรวมกับค่าจัดส่งแล้ว)

สรุปมหากาพย์วิธีใช้เครื่องสำอางที่เราทดลองมาเรื่อยๆ จนใช้แล้วสิวดีขึ้น(มากๆ) มีดังนี้ค่ะ

1. ใช้ออยล์นวดๆล้างเครื่องสำอางแล้วล้างน้ำเปล่าหนึ่งรอบ เช็ดหน้าให้หมาด (วันที่แต่งหน้าจัดเต็ม)

2. เช็ดหน้าด้วยคลีนซิ่งสูตรน้ำ เช็ดทั้งหน้าและคอ จนสีของเครื่องสำอางแทบไม่มี

3. ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์สองรอบ

4. เช็ดด้วยน้ำเกลือ/โทนเนอร์

5. ทา Paula's Choice Skin Perfecting 2% BHA Liquid/ AHA Gel Exfoliant (สลับกันใช้) ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที

6. ทาครีมบำรุงกลางคืน (มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ไม่แพ้) Eucerin white therapy night cream

7. ทาครีมแต้มสิว (เวลาที่สิวอักเสบขึ้น)

8. ตื่นเช้า ก่อนล้างหน้า ทาครีมละลายหัวสิว  (สามวันใช้ทีก็ได้ ไม่ควรใช้ทุกวัน เพราะหน้าจะบางเกินไป หน้าจะยิ่งถูกกระตุ้น ทำให้มีสิว )

9. หรือตื่นเช้า มาร์หน้าด้วยมะขามอาทิตย์ละครั้ง (ข้อ 8 กับ 9 ไม่ควรทำวันเดียวกัน)

10. ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์หนึ่งรอบ

11. เช็ดด้วยน้ำเกลือ/โทนเนอร์

12. ทาครีมบำรุง(พยายามหาตัวที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีสิ) และครีมกันแดด

จบแล้วววค่าาาเป็นยังไงกันบ้าง ถ้าภาษาช่วงท้ายๆ ผิดเพี้ยนประการใด ต้องขออภัยด้วยนะคะ (เริ่มเมื่อยพิมพ์ แหะๆ) ตอนแรกว่าจะใส่พวกเครื่องสำอางไปด้วย แต่ขอพักเท่านี้ก่อน ครั้งหน้าจะมารีวิวใหม่ (ถ้าไม่ขี้เกียจไปซะก่อนนะ) 555+

ติชมกันได้เน้อแต่อย่าแรง =___='แล้วก็สุดท้าย ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากความคิดเห็นของเราล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับการดักขายหรือดิสเครดิสยี่ห้อแบรนด์ใดๆทั้งสิ้นหากทำให้เข้าใจผิด ต้องขออภัยด้วยนะคะขอบคุณค่าาา :)


LittleMew

LittleMew

พยายามมองโลกให้ต่างจากที่คนอื่นๆมองอยู่...

FULL PROFILE